เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2565 มีข่าวดี ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเป็นเอกฉันท์ ด้วยคะแนน 323 เสียง ไม่มีผู้ไม่เห็นด้วย มีแต่ผู้งดออกเสียง 1 คน ไม่ออกเสียง 7 คน มติเอกฉันท์ดังกล่าวระบุว่า สภาเห็นว่ามีเหตุอันสมควรที่จะให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อถามประชาชนว่า ควรจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และถ้าหากวุฒิสภามีความเห็นสอดคล้องกับสภาผู้แทนราษฎร รัฐสภาจะได้แจ้งเรื่องให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการให้มีการจัดทำประชามติดังกล่าวต่อไป
เรื่องฟังดูซับซ้อน แต่การเมืองก็เป็นเช่นนี้แหละ ขอทบทวนความเป็นมาของเรื่องนี้โดยสังเขปดังนี้ เมื่อคราวเข้าดำรงตำแหน่งในปี 2562 รัฐบาลได้แถลงนโยบายเร่งด่วนนโยบายหนึ่งต่อรัฐสภาว่า จะดำเนินการให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญปี 2560 รัฐสภาจึงได้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อทำการศึกษาเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการมีความเห็นว่ารัฐสภาควรจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐสภาจึงแต่งตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาอีกชุดหนึ่งเพื่อยกร่างรายละเอียดของการแก้ไขเพิ่มเติม คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้มีมติให้เพิ่มเติม “หมวดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ขึ้นมาอีกหมวดหนึ่ง มีสาระโดยสรุปคือ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ทั้ง 200 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน โดยวิธีการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต รัฐสภาได้พิจารณาข้อเสนอของคณะกรรมาธิการและได้ผ่านร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการได้ยกร่างขึ้นในวาระที่หนึ่ง (รับหลักการ) หลังจากนั้นรัฐสภาได้ตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อทำการแปรญัตติร่างที่รับหลักการ จากนั้นรัฐสภาจึงพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการดังกล่าวในวาระที่สอง เมื่อพิจารณาเป็นรายมาตราเสร็จแล้ว รัฐสภาจึงลงมติเห็นชอบร่างแก้ไขเพิ่มเติมที่เสนอในวาระที่สอง แต่รัฐธรรมนูญบัญญัติว่า เมื่อพิจารณาวาระที่สองเสร็จสิ้นแล้ว ให้รอไว้ 15 วัน จึงจะพิจารณาในวาระที่สามต่อไป
ปรากฏว่าระหว่างการรอ 15 วันดังกล่าว มีสมาชิกรัฐสภาเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ารัฐสภามีอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2564 ว่า “รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อน ว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ต้องให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง” เมื่อรัฐสภามีการประชุมเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในวาระที่สาม ปรากฏว่าสมาชิกมีความเห็นต่างกันเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า ถ้ารัฐสภาเห็นชอบร่างในวาระที่สาม ก็ต้องทำประชามติถามประชาชนว่าจะให้ดำเนินการตามร่างที่ผ่านวาระที่สามหรือไม่ ทั้งนี้ตามความบังคับของรัฐธรรมนูญ และถือได้ว่าเป็นการลงประชามติก่อนตามนัยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่อีกฝ่ายเห็นว่า ต้องทำประชามติถามประชาชนแต่ต้นเลยว่าประสงค์ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าใช่จึงยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อเปิดทางให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งก็ต้องนำไปลงประชามติเห็นชอบร่างแก้ไขเพิ่มเติมก่อน จึงไปจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อให้ประชาชนลงประชามติเป็นขั้นตอนสุดท้ายเมื่อร่างเสร็จแล้ว รวมต้องลงประชามติสามครั้ง ปรากฏว่ารัฐสภาเห็นด้วยกับฝ่ายหลัง และไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมในวาระที่สาม สุดท้ายต้องไปเริ่มที่ประชามติถามความประสงค์ของประชาชน
แต่การถามความประสงค์ดังกล่าวยังเริ่มทันทีไม่ได้ เพราะ ณ เวลานั้นกฎหมายประชามติยังไม่ผ่านรัฐสภา ต้องรอถึงวันที่ 12 กันยายน 2564 จึงมีกฎหมายออกมา โดยมาตรา 9 ระบุว่า
“การออกเสียงตามพระราชบัญญัตินี้ มีดังต่อไปนี้
(1) การออกเสียงเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามที่มีบทบัญญัติกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ
(2) การออกเสียงกรณีเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่ามีเหตุอันสมควร
(3) การออกเสียงตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีการออกเสียง
(4) การออกเสียงในกรณีที่รัฐสภาได้พิจารณาและมีมติเห็นว่าเป็นเรื่องที่มีเหตุสมควรที่จะให้มี
การออกเสียงและได้แจ้งเรื่องให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการ
(5) การออกเสียงกรณีประชาชนเข้าชื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ความเห็นชอบในการออกเสียง ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด
การออกเสียงในเรื่องที่มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญได้รับรองไว้
จะกระทำมิได้
ในกรณีที่จะต้องดำเนินการออกเสียงตามวรรคสอง เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้มีการออกเสียง
หรือเมื่อประธานรัฐสภาแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบแล้วแต่กรณี ให้นายกรัฐมนตรีประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียงตามวันที่กำหนดตามที่ได้หารือร่วมกับคณะกรรมการ”
คณะกรรมการตาม (5) ข้างต้น หมายถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง จนถึงบัดนี้ คณะกรรมการยังไม่กำหนดหลักเกณฑ์ ดังนั้น ช่องทางที่ประชาชนจะเข้าชื่อเสนอคณะรัฐมนตรีตาม (5) จึงยังไม่เปิด มาบัดนี้ ช่องทางผ่านรัฐสภาตาม (4) ได้แง้มไว้บานหนึ่งแล้ว ยังเหลือบานที่ต้องเปิดอีกหนึ่งบาน คือความเห็นชอบของวุฒิสภา
ขณะนี้ใกล้เวลาที่จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปแล้ว จึงมีผู้เสนอว่า ถ้าจะมีการถามความประสงค์ของประชาชนในเรื่องการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรีน่าจะกำหนดวันออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกับการเลือกตั้งทั่วไป เพื่อประหยัดงบประมาณ เชื่อว่าจะไม่สร้างความสับสนแก่ประชาชน เพราะจะเพิ่มบัตรออกเสียงประชามติอีก 1 ใบ ที่มีช่องให้เลือกกาเพียง 2 ช่อง ว่า “ประสงค์ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” กับ “ไม่ประสงค์ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” สังเกตว่าเรื่องนี้อยู่ที่การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี ซึ่งกฎหมายฉบับนี้และฉบับอื่น ๆ ให้อำนาจไว้มากมาย หากใช้เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเหนือประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง ก็เป็นเรื่องที่ปากตรงกับใจ ปรากฏว่าในมติเอกฉันท์ของสภาผู้แทนราษฎรที่อ้างถึงในตอนต้น สภาได้เสนอแนะให้จัดการออกเสียงประชามติให้ประชาชนแสดงความประสงค์ว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ในวันเดียวกันกับการเลือกตั้ง ส.ส.
ตามแผนการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการทั่วไปของ กกต. กรณีไม่มีการยุบสภาก่อน สภาจะครบวาระในวันที่ 23 มีนาคม 2566 กกต. คาดว่าวันสุดท้ายที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งจะมีผลใช้บังคับคือวันที่ 30 มีนาคม 2566 และจะประกาศกำหนดวันเลือกตั้งทั้ง ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อในวันที่ 31 มีนาคม 2566 จึงคาดหมายว่าวันเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการทั่วไปจะเป็นวันที่ 7 พฤษภาคม 2566 หรือประมาณ 6 เดือนข้างหน้า กกต. จึงควรเตรียมการไว้ก่อนเพื่อให้สามารถจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าประชาชนประสงค์ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2566 พร้อมกันไปเลย
เรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถ้าหวังจะทำให้สำเร็จ ควรจะมียุทธศาสตร์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยเป็นยุทธศาสตร์ที่เปิดกว้าง มีความเที่ยงธรรมคือไม่ได้มีรูปแบบหรือกระบวนการที่ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบหรือเสียเปรียบ
ขอย้อนไปดูเรื่องราวการจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ซึ่งถือได้ว่าประสบความสำเร็จพอสมควร กระบวนการนี้เริ่มต้นตั้งแต่มีการรัฐประหารโดย รสช. โดยในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2534 อมร จันทรสม บูรณ์ ได้นำเสนอข้อเขียนเรื่อง “โครงสร้างรัฐธรรมนูญในอนาคต” สาระสำคัญของข้อเขียนดังกล่าวก็คือ การเสนอโครงสร้างของรัฐธรรมนูญที่มีกลไกในการตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจ รวมทั้งการเสนอสถาบันและองค์กรสำคัญที่สมควรจะบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่น สถาบันเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นต้น
ต่อมาอมรได้เป็นประธาน “โครงการศึกษาเพื่อการปฏิรูปรัฐธรรมนูญสำหรับประเทศไทย” และได้ขอให้นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชนที่เป็นนักวิชาการรุ่นใหม่ (ในช่วงเวลาดังกล่าว) รวม 11 คน ทำการศึกษาใน 11 หัวข้อด้วยกัน กล่าวได้ว่างานวิจัยชุดนี้เป็นการ “เปิดตัว” นักกฎหมายมหาชนในสังคมไทย และต่อมานักกฎหมายมหาชนก็ได้รับการยกสถานะให้กลายเป็นกลุ่มบุคคลที่จะมีความชอบธรรมในการปฏิรูปการเมืองและการจัดทำรัฐธรรมนูญ
ต่อมาเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2537 มารุต บุนนาค ในฐานะประธานรัฐสภาได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งชื่อ “คณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย (คพป.)” โดยมีกรรมการจำนวน 58 คน และมีประเวศ วะสีเป็นประธาน คณะกรรมการ คพป. เห็นด้วยกับการปฏิรูปทางการเมืองตามแนวทางของอมร และได้ดำเนินการให้มีการวิจัยใน 15 หัวข้อ ซึ่งได้พิมพ์เผยแพร่ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2538 ด้วยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) งานชุดนี้ได้กลายเป็นโครงร่างในเบื้องต้นสำหรับการจัดทำรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นต่อมาในภายหลัง
ในเรื่องนี้ ประเวศแสดงความเห็นว่า “นายมารุต บุนนาค ประกาศให้ผม เป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย (คพป.) ให้ประธานไปหากรรมการ คพป. เอาเอง สภาและรัฐบาลไม่เข้ามายุ่ง เกิดเป็นคณะกรรมการอิสระโดยบังเอิญ มีบทบาทวางกรอบความคิดรัฐธรรมนูญ เคลื่อนไหวทางสังคมและผ่านสื่อมวลชนอย่างหนัก ให้เห็นถึงผลดีของการปฏิรูปการเมือง กลายเป็นกระแสสังคม พอเปลี่ยนรัฐบาล ทุกพรรคการเมือง ทหารเอาด้วยหมด ผลักเข้าสู่สภาก็ง่าย กลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ 2540”
กล่าวได้ว่านี่คือยุทธศาสตร์สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาของประเวศ สามเหลี่ยมดังกล่าวประกอบด้วย 1. องค์ความรู้ 2. กระแสสังคม 3. พลังของนักการเมือง
ยุทธศาสตร์สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาดูเหมือนจะเริ่มที่องค์ความรู้ หรือว่าเราควรดำเนินการในเรื่องกระแสสังคมและการรวมพลังนักการเมืองไปพร้อมกัน ยุทธวิธีหนึ่งในการสร้างกระแสคือจัดให้มีการประชุมสมัชชาเพื่อเปิดให้มีการถกแถลงแสดงความคิดอย่างกว้างขวาง ในทำนองที่คล้ายคลึงกับสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งได้พัฒนาทักษะการบริหารจัดการสมัชชาสุขภาพมาได้ระดับหนึ่งแล้ว ผู้บริหารสมัชชาคนหนึ่งกล่าวแก่ผมว่า ถ้าจะปรับและประยุกต์ใช้เทคนิคการประชุมสมัชชาสุขภาพกับสมัชชาประชาธิปไตย หรือสมัชชารัฐธรรมนูญก็น่าจะทำได้ แต่ต้องทราบอยู่แล้วว่ามติต่าง ๆ ของสมัชชาสุขภาพนั้น ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขอาจรับไปดำเนินการอย่างจริงจังก็ได้ หรือจะฟังพอเป็นพิธีและฟังเจ้ากระทรวงเป็นหลักก็ได้ แล้วแต่ว่าเขาจะเลือกรับความคิดจากล่างขึ้นบน หรือจากบนลงล่างมากกว่ากัน
ในส่วนของนักการเมืองก็คล้ายกัน สมัยที่บรรหาร ศิลปะอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี เขาประกาศนโยบายการหาเสียงว่าจะขับเคลื่อนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คนที่ไม่ค่อยเห็นด้วยก็ยอมโอนอ่อน แต่ก็พร้อมที่จะตีกลับในโอกาสเอื้ออำนวยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้รัฐธรรมนูญที่ตั้งอกตั้งใจจัดทำขึ้น ไม่พ้นการถูกฉีกทิ้งในปี 2549 สิริอายุ 9 ปี
การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ไม่ได้มาจากการอำนวยการของฝ่ายรัฐประหารนั้น จะมีอุปสรรคขวากหนามมาก ฝ่ายประชาธิปไตยจึงควรมียุทธศาสตร์ที่ทรงพลังพอ เรื่องนี้คงต้องช่วยกันหาคำตอบ
ผมได้มีโอกาสช่วยงานของ “ภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย (ภรป.)” มาหลายปีแล้ว “ภาคีฯ” หรือ ภรป. มีลักษณะเป็นการรวมตัวกันแบบหลวม ๆ ของนักวิชาการ องค์กรภาคประชาชน และนักการเมืองพรรคต่าง ๆ ทำหน้าที่ประสานภาคส่วนต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนให้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้จะเป็นองค์กรเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยมีทรัพยากร แต่ ภรป. ก็มีผลงานมาเป็นระยะ ๆ
ในโอกาสที่จะมีการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการทั่วไปในปี 2566 ภรป. จะจัดประชุมปรึกษาหารือในเรื่องยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการดำเนินการสู่เป้าหมาย ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งจะขอเสนอเป็นความคิดส่วนตัวในเบื้องต้น ดังนี้
เป้าหมายระยะสั้นน่าจะเป็น
1. การมีส่วนช่วยให้การเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการทั่วไปในปี 2566 มีความสุจริตและเที่ยงธรรม ทั้งนี้ โดยร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งและพรรคการเมือง เช่น พรรคการเมืองควรมีส่วนร่วมจัดทำ “จรรยาบรรณในการหาเสียง” ตามมาตรฐานสากลและสอดคล้องกับบริบทของสังคมการเมืองไทย
2. การดำเนินการให้คณะรัฐมนตรีขอให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อถามความประสงค์ของประชาชนในอันที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ทั้งนี้ การออกเสียงประชามติควรเป็นในวันเดียวกับการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการทั่วไป
3. การเชิญชวนพรรคการเมืองที่สมัครใจ ให้ลงนามในคำสัญญาประชาคม ว่าจะร่วมมือกันทำสังคมไทยให้น่าอยู่ขึ้น โดยมีนโยบายที่สำคัญ อาทิ การสนับสนุนให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ดำเนินไปด้วยดีจนได้เป็นรัฐธรรมนูญที่เที่ยงธรรมและเอื้อประโยชน์สุขแก่ทุกคน การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม การกระจายอำนาจสู่การปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น การเสริมสร้างวัฒนธรรมที่เคารพในศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมกัน เป็นต้น
เป้าหมายระยะกลาง-ยาวน่าจะเป็น
1. การร่วมมือกันจัดเวทีที่เปิดกว้าง ไม่ปิดกั้น และปลอดภัย เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ความริเริ่มสร้างสรรค์ และอารมณ์ความรู้สึก อย่างกว้างขวาง
2. การมีเวทีเฉพาะเพื่อการถกแถลงปัญหาที่ขับเคลื่อนได้ยาก และอาจกระทบต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในระยะสั้น เช่น การเก็บภาษีที่มีลักษณะก้าวหน้ามากขึ้นและมีฐานภาษีที่กว้างขึ้นเพื่อมีรายได้เข้าสู่รัฐที่เพียงพอแก่การจัดสวัสดิการสังคมที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม การปฏิรูปกองทัพ เป็นต้น
ในเรื่องการปฏิรูปกองทัพ พรรคก้าวไกลมีนโยบายที่น่าสนใจ อาทิ 1. การให้รัฐมนตรีกลาโหมมีอำนาจแต่งตั้ง โยกย้ายกำลังพลในกองทัพ (ไม่ใช่ผู้นำเหล่าทัพแต่งตั้งโยกย้ายกันเอง) 2. ยกเลิกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ. รมน.) ซึ่งอาจใช้เป็นช่องทางการแทรกแซงทางการเมือง 3. ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เปลี่ยนเป็นการรับสมัครแบบสมัครใจ 4. ลดขนาดกองทัพและจำนวนนายพล 4. โอนคืนที่ดินของกองทัพที่เกินจำเป็นให้กรมธนารักษ์
สำหรับนโยบายปฏิรูปกองทัพของพรรคก้าวไกลที่แหลมคมเช่นนี้ ควรมีเวทีถกแถลงเฉพาะที่หลายฝ่ายสามารถถกแถลงแจงเหตุผลได้อย่างละเอียดรอบคอบ ในบรรยากาศถ้อยทีถ้อยปฏิบัติ โดยมีประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
เป้าหมายในระยะ 10 ปี
เป้าหมายนี้เป็นข้อเสนอที่มาจากสถาบันสร้างไทย เนื่องจากว่าในอีกสิบปีข้างหน้าจะครบวาระ “100 ปีประชาธิปไตยไทย” เราน่าจะใช้โอกาสจัดโครงการ “นับถอยหลังสู่ 100 ปีประชาธิปไตยไทย” เพื่อเป็นหมุดหมาย (milestone) ในการพัฒนา “ประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ” ให้สำเร็จลุล่วงไปให้ได้ก่อนครบหนึ่งศตวรรษ เพื่อเป็นรากฐานในการแก้ปัญหาต่าง ๆ และสร้างภูมิคุ้มกันในการรับมือกับวิกฤตการณ์ทั้งหลายในโลกที่มีความแปรปรวนสูงมากทุกวันนี้ ในการนี้ ควรจัดการประชุม “สมัชชาประชาธิปไตย” เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ ในเดือนธันวาคมของทุกปีเป็นเวลา 10 ปี โดยเริ่มจากปี 2566 ถึง 2575 เพื่อให้ภาควิชาการ นิสิตนักศึกษา ภาคประชาสังคมตลอดจนนักการเมืองจากพรรคต่าง ๆ อาศัยการประชุมสมัชชาในการทบทวนความก้าวหน้าของประชาธิปไตยในรอบปีที่ผ่านมา และร่วมกำหนดจุดเน้น (theme) ของการรณรงค์ขับเคลื่อนในปีต่อไป
เพื่อเป็นการเริ่มต้น ควรจัดให้มีการประชุมปรึกษาหารือเกี่ยวกับโครงการนับถอยหลังสู่ 100 ปีประชาธิปไตยไทยในวันที่ … ธันวาคม 2565 หากมีความเห็นพ้องต้องกัน ก็จะปรึกษาเพื่อเตรียมการประชุมสมัชชาประชาธิปไตยครั้งแรกในวันที่ … ธันวาคม 2566
การเดินทางสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่คงมีความยากลำบาก แต่ถึงยากอย่างไรก็ต้องเดินไป คงมีทางแยก/ทางเลือกหลายทาง แต่คิดว่าหนทางเส้นแรกที่จะต้องเดินไป คือ การออกเสียงประชามติเพื่อให้ประชาชนแสดงความประสงค์ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยออกเสียงในวันเดียวกับการเลือกตั้ง ส.ส.
โคทม อารียา

