เหมือนว่าคำว่า “พลเมืองโลก” (global citizen) จะถูกนำเข้าและพูดถึงกันเป็นอย่างมากในช่วงเวลาไม่นานมานี้ในบ้านเรา
แต่เหมือนกับว่า “พลเมืองโลก” ที่พูดถึงในประเทศไทยไม่น่าจะเหมือนกับพลเมืองโลกที่ในโลกนี้พูดกันเสียทีเดียว
มีเงื่อนไขและบริบทหลายอย่างที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นกระแสขึ้นมาอย่างในช่วงไม่นานมานี้
เหมือนกับว่าคำว่าพลเมืองโลกในบ้านเราจะมีความเป็น buzzword คือเป็นคำพูดแล้วดูดี เป็นคำใหม่ที่พูดแล้วดูจะเป็นที่ประทับใจและทรงภูมิ หรืออธิบายอีกอย่างก็คือดูว่ามีอะไรบางอย่างที่มีคุณค่าซ่อนอยู่ ใครเข้าใจก่อนเข้าถึงก่อนจะได้เปรียบ ดูดี หรือเท่าทันได้มากกว่าคนอื่น และดูจะเป็นคุณสมบัติที่มีความสำคัญอย่างมาก
แต่ในอีกด้านหนึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่ากระแสเรื่องของพลเมืองโลกในสังคมบ้านเราจะไปได้นานแค่ไหน และจะเปลี่ยนไปเป็นอะไรอีกในอนาคต
และที่พูดกันมากในช่วงไม่นานนี้ มัน “สะท้อน” อะไรบ้าง
ในฐานะที่ไม่ได้อยู่ในธุรกิจและอุตสาหกรรมที่พูดเรื่องพลเมืองโลก ผมเริ่มรู้สึกว่าคำว่าพลเมืองโลกเป็นคำที่น่าจะกำลังเป็นที่สนใจกันมากในช่วงนี้ ซึ่งทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะไปโยงกับกระแสการพูดถึงเรื่องของความไม่พอใจในเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงสองสามปีนี้ของเยาวชนคนหนุ่มสาว และเรื่องราวของการเล่าเรื่องการออกไปนอกกะลามากขึ้นเรื่อยๆ
แต่ถ้าลองย้อนกลับไปเมื่อสักสามสิบปีก่อน ผมว่าในยุคที่ผมเป็นเยาวชนคนหนุ่มสาว ก็ดูเหมือนจะมีการพูดถึง “โลกาภิวัตน์” กันอยู่อย่างตื่นเต้นหวือหวา
เพียงแต่ในสมัยนั้นการพูดถึงโลกาภิวัตน์นั้นพูดกันไปในทางการตื่นเต้นกับการเปลี่ยนแปลงของโลก และมองในเรื่องของ “ผลกระทบ” ที่ประเทศเรา และสังคมเราจะได้รับ
ในช่วงแรกของกระแสโลกาภิวัตน์นั้น ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความหวือหวาในเรื่องของผลกระทบในเชิงบวก โดยเฉพาะความตื่นตัวของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและการสื่อสารและผลที่คาดหวังว่าจะได้รับจากความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ
กระแสเรื่องของโลกาภิวัตน์เกิดขึ้นพร้อมกับความเชื่อในศักยภาพของธุรกิจ ความเชื่อมั่นว่าโลกนี้เชื่อมโยงกันและรัฐนั้นทรงอำนาจและประสิทธิภาพน้อยลง รัฐจะต้องปรับตัวโดยนำเอาหลักการของเอกชนเข้ามาปรับใช้ให้เหมาะสม
ความหวือหวาในเรื่องของโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่จะกระทบกับผู้คนดูจะเกิดขึ้นในโลกขาขึ้น ในประเทศที่เหมือนจะเต็มไปด้วยความหวัง ในประเทศที่ผู้คนกระตือรือร้นที่จะลงเรียนภาษาอังกฤษ และโปรแกรมคอมพิวเตอร์
และแม้กระทั่งเมื่อบ้านเมืองประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในเกือบสิบปีหลังจากกระแสความเฟื่องฟู ผู้คนก็เริ่มจะรู้สึกว่าความผันผวนทางเศรษฐกิจนั้นเป็นอีกมิติของการเชื่อมโลกที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
แต่เหมือนกับอารมณ์ความรู้สึกในสังคมนั้นจะหันมาตั้งหลักที่เรื่องของการหาสมดุลของการเชื่อมโลกกับการมีสติมากขึ้น หนังสือธรรมะในแบบพัฒนาตัวเองเพื่ออยู่รอดในโลก และทำใจให้สงบจากความเสี่ยงและความผันผวนดูจะขายดีไปด้วย
แต่สิ่งที่ต่างจากกระแสความตื่นตัวในการออกไปสู่โลกในวันนี้เหมือนจะมีอยู่มากจนแทบเป็นคนละเรื่อง การพูดถึงพลเมืองโลกในบ้านเราเหมือนจะเจือปนไปด้วยกระแสความรู้สึกไม่พอใจและสิ้นหวังกับสังคมที่เป็นอยู่ในขั้นที่เชื่อว่าสังคมนี้ไม่สามารถรองรับศักยภาพของผู้คนจำนวนมากได้
มาลองคิดอีกด้านหนึ่งอาจเป็นไปได้ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยมีกระแสการเคลื่อนย้ายประชากรออกนอกประเทศครั้งใหญ่มาก่อน เหมือนหลายประเทศในเอเชียที่ประสบปัญหากับเรื่องของความขัดแย้งทางสังคม หรือแรงกดดันทางสังคมถึงขั้นที่เกิดการย้ายถิ่นฐานออกนอกประเทศกันเท่านี้
แต่ก็ไม่ใช่จะไม่มีไปเสียเลย เพราะความขัดแย้งในสมัยที่มีการรบกันระหว่างป่าและเมืองก็มีอยู่ แต่ก็เป็นความขัดแย้งทางอุดมการณ์ที่ตัวหารร่วมก็คือความเชื่อมั่นในเรื่องชาตินิยมอย่างมาก เพราะต่างฝ่ายต่างรบกันเพื่อให้ชาติเป็นไปตามที่ฝ่ายตนต้องการ แม้ว่ากติกาในการต่อสู้อาจจะไม่ได้ลงตัวอะไร
กระแสของความอึดอัดในปัจจุบันถ้าจะจับสัญญาณว่ามีอะไรน่าสนใจ ก็จะพบว่ามันเป็นสัญญาณของความท้าทายเรื่องความชอบธรรมทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่ใครๆ ก็วิเคราะห์กันมานานแล้วในแง่ของการผูกขาดและกระจุกตัวของความมั่งคั่ง แต่มันยังสะท้อนว่ารัฐของไทยเป็นรัฐที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการไล่ล่าประชาชนในประเทศ (predatory state)
รัฐผู้ล่าที่เราพูดถึงไม่ใช่แค่รัฐที่เป็นเผด็จการที่เราเข้าใจกันในแง่การผูกขาดอำนาจ และปิดกั้นเสรีภาพ แต่ยังหมายถึงการที่เป็นรัฐที่เติบโตโดยการเกาะกินชีวิตของประชาชนจนเห็นได้ชัดว่าความก้าวหน้าของประเทศนั้นไม่ต้องมี และความมั่งคั่งและโอกาสของประชาชนไม่ต้องเกิด
แต่คนที่มีอำนาจรัฐและผูกโยงกับอำนาจรัฐนั้นดูจะเติบโตมั่งคั่งอยู่ฝ่ายเดียว
ทั้งนี้ เพราะเป็นไปได้ว่ารัฐเผด็จการในหลายที่ในโลกสามารถพัฒนาตัวเองเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจสังคมกับประชาชนได้โดยการแลกเปลี่ยนการไร้อำนาจและเสรีภาพทางการเมืองของประชาชน กับโอกาสและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจที่ประชาชนสามารถได้รับได้ แต่ในรัฐไทยนั้นสิ่งเหล่านี้ไม่ค่อยจะเกิด
วกกลับมาเรื่องความตื่นตัวในเรื่องพลเมืองโลก ผมคิดว่าการเกิดกระแสนี้ในสังคมไทยคงจะไปได้อีกนาน แต่คงจะไปแบบไทยๆ เพราะจะถูกทำให้เป็นระบบราชการสูงขึ้น และถูกทำให้กลายเป็นวาทกรรมใหม่ที่มีความสัมพันธ์ทางอำนาจบางอย่างที่จัดระบบความคิดและฝังแทรกอคติบางอย่างลงไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อสิ่งเหล่านี้เริ่มถูกมองว่าเป็นวาระทางสังคม ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ และวาระแห่งชาติ
ทั้งจากการอบรม จากการพูดถึง และจากการพยายามเริ่มทำให้เรื่องนี้อยู่ในหลักสูตรการศึกษา
อันเนื่องมาจากการทำให้เป็นเรื่องที่ต้องถูกจัดขึ้นผ่านระบบอำนาจที่เป็นทางการ และความเฟื่องฟูในการจัดงานและอบรมในเรื่องนี้ ก็จะมีทั้งส่วนที่เป็นการสร้างวินัย และขั้นตอนในการคิดและปฏิบัติตน แม้จะเป็นเรื่องในนามของการส่งเสริมเสรีภาพก็ตาม
อธิบายง่ายๆ ก็คือ มันเป็นเรื่องของการพูดถึงคุณสมบัติที่เราจะต้องมี ที่เราจะต้องฝึกฝน ที่จะต้องครองตนและปฏิบัติตน และในอีกด้านหนึ่งมันก็คือการยอมรับว่าเรานั้นด้อยเพราะเราไม่มีสิ่งเหล่านี้
การพูดเรื่องความเป็นพลเมืองโลกจึงมักจะเริ่มต้นจากคุณสมบัติที่เราขาด สิ่งที่ต้องมาเติมเต็ม โอกาสในเชิงบวกที่เราสามารถไปถึงได้ในฐานะเราเป็นปัจเจกชน และความใฝ่ฝันที่เราเชื่อว่าโลกรอบตัวเรานั้นฉุดรั้งเราเอาไว้ และเราสามารถเป็นที่ยอมรับจากโลกใบนี้ในที่อื่นๆ ได้ เพราะเราไม่ได้รับการยอมรับจากโลกรอบตัวที่อยู่ใกล้เรา
มันเป็นการสร้างความตระหนักและตระหนกในเรื่องที่เราเผชิญอยู่ และสร้างอำนาจในการเล่าเรื่องและชี้ทางออกอย่างน่าเชื่อถือให้กับคนที่จะมานำพาเราไปสู่การหลุดพ้นจากทุกข์ที่เกิดขึ้นในระดับบุคคลที่เมื่อรวมกันกับคนอื่นๆ ก็จะกลายเป็นทุกข์ในระดับรวมหมู่
โลกของการอบรมศึกษาและรับฟังเรื่องพลเมืองโลกในบ้านเราก็เลยมักจะวนเวียนอยู่ที่เรื่องของการปรับตัวให้เท่าทันและหาโอกาสที่ไม่ค่อยจะมีจากเรื่องรอบตัวมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่กระแสของความเป็นพลเมืองโลกในโลกฝั่งตะวันตกจะค่อนข้างเน้นไปอีกสองเรื่องเป็นอย่างน้อย
หนึ่งคือ การทำความเข้าใจความซับซ้อนของโลกนี้ โดยเฉพาะเรื่องของที่การพยายามรวมพลังผู้คนไปเปลี่ยนแปลงโลก
อธิบายง่ายๆ คือความเอาเป็นเอาตายของคนรุ่นใหม่ในการต่อสู้กับปัญหาความเปลี่ยนแปลงในสิ่งแวดล้อมของโลกที่บรรดาผู้ใหญ่ รัฐบาล และทุนใหญ่ละเลย หรือใช้ประโยชน์จากมัน
จากยุคที่คนใหญ่คนโตออกมาสร้างโลกของความรับผิดชอบต่อสังคมในแง่ของการรณรงค์สร้างอีเวนต์ที่ไร้แก่นสารแต่เน้นการโฆษณา และสร้างภาพลักษณ์
มาสู่ความเอาเป็นเอาตายของเยาวชนคนรุ่นใหม่ในกระแสสิ่งแวดล้อม ถึงขนาดประท้วงปิดบ้านปิดเมืองกันไปหลายที่ในปัญหาโลกร้อน และการใช้พลังงานที่ทำลายธรรมชาติและโลกมากขึ้นเรื่อยๆ
สองคือ การไม่ทนต่อความอยุติธรรมในระดับโลกที่เกิดขึ้นทุกที่ทุกทางโดยเฉพาะในเรื่องของความยากจน
ราวกับว่าการสร้างพลเมืองโลกจากการรณรงค์ของขบวนการภาคประชาชนในโลกจะเน้นไปในเรื่องการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างโอกาสและความเท่าเทียมกันในสังคม
แต่การสร้างพลเมืองโลกในแบบไทยๆ ดูจะกลายเป็นเรื่องการพัฒนาคู่มือแบบ how to อีกครั้งหนึ่งว่าถ้าเดินตามกูรู หรือไลฟ์โค้ชต่างๆ แล้ว เราก็จะเชื่อมกับโลก หรือออกไปจากโลกใกล้ตัว เพื่อไปได้รับการยอมรับจากโลกนี้ได้มากขึ้น เพราะโอกาสใกล้ตัวดูจะตีบตันเอามากๆ
อธิบายง่ายๆ เหมือนกับในระดับโลก การพูดเรื่องความเป็นพลเมืองโลกเป็นการพูดเรื่องที่มีหมุดหมายที่การเปลี่ยนโลกด้วยสำนึกใหม่ของคนรุ่นใหม่ ขณะที่ในบ้านเราดูจะมีความสุขกับการสร้างระบบการฝึกฝนเพื่อเปลี่ยนตัวเองให้ไปเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่ไกลจากโลกใกล้ตัวที่หมดหวังว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น
การเปลี่ยนแปลงในโลกรอบตัวเราและโลกทั้งใบของความเป็นพลเมืองโลกเท่าที่เห็นตามเว็บไซต์ระดับโลกที่ส่วนหนึ่งคือการกดดันรัฐและทุนใหญ่ของประเทศตัวเองให้หยุดทำลายสิ่งแวดล้อม หยุดสร้างระบบการพัฒนาที่ทำให้ผู้คนยากจน และหยุดผลิตสินค้าที่ไม่สร้างความยั่งยืน ผ่านการทำกิจกรรมในลักษณะการปะทะและเจรจา และรับรู้ปัญหาและวิกฤตโลกมากขึ้น
เหมือนการพูดถึงการสร้างพลเมืองโลกใน บ้านเราในหลายๆ แห่ง ในหลายๆ อีเวนต์จะวนกลับมาที่การสร้างเด็กดีของโลก หรือพนักงานของโลกเสียมากกว่า

