หน้าแรก คอลัมนิสต์ การเป็นอาจารย...

การเป็นอาจารย์ยุคใหม่กับความรับผิดชอบและภาระหน้าที่ ที่หลบซ่อนอยู่

20.11.16 | 14:22 น.
แฟ้มภาพ

เป็นที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยยังถือเป็นส่วนสำคัญในระบบการศึกษาไทย
โดยมีส่วนในการพัฒนาเยาวชนไทยเพื่อให้มีทักษะ กระบวนการคิดต่างๆ พร้อมในการเข้าสู่วัยทำงาน และยังเป็นสถานที่ซึ่งนิสิต นักศึกษาซึ่งเป็นอนาคตของประเทศได้เรียนรู้วิชาการ การเข้าสังคมและเห็นโลกอนาคตจากหลากหลายสาขาวิชา ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยไทยเองนั้นมีภารกิจหลากหลายด้าน ทั้งในด้านการศึกษา (ปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา) การวิจัยและพัฒนา การบริการวิชาการและด้านวัฒนธรรม

​อาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นบุคลากรสำคัญในการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย แต่อย่างไรก็ดี แม้ว่าภาระหน้าที่การสอนของอาจารย์มักเป็นที่รับรู้ในสังคม แต่ยังมีภาระหน้าที่อีกหลายด้านของอาจารย์ยุคใหม่ ที่เห็นไม่ชัดเจนจากภาคสังคม

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะเล่าถึงภาระหน้าที่และความรับผิดชอบในด้านต่างๆของอาจารย์มหาวิทยาลัยซึ่งได้รับการคาดหวังจากระดับนานาชาติ ประเทศชาติและผู้บริหารมหาวิทยาลัยเอง (เนื้อหาเหล่านี้มาจากประสบการณ์การทำงานของผู้เขียนมานานกว่า 10 ปี โดยอาจจะมุ่งเน้นหนักไปในทางสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

1. การสอน

หน้าที่การสอนเป็นความรับผิดชอบที่เห็นได้ชัดที่สุดของอาชีพอาจารย์ แต่กลับเป็นด้านที่รู้จักกันน้อยที่สุด คนส่วนใหญ่มักจะคุ้นเคยกับการทำงานของครูมัธยมและคาดว่าคงจะคล้ายคลึงกับการสอนในมหาวิทยาลัย

อันที่จริงแล้ว การสอนของอาจารย์มหาวิทยาลัยต่างจากในระดับมัธยมเป็นอย่างมาก ครูมัธยมโดยปกติจะสอนตามหลักสูตรที่ถูกกำหนดโดยหน่วยงานภายนอก เช่น กระทรวงศึกษาธิการ หรือองค์กรท้องถิ่นเช่น เทศบาล และมักจะสอนวิชาที่ไม่ต้องปรับปรุงเนื้อหาบ่อยนัก นอกจากนี้อาจสอนหลายวิชาที่มีเนื้อหาคล้าย ๆ กัน ในทางตรงกันข้าม อาจารย์มหาวิทยาลัยเขียนหลักสูตรของวิชาที่สอนเอง (ยกเว้นวิชาที่บังคับโดยสภาวิชาชีพ) และในกรณีวิชาเลือก เนื้อหาอาจเปลี่ยนแปลงอย่างมากในแต่ละปี

Advertisement

นอกจากนี้ อาจารย์มักจะสอนวิชาที่แตกต่างกันทำให้ต้องคุ้นเคยกับเอกสาร ตำราประกอบจากหลายสาขาวิชา อีกทั้งเนื้อหาที่สอนก็มีความซับซ้อนกว่าระดับมัธยมเป็นอย่างมาก เนื้อหาส่วนใหญ่ยังเป็นเรื่องใหม่ซึ่งต้องทำความเข้าใจก่อนหรือระหว่างการเตรียมการสอน ดังนั้นต้องใช้เวลาการเตรียมสอนค่อนข้างมาก เช่น ในการสอนเล็กเชอร์ 1 ชั่วโมงอาจจะต้องเตรียมอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง เป็นต้น

ทั้งนี้วัตถุประสงค์หลักของการเล็กเชอร์ในมหาวิทยาลัยคือการสอนให้นักศึกษาเกิดกระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ ดังนั้นต้องอาศัยความสามารถของอาจารย์ในการแสดงการคิด วิเคราะห์ที่ออกมาในรูปการเขียนด้วย หากอาจารย์ประสบความสำเร็จในการสอน นักศึกษาจะสามารถย้อนถามกลับและอาจทำให้อาจารย์จนมุมได้ ซึ่งก็จะเพิ่มอีกแง่มุมหนึ่งที่ต้องตระหนักระหว่างการเตรียมการสอน บางครั้งนักศึกษาเองก็อาจจะติดตามไปปรึกษาเรื่องวิชาอื่นๆ ซึ่งล้วนแต่กินเวลาทั้งสิ้น

ท้ายที่สุดนักศึกษาเองเป็นผู้ประเมินการสอนของอาจารย์ในแต่ละเทอม ซึ่งเป็นด้านที่แปลกของอาชีพนี้ เพราะเงินเดือนและความก้าวหน้าส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการประเมินโดยนักศึกษา อีกด้านหนึ่งที่ซ่อนอยู่ของการสอนในมหาวิทยาลัยคือ การลงคอร์สวิชาเลือกอิสระที่เรียนกับอาจารย์ตัวต่อตัวหรือการควบคุมโครงงานของนักศึกษาปี 3 และปีสุดท้ายซึ่งล้วนแต่กินเวลามากกว่าปกติในแต่ละสัปดาห์ทั้งสิ้น หากโครงงานเกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมก็จะต้องเดินทางไปกับนักศึกษาบ่อยครั้ง นอกจากนี้ในกรณีนักศึกษาในระดับปริญญาโทและเอก อาจารย์ต้องใช้เวลากับนักศึกษาทุกคนอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-3 ชั่วโมง และต้องรับผิดชอบการอ่านและประเมินวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาของอาจารย์ท่านอื่น ๆ ด้วยทั้งในและนอกสถาบัน ในกรณีของนักศึกษาจากสถาบันอื่น ก็ต้องเดินทางไปสอบปากเปล่าเมื่อมีกำหนดการสอบ รวมทั้งต้องเขียนผลวิเคราะห์วิทยานิพนธ์ของนักศึกษาแต่ละคนด้วย

2. กิจกรรมทางวิชาการ

โดยปกติกิจกรรมทางวิชาการมีความหมายแตกต่างกันในแต่ละสาขาวิชา สำหรับนักวิจัยในสาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์หมายถึงการทำการทดลอง วิเคราะห์และตีพิมพ์ผลงานในวารสารวิชาการของสายอาชีพ สำหรับสาขาวิชาประวัติศาสตร์อาจหมายถึงการค้นคว้าเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือชีวประวัติของบุคคลหนึ่ง ๆ รวมทั้งการเขียนหนังสือที่นำเสนอการวิเคราะห์ใหม่ ๆ เป็นต้น

แม้ว่าฟังดูแล้วเหมือนไม่มีอะไรมาก แต่กระบวนการเหล่านี้มักซับซ้อนกว่าที่คิด

ข้อแรกก็คือ ในหลาย ๆ สาขาต้องมีการของบประมาณวิจัย ซึ่งโดยมากมาจากหน่วยงานที่ให้ทุนระดับนานาชาติ ระดับชาติหรือระดับจังหวัด งานส่วนนี้จัดเป็นความรับผิดชอบพิเศษของอาชีพนี้ ถ้าหากเทียบกับกรณีของบริษัทก็คือว่า บริษัทที่จะจ้างพนักงานให้ทำวิจัยหรือประดิษฐ์อุปกรณ์หนึ่ง ๆ แต่บอกว่าบริษัทจะไม่ให้งบประมาณ คำปรึกษาทางเทคนิคหรือแม้แต่สถานที่ ถึงแม้ว่าความสำเร็จของงานคือการทำยอดขายของอุปกรณ์นั้น ๆ ด้วยเหตุนี้ในสายอาชีพที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การขอทุนวิจัยภายนอกเป็นกิจกรรมประจำปี ในแต่ละปีอาจารย์ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือนในขั้นตอนการเยี่ยมบริษัท การเขียนโครงการขอทุนและขั้นตอนอื่น ๆ

ทั้งนี้เนื่องจากต้องมีการสำรวจเบื้องต้นและการวิเคราะห์ผลงาน ความก้าวหน้าก่อนหน้านี้รวมทั้งการติดต่อเพิ่มเติม งบประมาณโครงการวิจัยเหล่านี้ส่วนใหญ่ใช้จ่ายไปกับการจ้างผู้ช่วยวิจัย วัสดุต่างๆ น้ำยาเคมี ค่าจ้างวิเคราะห์ การจัดหาครุภัณฑ์วิจัย ทั้งนี้ห้องปฏิบัติการวิจัยส่วนใหญ่มักจะต้องจัดสรรค่าดูแลรักษาและซ่อมแซมสถานที่วิจัยและอุปกรณ์วิจัยที่ได้รับมาให้อยู่ในสภาพดีและใช้งานได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายมากที่จำเป็นนั้นมากน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของห้องปฏิบัติการและจำนวนเครื่องมือที่มีอยู่ อาจจะเป็นระดับหมื่นถึงระดับล้านบาท

ข้อที่สอง อาจารย์จำเป็นต้องค้นคว้า คิดค้นหรือทำการวิเคราะห์อะไรบางอย่าง ในด้านวิทยาศาสตร์อาจหมายถึงการทดสอบเทคนิคใหม่ ๆ การทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูลและอื่น ๆ ในสายศิลป์อาจจำเป็นต้องค้นหาบทความ วรรณกรรมสำคัญที่อยู่อีกด้านของโลกและต้องแปลให้เป็นภาษาไทยก่อน

การตีพิมพ์บทความนั้น ไม่ใช่เพียงการเขียนเอกสารหรือหนังสือที่ส่งไปยังวารสารวิชาการหรือสำนักพิมพ์ แต่ต้นฉบับของบทความต้องจะได้รับการอ่านและตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขานั้น ๆ ในระดับนานาชาติ และในหลาย ๆ สาขา อัตราการปฏิเสธการตีพิมพ์อาจอยู่ในระดับมากกว่า 50% หรือในบางสาขาวารสารชั้นนำระดับนานาชาติ อาจจะถึง 80-90% แม้ว่าผู้วิจัยอาจใช้เวลาเป็นปี ๆ ในการทำวิจัยก็ตาม ผลงานในการตีพิมพ์ต้องเป็นผลงานใหม่อาจได้มาจากการทดลองหรือการจำลอง ต้องไม่ซ้ำใคร และหากคิดค้นวิธีใหม่ควรจะดีกว่าวิธีที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ นั่นเป็นสาเหตุว่าต้องอาศัยผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณา

นอกจากการตีพิมพ์ผลงานแล้วทางมหาวิทยาลัยอาจจะให้นำไปจดสิทธิบัตรแทน แต่กระบวนการมักใช้เวลามากกว่า 3-5 ปีในการพิจารณาสิทธิบัตร อีกทั้งมีค่าใช้จ่ายในการรักษาสิทธิบัตรร่วมด้วย นอกจากการส่งตีพิมพ์บทความวิจัยเองแล้ว อาจารย์ก็ต้องมีการอ่านหรือประเมินบทความของผู้อื่นที่ต้องการตีพิมพ์เช่นกัน อีกทั้งยังต้องมีการเขียนผลประเมินบทความโดยละเอียด เพื่อส่งไปยังบรรณาธิการ ซึ่งหากบทความจำเป็นต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมก็ต้องทำการประเมินใหม่ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นงานที่ต้องใช้เวลาเป็นอย่างมากทั้งสิ้น หน้าที่เหล่านี้ถือเป็นงานอาสาสมัคร เป็นงานที่มักไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ และเป็นงานที่ซ่อนอยู่ในอาชีพนี้

ข้อที่สาม จำนวนอาจารย์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วโลกในสาขาหนึ่ง มีจำนวนเป็นพัน ๆ คน ดังนั้นต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลตลอดเวลาเพื่อให้ตามทันกับเทคโนโลยี ในการประชุมวิชาการหนึ่ง ๆ อาจมีนักวิจัยและอาจารย์เข้าร่วมเป็นหลักร้อยถึงเป็นพัน ๆ คน ทุกคนนำเสนอผลงานใหม่ทั้งทางทฤษฎีและการทดลอง จึงเป็นงานที่หนักมากในการติดตามความก้าวหน้าในสาขาวิชาหนึ่ง ๆ นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องปกติที่อาจารย์จะต้องเรียนรู้เนื้อหาของสาขาวิชาใหม่เอี่ยมซึ่งอาจไม่เคยปรากฎเมื่อ 10-20 ปีก่อน หรือเคยเห็นตอนที่ยังเป็นนักศึกษา การเรียนรู้ระดับนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างลึกซึ้งและเมื่อถึงเวลาอาจจะต้องเปิดสอนวิชาในสาขาที่ไม่เคยมี การศึกษาการทำงานของเทคโนโลยีด้านใหม่ ๆ ต้องใช้ความพยายามในระดับหนึ่งแต่การเตรียมตัวเพื่อเล็กเชอร์ในเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ใช้เวลามาก

นอกจากการติดตามงานวิจัยใหม่ ๆ แล้ว อาจารย์เองก็ต้องช่วยให้นักวิจัย/อาจารย์คนอื่น ๆ เรียนรู้ด้วย ดังนั้นจึงมักมีการขอข้อมูล คำอธิบาย และอื่นๆ จากอาจารย์คนอื่น ๆ ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร ซึ่งก็จัดว่าเป็นหน้าที่การสอนที่ซ่อนอยู่อีกประเภทหนึ่ง การสร้างทีมวิจัยเองมีความท้าทายหลายประการ ยกตัวอย่างเช่น เป็นการยากที่จะดึงนักศึกษาเข้ามาเรียนหากปราศจากแหล่งทุนภายนอก การหาทุนเรียนสำหรับนักศึกษาระดับโทและเอกนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก การสร้างสภาวะแวดล้อมของการทำงานเป็นทีมแก่นักศึกษา การหาโจทย์วิจัยที่ตรงตามเป้าหมายของทีมวิจัยและเหมาะสมกับศักยภาพของนักศึกษา (อย่าลืมว่าในเมืองไทย นักศึกษาที่เข้ามาเรียนอาจจะไม่ได้ผ่านการคัดกรองเช่นมหาวิทยาลัยมีชื่อระดับโลก) แต่มหาวิทยาลัยใหญ่ๆในประเทศไทย มักจะคาดหวังว่าผลงานวิจัยของอาจารย์ควรจะอยู่ในเวทีโลก (อย่างน้อยก็เพื่อชื่อเสียง การจัดอันดับและเหตุผลอื่นๆ) การหาทุนสำหรับไปเข้าประชุมวิชาการระดับนานาชาติเฉพาะด้านถือว่ามีความสำคัญมากสำหรับอาจารย์ที่เริ่มต้นในอาชีพนี้ และแน่นอนหากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิจัยไม่สนับสนุนในส่วนนี้เลย ก็จะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาตนเองโดยเฉพาะอาจารย์รุ่นใหม่ๆ

อีกแง่มุมหนึ่งของงานที่ต้องอาศัยการคิดค้นก็คือ โดยปกติคงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเกิดความคิดสร้างสรรค์ในช่วงเวลาสั้น ๆ คนส่วนใหญ่ต้องการเวลาช่วงยาวๆ เช่นเป็นวันๆ เป็นสัปดาห์ ในการเขียน คิดและวิเคราะห์ ซึ่งมักจะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆในช่วงเปิดเทอม โดยปกติอาจารย์เองจะทำวิจัยและเขียนบทความในช่วงปิดเทอมใหญ่ (นอกเหนือจากงานวิจัยในส่วนของนักศึกษา) นอกจากนี้การสร้างทีมวิจัยที่ยั่งยืนถือเป็นความท้าทายที่สุดในด้านวิจัยของอาจารย์

ในปัจจุบันพบว่ามีความคาดหวังสูงจากหน่วยงานผู้ให้ทุนที่ต้องการให้ทีมวิจัยของอาจารย์แต่ละกลุ่มสามารถสร้างสรรค์ผลงานชั้นนำในระดับนานาชาติให้ได้ งานวิจัยบางอย่างอาจจะนำมาใช้ได้ไม่ทันที บางอย่างนำมาประยุกต์ใช้งานได้โดยตรง ปกติจะต้องลองหลายๆวิธี ทุกอย่างมีความเสี่ยงเสมอ จากประสบการณ์ของผู้เขียน การสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นที่ยอมรับในระดับนี้ ต้องอาศัยความอดทน ความเพียรพยายาม การเลือกหัวข้อวิจัยที่เหมาะสมกับช่วงเวลา และสามารถสร้างหาทุนวิจัยที่พอเพียงได้ บ่อยครั้งได้เห็นอาจารย์รุ่นใหม่หลายท่านเกิดความท้อถอย เนื่องจากการทำวิจัยและนวัตกรรมเป็นประสบการณ์ที่ต้องมีใจรัก ทำให้สามารถฝ่าฟันเมื่อเกิดอุปสรรคต่างๆในระหว่างทางได้

ยังมีความเข้าใจผิดกันมากเกี่ยวกับอาชีพของอาจารย์ และบ่อยครั้งอาจได้ยินคำพูดทำนองว่าให้อาจารย์อยู่แต่ในห้องเรียนและหยุดทำงานวิจัย หรืออาจารย์บางท่านมักจะเน้นว่าตนเองชอบสอนแต่ไม่อยากทำวิจัย แง่คิดลักษณะนี้ขัดแย้งกับสภาพสังคมไทยที่ไม่มีสถาบันวิจัยมากนัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับในยุโรปและอเมริกาที่มีสถาบันวิจัยเป็นจำนวนมาก สถาบันเหล่านี้จ้างนักวิจัยมืออาชีพประจำหน่วยงานด้วยเงินเดือนสูงมาก

ดังนั้นจะพบกลุ่มนักวิจัยชั้นเยี่ยมของแต่ละสาขาในสถาบันวิจัยไม่ใช่ในมหาวิทยาลัยเท่านั้น ประเทศไทยเองมีสถาบันวิจัยจำนวนไม่มาก และสถาบันวิจัยที่มีอยู่เองจำนวนหนึ่งก็ไม่สามารถทำงานวิจัยระดับสูงแข่งกับต่างประเทศได้ มหาวิทยาลัยเองเป็นสถานที่ที่เหมาะสมต่อการสร้างงานวิจัย แม้ว่าความรับผิดชอบงานสอนที่มากมาย มักทำให้อาจารย์บางส่วนตื่นตัวน้อยลงกับงานวิจัย แต่มีข้อดีที่สำคัญก็คือเราได้กลุ่มคนที่เก่งที่สุดจำนวนมากในแต่ละสาขามาสอนในมหาวิทยาลัยแทนที่จะอยู่ที่สถาบันวิจัย ดังนั้นหากประเทศไทยหยุดงานวิจัยและพัฒนาในมหาวิทยาลัย จะกล่าวได้ว่าประเทศไทยนั่นเองหยุดการทำวิจัยและพัฒนา ผลลัพธ์ก็คือเมืองไทยเป็นได้แค่เพียงแหล่งประกอบอุปกรณ์และใช้แรงงานราคาถูก โดยต้องนำเข้าเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาในประเทศ อาจารย์ที่ไม่ทำวิจัยเองก็จะล้าหลังเทคโนโลยี หากกิจกรรมวิจัยโดยรวมลดลง จำนวนนักวิจัยรุ่นใหม่ก็ลดลง และความสามารถในการเข้าใจเทคโนโลยีของสังคมก็ลดลงตามไปด้วย

แม้ว่ามหาวิทยาลัยอาจจะเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ในการกระจายความรู้แก่สังคม (ปัจจุบันมีแหล่งการเรียนรู้ออนไลน์จำนวนมาก) แต่ยังเป็นส่วนสำคัญและเป็นสถานที่ที่สร้างองค์ความรู้ใหม่ๆและยังเป็นที่ที่แลกเปลี่ยนความคิดและเข้าใจงานของผู้อื่นรวมทั้งกับประเทศอื่นอีกด้วย

3. งานบริการอื่น ๆ

งานบริการและงานบริหารเป็นด้านสุดท้ายของอาชีพอาจารย์และน่าจะเป็นด้านที่หลากหลายมาก คนทั่วไปเข้าใจผิดว่าอาจารย์ทำงานให้มหาวิทยาลัย อันที่จริงแล้วอาจารย์คือมหาวิทยาลัย อาจารย์ในมหาวิทยาลัยทุกแห่ง เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนและปฏิบัติงานทุกด้านของมหาวิทยาลัย แต่ละมหาวิทยาลัยสามารถเรียกได้ว่ามีกระทรวงศึกษาธิการขนาดย่อมอยู่

ดังนั้นจึงต้องมีกรรมการสำหรับงานทุกด้านเช่น การพิจารณาหลักสูตร การพิจารณาโครงการวิจัย การพัฒนาแผนการดำเนินการของมหาวิทยาลัย สหกิจศึกษา การประกันคุณภาพ การปรับเกรดนักศึกษา การพิจารณาทางวินัย และการประเมินเพื่อนร่วมงาน การพิจารณาขั้นเงินเดือน การเลื่อนขั้นและการเลื่อนตำแหน่งวิชาการ การคุมสอบ การซ้อมและร่วมงานรับปริญญา การร่วมกิจกรรมต่างๆของมหาวิทยาลัย เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งหัวหน้าภาควิชา ที่ปรึกษานักศึกษา และอื่น ๆ อีกทั้งยังต้องมีการบริการให้กับชุมชน (เช่น อาจารย์ในคณะแพทยศาสตร์มีหน้าที่เข้าเวรในโรงพยาบาล อาจารย์ในคณะสถาปัตยกรรมต้องลงพื้นที่สำรวจชุมชน เป็นต้น) มีการช่วยเหลือนักศึกษาที่เรียนรู้และศิษย์เก่า (ช่วยเหลือนักศึกษาที่ติดปัญหา, เขียนจดหมายรับรองสมัครงาน, สมัครเรียนต่อ, ที่ปรึกษาชมรมฯ) รวมทั้งการประเมินมหาวิทยาลัยอื่นๆ อีกด้วย

ท้ายที่สุด มักมีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับอาจารย์ที่ว่า อาจารย์ควรให้คำปรึกษาแก่ผู้ใดก็ตามที่ขอ โดยไม่คิดค่าตอบแทนหรือคิดไม่มากนัก ซึ่งส่วนนี้ต่างจากวิชาชีพอื่น ๆ เช่น หมอ นักกฎหมายหรือวิศวกร เป็นต้น ประชาชนมักโทรศัพท์หรือเขียนมาขอคำปรึกษาอาจารย์มหาวิทยาลัยอยู่เสมอ และอันที่จริงแล้วอาจารย์ก็ยินดีตอบคำถามเหล่านี้และให้ข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติม บางครั้งให้ยืมหนังสือหรือให้ใช้อุปกรณ์เครื่องวัดอีกด้วย (ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยบางแห่งเริ่มเก็บค่าใช้เครื่องมือวัดจากบุคคลภายนอก แต่อาจารย์สามารถที่จะช่วยเหลือเป็นการส่วนตัวได้) และนี่เองก็ถือเป็นสอนและภาระหน้าที่ที่หลบซ่อนอยู่ด้วยเช่นกัน นอกจากกรรมการในมหาวิทยาลัยแล้ว อาจารย์ส่วนหนึ่งต้องเป็นกรรมการในสภาวิชาชีพ สมาคมวิชาการ หรือคณะทำงานทั้งระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติอีกด้วย

ในปัจจุบัน หลักสูตรต่างๆในมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมีจำนวนหน่วยกิตมากเกินไป ทำให้นักศึกษาเองต้องมีชั่วโมงเรียนจำนวนมากในหนึ่งภาคการศึกษา มีเวลาน้อยเกินไปสำหรับภาคปฏิบัติ และสำหรับการบ่มเพาะกระบวนการคิดต่างๆให้ทันท่วงที นักศึกษาหลายคนเหนื่อยล้าเกินกว่าจะเข้าร่วมทำกิจกรรมเสริม การที่อาจารย์เองมีภาระงานสอนที่มากเกินไปร่วมกับความรับผิดชอบในด้านอื่นๆข้างต้น (ยกตัวอย่างเช่นโดยเปรียบเทียบ ในประเทศไทยอาจารย์อาจจะต้องสอนอย่างน้อย 3-5 ห้องต่อภาคการศึกษาไม่นับรวมการคุมแล็บประมาณ 3-6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยไม่มีผู้ช่วยสอน (ตรวจการบ้าน คุมแล็บ) แต่ในมหาวิทยาลัยวิจัยในสหรัฐอเมริกาอาจารย์อาจจะสอนไม่เกิน 2 ห้องต่อปีการศึกษา และยังมีผู้ช่วยสอนจำนวน 1-4 คนต่อวิชา) ทำให้อาจารย์จำนวนมากเหนื่อยล้าเกินกว่าจะยืนหยัดในกระบวนการทำงานวิจัยในระยะยาวได้ ดังนั้นการลดจำนวนหน่วยกิตต่อหลักสูตรลง การทำให้มหาวิทยาลัยเป็น e-University เพื่อลดจำนวนเอกสาร การจัดประเภทอาจารย์แบ่งเป็นกลุ่มสอนและ กลุ่มวิจัยเพื่อการประเมินที่เหมาะสม รวมทั้งการลดภาระงานที่ไม่จำเป็นออก จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก

โดยสรุป อาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นอาชีพถือว่ามีเกียรติในสังคมไทยและอาจารย์ส่วนใหญ่มีความสุขตามสมควร ในท่ามกลางสภาวะที่สังคมมองว่าการศึกษาในประเทศไทยมีปัญหาที่ต้องแก้ไขเป็นอย่างมาก ยังนับว่าโชคดีที่บุคลากรในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ถือว่ามีคุณภาพสูง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการสนับสนุนจากภาครัฐในอดีตที่ผ่านมา แต่ที่น่าเสียดายก็คือสังคมมีความเข้าใจหน้าที่และกิจกรรมที่อาจารย์รับผิดชอบน้อยมาก ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่ความรับผิดชอบและภาระหน้าที่ส่วนใหญ่ของอาชีพอาจารย์หลบซ่อนจากสายตาของคนทั่วไปนั่นเอง

ศาสตราจารย์ ดร.พรชัย ทรัพย์นิธิ (Prof. Dr. Pornchai Supnithi) ภาควิชาวิศวกรรมโทรคมนาคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
(ส่วนหนึ่งเรียบเรียงและดัดแปลงจากบทความโดย Dr. Bryan Kolb Department of Psychology, University of Lethbridge, CANADA) ซึ่งได้รับความยินยอมแล้ว