พลันที่ “โดนัล ทรัมป์” ชนะเลือกตั้ง เหมือนว่าประเทศที่มีปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนจะถอนหายใจโล่งอก
สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นพี่ใหญ่ในค่ายเสรีประชาธิปไตย เคยกดดัน ตลอดจนคว่ำบาตรหลายๆประเทศที่มีปัญหาเรื่องนี้ กลับได้ผู้นำที่มีนโยบายขวาจัด และมีแนวโน้มว่าจะเป็นพวกชอบละเมิดสิทธิมนุษยชนเสียเอง
ดังนั้น มาตรการที่จะเข้ามายุ่มย่ามประเทศอื่นจึงอาจบรรเทาเบาจาง
ส่วน “ทรัมป์” จะดำเนินนโยบายขวาจัดดังที่เขาลั่นวาจาได้มั้ยนั้น มองว่าไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง เขาต้องคำนึงถึงคะแนนเสียงอีก 4 ปีข้างหน้าด้วย
หนึ่งในประเทศที่ดูเหมือนจะขานรับว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกาอย่างออกตัวแรง คือ พม่า (ไม่แน่ว่าไทยเองก็อาจจะด้วย)
เพราะจริงอยู่ พม่าเริ่มคลี่คลายเข้าสู่บรรยากาศประชาธิปไตย หลังการเลือกตั้งได้รัฐบาลพลเรือนเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา หากแต่ภายใต้การนำของ นางอองซาน ซูจี (ผู้นำตัวจริง) รัฐบาลพม่ายังไม่อาจแก้ปัญหาเรื่องชาวมุสลิมโรฮิงญาในรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของประเทศได้
“ดอว์ซู” ไม่เคยมีสัญญาณชัดเจนต่อเรื่องนี้
ชาวมุสลิมโรฮิงญายังคงเป็นคนไร้รัฐ ทางการพม่าไม่นับเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ของประเทศ
แน่นอน ในฐานะนักการเมือง คะแนนเสียง คะแนนนิยมจากคนในประเทศเป็นสิ่งสำคัญ หากเธอประกาศชัดเรื่องการดูแลชาวมุสลิมโรฮิงญา ยอมรับว่าคนเกือบ 200,000 ชีวิตในประเทศ และอีกเป็นล้านที่อพยพลี้ภัยไปอยู่ต่างแดน เป็นพลเมืองของพม่า แน่นอนว่าย่อมต้องเกิดจลาจลครั้งใหญ่จากชาวพุทธนิยมในประเทศ
แต่กระนั้น เธอและรัฐบาลพลเรือนพม่าไม่ควรจะละเลย ซุกปัญหาดังกล่าวไว้ใต้พรม
เพราะถ้าใครเฝ้าติดตามข่าว เรื่องราวชาวโรฮิงญา ที่ต้องอาศัยอยู่ในค่ายผู้อพยพลี้ภัยในประเทศ จะพบว่า สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขานั้น แย่เสียยิ่งกว่าสลัมแออัดที่ว่าแย่ในประเทศไทยเสียอีก
หลาย ๆ ค่าย บ้านที่สร้างด้วยไม้ไผ่ขัดแตะหลังหนึ่ง อาศัยอยู่กันเกือบ 20 คน ปนกันทั้งหญิงชาย ผิดหลักศาสนา ขณะที่ห้องน้ำห้องท่า ไม่ถูกสุขลักษณะ และไม่เพียงพอต่อจำนวนคน
ด้วยสภาพอย่างนี้ หนทางเดียวที่จะไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าคือ “หนี”
ที่สุดก็ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ ดังที่เราได้เห็นเป็นข่าวคราวครึกโครมในช่วงที่ผ่านมา
หลายคนยังจำวาทะของผู้นำ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีของไทยได้แม่นยำ
“บิ๊กตู่” เคยกล่าวถึงชาวโรฮิงญาว่า “ออกลูกเป็นครอก” รวมทั้งย้อนถามนักข่าวกลับว่า “หลังบ้านมีที่ไหมล่ะ (จะให้ชาวโรฮิงญาไปอยู่)”
ประเทศไทย มีมาตรการผลักดันผู้อพยพลี้ภัยกลุ่มนี้
ไม่กี่วันก่อน หลังมีข่าวองค์กรฮิวแมนไรท์ วอตซ์ แถลงโชว์ภาพถ่ายดาวเทียม พบภาพการเผาบ้านเรือนกว่า 400 หลังของชาวมุสลิมโรงฮิงญา ในรัฐยะไข่ ก่อนที่ทหารพม่าจะโยนความผิดใส่ชาวโรฮิงญาว่า พวกเขาเผากันเอง เพื่อเรียกร้องประชาชาติให้หันมาสนใจ
ผมกลับไปอ่านงานชิ้นหนึ่งของ สุเจน กรรพฤทธิ์ กับสารคดีที่เขาเขียนขึ้นหลังได้ไปสัมผัสชีวิตชาวโรฮิงญาในค่ายผู้อพยพลี้ภัยในประเทศพม่า
ที่ค่ายแห่งหนึ่ง สุเจนได้พบและพูดคุยกับชาวโรฮิงญา 2 คน ที่สามารถพูดภาษาไทยได้ คือ “ลูลา” วัย 71 ปี และ “ฮาคิม” วัย 45 ปี
ทั้งคู่เคยขายโรตีอยู่ที่เมืองไทย ก่อนอายุมากแล้วเดินทางกลับมาหาครอบครัวพี่น้อง
“ทุกคนไม่อยากอยู่ในสภาพนี้ การไปมาเลเซีย ไปเมืองไทย ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง แม้จะเสี่ยงมากก็ตาม หากออกไปเราก็มีสองทางคือ ไปตามชายแดนทางบก กับออกทางทะเล”
สุเจน ถามว่า กรณีไปตามชายแดนคนโรฮิงญาหลุดรอดไปถึงเมืองอย่างเชียงใหม่และกรุงเทพฯ ได้อย่างไร
“ง่ายมาก จ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่ไทย เอาชีวิตรอดระหว่างเดินทางยากกว่า” คือคำตอบของ “ลูลา”
และนี่คือผลอันเกิดจากการที่ไทยไม่มีมาตรการรองรับผู้อพยพลี้ภัยชาวโรฮิงญา
ทั้งที่ปัญหาของคนไร้รัฐ จำนวนมหาศาลนี้ควรที่พม่าหรือไทยต้องทบทวนท่าทีของตัวเองอย่างยิ่ง
แน่นอน ความหวังแรกที่อยากเห็นตอนนี้ คือ บทบาทของ “อองซาน ซูจี” และรัฐบาลของเธอที่จะจะยื่นมือเข้ามาแก้ปัญหาในประเทศตนเอง
หรือถ้าพี่ใหญ่อย่าง สหรัฐอเมริกา ของ “โดนัลด์ ทรัมป์” กับ พี่ไทยของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” จะแสดงท่าที่ไม่เห็นด้วยกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งในพม่าและในทั่วโลก
ก็คงจะเป็นการดีไม่น้อย

