หน้าแรก คอลัมนิสต์ มองเลือกตั้งอ...

มองเลือกตั้งอเมริกา อย่างเป็นองค์รวม (จบ) : โดยไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์

22.11.16 | 14:10 น.

(ต่อจากฉบับวันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน)

ในหลักวิชาเศรษฐศาสตร์ มักจะสอนว่าคนเราตัดสินใจทำอะไรด้วยเหตุผล ผู้เขียนเชื่อว่าพอทรัมป์ชนะ คนส่วนใหญ่ก็จะคิดว่าคนเลือกทรัมป์ด้วยความมีเหตุมีผล หรือเป็น Rational Voter ซึ่งหมายความว่าเขารู้ว่าเขาต้องการอะไร เขาต้องการอรรถประโยชน์ ผลได้ที่จะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น ถ้าได้ทรัมป์มาเป็นประธานาธิบดี เพราะทรัมป์จะทำอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นต้น โดยนัยเขาชอบข้อเสนอของทรัมป์มากกว่าฮิลลารี

สมมุติ เราอาจจะถามคนที่จะเลือกทรัมป์ว่า ถ้าคุณมีข้อมูลมากพอ หรือถ้าคุณคิดและวิเคราะห์ให้รอบคอบ คุณแน่ใจหรือว่า นโยบายและข้อเสนอของทรัมป์ จะทำให้อเมริกาดีขึ้น ยิ่งใหญ่ขึ้น ชีวิตคุณจะดีขึ้น ผู้เขียนอาจจะลองให้เหตุผลว่า คนจำนวนมากที่เลือกทรัมป์ จริงๆ แล้วไม่ใช่คนที่เลือกอย่างมีเหตุมีผลแต่เป็น Irrational Voter ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก ในชีวิตเรา คนจำนวนมาก ทำอะไรไปโดยไม่สมเหตุสมผลหรือขัดแย้งกันเองมากมาย ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

ประการแรก เราต้องไม่ลืมว่าสังคมอเมริกันเป็นสังคมที่เหยียดผิว เหยียดคนผิวดำมาเป็นเวลายาวนาน ทรัมป์ ใช้ Tactics ดึงผู้อพยพเม็กซิกันมาเป็นแพะ เรแกนเคยใช้กลยุทธ์เพื่อดึงคะแนนจากคนผิวขาว ด้วยการกล่าวหาคนผิวดำ ซึ่งนักการเมืองพรรครีพับลิกันรวมทั้งทรัมป์ เชื่อว่าเป็นคนขี้เกียจ ไม่อยากทำงาน รอรับสวัสดิการจากรัฐ เรแกนเรียกผู้หญิงผิวดำพวกนี้ว่า Welfare Queen การที่คนผิวขาวเหยียดหยามคนผิวดำ จึงเป็นรากเหง้าของสังคมอเมริกัน ที่ไม่เต็มใจที่จะจัดรัฐสวัสดิการให้คนจน (ซึ่งจำนวนมากเป็นคนผิวดำ) เหมือนคนยุโรป

เป็นไปได้ว่าเมื่อทรัมป์จุดประกายอย่างจริงจัง เรื่องจะจัดการเรื่องคนเข้าเมือง มันอาจจะไปดลใจ คนตามเมืองใหญ่ๆ เช่น Pennsylvania ที่มีคนอพยพเข้ามามาก การเหยียดผิว ซึ่งทรัมป์ทำอย่างจริงจัง อาจจะถูกใจและสะใจคนผิวขาว โดยที่คนทั่วไป รวมทั้งผู้เขียนคาดไม่ถึง ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่เฉพาะเรื่องทางเศรษฐกิจอย่างเดียว

Advertisement

ประการที่สอง คนที่เลือกทรัมป์ที่เป็นเดโมแครต ถ้าคิดช้าๆ และคิดให้รอบคอบ น่าจะรู้ว่า อดีตที่ผ่านมาตั้งแต่สมัยเรแกน แล้วมันหนักที่สุดที่สมัยบุช (ลูกชาย) คือพรรคนี้เป็นพรรคที่เมื่อใดที่เป็นรัฐบาลและเติบโตเรื่อยมา พยายามทำทุกทางที่จะทำลายแนวคิดเรื่องรัฐสวัสดิการหรือ New Deal ซึ่งก่อตัวเติบโตในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำทศวรรษ 1930 สมัย แฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ ระบบ New Deal ที่พัฒนาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่อยมา ทำให้ทุนนิยมอเมริกันก่อนทศวรรษ 80 มีมิติของมนุษยธรรม ความเสมอภาคในทุกๆ ด้านค่อนข้างสูง

เรแกนและบุชของรีพับลิกัน เป็นอะไรที่ตรงกันข้ามกับบิล คลินตัน และโอบามา ของเดโมแครต รัฐบาลรีพับลิกันทำให้อำนาจการต่อรองของแรงงานกับนายทุนลดลงผ่านการทำลายขบวนการของสหภาพแรงงาน จนทำให้สมาชิกสหภาพลดลงเกือบต่ำที่สุดในบรรดาประเทศอุตสาหกรรม

บุช (ลูก) ยกเลิกกฎหมายแรงงานขั้นต่ำรีพับลิกันให้เงินอุดหนุนธุรกิจการเกษตรที่ผู้ได้ประโยชน์เป็นบริษัทขนาดใหญ่และเจ้าของที่ดิน นายทุนขนาดใหญ่ รีพับลิกันลดภาษีให้คนรวย และถ้าไปลดการใช้จ่ายก็จะไปลดการใช้จ่ายด้านสังคมกระทบคนจน บุชเคยคิดที่จะยกเลิกการเก็บภาษีจากกองมรดกซึ่งเก็บมานานนม รีพับลิกันทำทุกทางที่จะขวางระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า บุชใช้งบประมาณไปกว่าห้าแสนล้านดอลลาร์ เพียงเพื่อบุกเข้าไปจัดการกับซัดดัม ฮุสเซน

บิล คลินตัน ต้องการลดการขาดดุลการคลัง สามารถทำงบประมาณเกินดุลได้หลายปี จนไม่สามารถลงทุนด้านสาธารณูปโภคได้เต็มที่ แต่บุชมาทำอีลุ่ยฉุยแฉกขาดดุลและหนี้เพิ่มมหาศาล เศรษฐกิจโตได้แต่ไม่ยั่งยืน วิกฤตเป็นฟองสบู่แตก เป็นภาระให้โอบามาต้องมาแก้ แล้วก็ต้องขัดสนไม่มีเงินพอที่จะลงทุนทางสาธารณูปโภคใหม่ๆ ทรัมป์จะใช้นโยบายการคลังเป็นตัวขับเคลื่อนทดแทนนโยบายการเงิน ในหลักการเป็นสิ่งที่ดี แต่การลงทุนทางสาธารณูปโภค เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ประกันการเจริญเติบโตที่ยั่งยืน หรือตัวทวีคูณที่สูง เห็นได้จากประสบการณ์ของญี่ปุ่น ดอกเบี้ยต่ำอาจจะช่วยเรื่องการก่อหนี้ แต่ภาระหนี้ที่สูงขึ้น จะเป็นปัญหาใหญ่ถ้าทรัมป์ไม่สามารถเก็บภาษีโดยเฉพาะจากคนรวยให้มากขึ้นได้ ปัญหาความเหลื่อมล้ำของอเมริกาที่สูงมากในขณะนี้ทรัมป์คงแก้ไม่ได้ง่ายๆ และจะเป็นตัวฉุดรั้งไม่ให้เศรษฐกิจโตได้ในอัตราที่สูง

ประการที่สาม คนที่เลือกทรัมป์ ถ้ามีข้อมูลพอ น่าจะเข้าใจว่าปัญหาของอเมริกาไม่ได้เกิดจากการที่บริษัทอเมริกันย้ายฐานการผลิตหรือมีการทำ Outsourcing (ทรัมป์เข้าใจผิด Apple ผลิตในจีนทำให้ Apple และอเมริกาได้เปรียบกิน ได้กำไรและมูลค่าเพิ่มสูง) ไม่ได้เกิดจากการที่คนอพยพเข้ามาในประเทศ ไม่ได้เกิดจากาการที่อเมริกาเข้าร่วมในขบวนการโลกาภิวัตน์ ซึ่งอเมริกาเป็นคนออกแบบระเบียบโลก ปัญหามันเกิดจากนโยบายและบทบาทของรัฐ ที่ไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ขอยกเพียงหนึ่งตัวอย่าง ในภาคอุตสาหกรรม เช่น รถยนต์ ขณะที่เยอรมนีและญี่ปุ่น สามารถรักษาการเป็นผู้นำได้ แต่อเมริกาทำไม่ได้ ดีทรอยต์จึงล้มละลาย เป็นฐานคะแนนให้ทรัมป์ อเมริกาไม่สามารถมีนโยบายที่สร้างแรงจูงใจให้คนออม แต่เก่งในการทำให้คนและรัฐสร้างหนี้ ภาคธุรกิจการเงิน ที่อเมริกาเป็นเจ้าโลก อาจทำกำไรให้บริษัทและธุรกิจแต่ไม่ช่วยเพิ่ม GDP หรืออัตราความเจริญเติบโตได้มาก

ทรัมป์อาจจะประสบความสำเร็จทำให้อเมริกายิ่งใหญ่และดีขึ้นเหมือนที่เขาคุยโวตอนหาเสียง แต่นี่เป็นเพียงความหวังของคนที่เลือกเขาจากคนที่ยังได้พิสูจน์ตัวเองทางการเมือง ถ้าเขาทำตามที่เขาพูดอเมริกาจะเปลี่ยนโฉมอย่างหน้ามือเป็นหลังมือทั้งด้านดีและด้านลบ แต่ความเสี่ยงใหญ่อันตรายรออยู่ข้างหน้า

ที่แน่ๆ คือเขาเป็น Populist ที่ทำให้คนหลงเชื่อ มาถูกที่ถูกเวลา เน้นความอ่อนแอของอเมริกาที่เขาจะมารื้อและสร้างให้ใหม่ ท่ามกลางความอับเฉาของคนผิวขาวซึ่งเป็นชนชั้นกลางและระดับล่าง ชาวนาคนงาน ทั้งๆ ที่พรรคของเขาสังกัด คือต้นตอหรือรากเหง้าของปัญหาของความเหลื่อมล้ำ และการถดถอยของอเมริกา

โดยไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์