จากกันยายน ล่วงเข้าสู่พฤศจิกายน เดือนรองสุดท้ายของปี มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ทั้งเหตุการณ์สลดที่จังหวัดหนองบัวลำภู มาจนถึงโศกนาฏกรรมอิแทวอน เกาหลีใต้ และสะพานถล่มที่ประเทศอินเดียยิ่งใกล้ปลายปี ยิ่งทวีความระทึก มีเหตุการณ์ให้ชวนจับตามากมาย รวมถึงประเทศไทยที่จะมีการประชุมใหญ่ระดับโลกในกลางเดือนนี้
ตามปฏิทินเข้าสู่เดือนรองสุดท้ายก่อนสิ้นปี กับการเฉลิมฉลอง นอกจากลอยกระทง คริสต์มาส และ Happy new year บรรยากาศทางการเมืองโหมด้วยเทอมสุดท้ายของรัฐบาล สถานการณ์ดูเหมือนผู้คนในสังคมไทยจะตั้งตาตั้งใจ รอความหวังใหม่ๆ มากกว่า ไม่สนใจของเก่า มองข้ามปัจจุบันไปถึงอนาคตกันแล้ว
อารมณ์หมดหวังกับทีมผู้นำทหารเฒ่า “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แค่หายใจทิ้ง เผาเวลาให้หมดไปวันๆ เรากล้ำกลืนฝืนทนมา 8 ปี รออีก 4-5 เดือน ก็คงต้องรอแต่หมากกระดานจากวันนี้ จนถึงวันที่ 24 มีนาคม 2566 ยากที่จะคาดเดาว่าเกิดอะไรได้บ้าง จนกว่าจะหมดเวลาครบเทอม ต้องมีการเลือกตั้งกันใหม่อย่างแน่นอน หลีกเลี่ยงไม่ได้แต่อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้หลายหน้ากระดาน
ท่ามกลางที่ทีมบริหารของรัฐบาลปั่นป่วนระหว่างพรรค ระหว่างพวกเกิดมาอย่างต่อเนื่อง อันเนื่องมาจากการมุ่งมั่นกอบโกยคะแนน จำนวน ส.ส.เข้าค่ายเป็นฐานเสียงในการเลือกตั้งที่จะมาถึง รวมถึงสิ่งที่ทุกพรรคยังต้องมุ่งเดินหน้าด้วยกันรู้ภารกิจสำคัญอย่างการเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมเอเปค ซึ่งจะมีผู้นำจากกว่าร้อยประเทศเข้าร่วมประชุมระหว่างวันที่ 18-19 พฤศจิกายนนี้ แต่ที่คอทางการเมืองมุ่งความสนใจที่สุด กลับเป็นช่วงหลังการประชุมเอเปค ท่ามกลางโจทย์ “ยุบสภา” ที่ถูกพูดถึงมากยิ่งขึ้น
ถึงแม้อำนาจในการยุบสภาจะอยู่ในมือของ “บิ๊กตู่” เพียงผู้เดียว แต่การยุบสภาหลายต่อหลายครั้งมักจะมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เข้ามามีส่วนสำคัญเสมอมา ทั้งนี้ แนวทาง “ประเด็น” สู่การยุบสภาที่พูดถึงมากที่สุดในช่วงที่ผ่านมา คือ การยุบสภาในช่วงหลังจบการประชุมเอเปค ไปจนถึงช่วงเวลาก่อนวันที่ 24 ธันวาคม 2565 ซึ่งถูกมองว่าเป็นระยะปลอดภัย สำหรับคนการเมืองที่ต้องการย้ายไปสมัครรับเลือกตั้งภายใต้สังกัดพรรคใหม่ในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น
เนื่องจากคุณสมบัติผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งถูกกำหนดเงื่อนไขระยะเวลาสังกัดพรรคไว้ใน 2 กรณี คือ
กรณีสภาอยู่ครบวาระ โดยรัฐบาลลากยาวไปจนถึงวันที่ 24 มีนาคม 2566 นั้น รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดกรอบเวลาจัดการเลือกตั้งทั่วไปภายในเวลา 45 วัน โดยคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเพียงพรรคเดียวเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง
ส่วนกรณียุบสภาก่อนครบวาระ รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดกรอบเวลาจัดการเลือกตั้งทั้งภายในเวลาไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน โดยคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเพียงพรรคเดียว ถูกลดลงเวลาเหลือ 30 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง
ส่วนอีกแนวทางที่ถูกคาดการณ์ไว้คือ การยุบสภาในช่วงใกล้ครบวาระ โดยมีรัฐบาลลากยาวต่อไปหลังจากจบภารกิจประชุมเอเปค ยื้อระยะเวลาการอยู่ในอำนาจให้มากที่สุด เพื่อสร้างความได้เปรียบในการเลือกตั้งครั้งใหม่ ซึ่งอาจจะอยู่ไปจนเลยช่วง “ระยะปลอดภัย” ภายใต้กรอบเวลา 90 วัน เพื่อเป็นการเช็กสัญญาณและทิศทางความเคลื่อนไหวของพรรคการเมือง นักการเมืองในการเตรียมการเลือกตั้ง ก่อนที่จะตัดสินใจยุบสภา หรือลากยาวไปจนสภาวการณ์ทางการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาลเริ่มตึงเครียด จากนโยบายอย่างที่ชัดแจ้งกัน หรือการถูกกีดกัน ซึ่งหากสถานการณ์รุมเร้าจนรัฐบาลไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ถึงใช้ช่วงการยุบสภา แต่ก็ยังเป็นไปได้ คือ รัฐบาลอยู่ลากยาวไปถึงวันที่ 24 มีนาคม 2566 โดยไม่มีการยุบสภาเพื่อล้างกระดานอำนาจ
อีกแนวทางที่พูดถึงน้อยที่สุด แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ คือ รัฐบาลอยู่ลากยาวจนครบวาระในวันที่ 24 มีนาคม 2566 โดยไม่มีการยุบสภา ทั้งนี้ เพื่อยื้อเวลาการอยู่ในอำนาจให้มากที่สุด เพราะตราบใดที่บิ๊กตู่ยังนั่งเก้าอี้นายกฯ ก็ยังถือไพ่เหนือกว่าพรรคการเมืองและนักการเมืองคนอื่น ดังนี้อาจจะเป็นช่วงโอกาสทองที่พรรคการเมืองและนักการเมืองกำลังวุ่นอยู่กับการย้ายพรรคและการเตรียมตัวเลือกตั้ง และหากกรณีนี้น่าจะเป็นการลงที่สง่างามมากกว่าปิดฉากเส้นทางการเมืองด้วยการยุบสภา
ขณะเดียวกันยังต้องจับตาความเคลื่อนไหว “พี่เบิ้ม-น้องเล็ก” ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า ทั้ง 2 คนจะยังจับมือไปด้วยกัน หรือจะแยกกันเดินคนละทาง เพราะในช่วงที่ผ่านมา “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ยังคงถูกมองในภาพคู่แข่งบารมีทางการเมืองกับ “บิ๊กตู่” มากกว่าจะเป็นภาพลักษณ์พี่ชายที่แสนดี
ขณะที่ “บิ๊กตู่” เองยังคงเป็นไปด้วยความคลุมเครือสำหรับทิศทางการเมืองในอนาคต และเลือกที่จะเล่นบทนิ่ง ลอยตัวเหนือการเมือง นักการเมืองกลุ่มต่างๆ ในสภาที่ไม่มีใครรู้ว่า “บิ๊กตู่” จะเลือกทางไหน
งานนี้นอกจากจะเป็นเรื่องท้าทายสำหรับพรรคการเมือง และนักการเมืองแล้ว ยังเป็นเรื่องท้าทาย “บิ๊กตู่” ด้วยว่าเพราะหากตัดสินใจผิดพลาด เลือกผิดพรรคฝากอนาคตผิดคน สุดท้ายอาจจะถูก “โดดเดี่ยว” ทางการเมือง เป็น “กระทงหลงทาง” ไงเล่าครับ
นพ.วิชัย เทียนถาวร
อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข

