การบริหารจัดการประเทศควรจะเป็นความสนใจของผู้คนในอันดับต้นๆ
สัปดาห์นี้เป็นห้วงเวลาที่มีการประชุมระดับสุดยอดของโลกที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
“เอเปค” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใฝ่ฝันจะอยู่ให้ยาวจนมีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีในโอกาสที่ประเทศเป็นเจ้าภาพ ซึ่งถึงวันนี้ได้นั่งเชิดหน้า ชูคอสมใจแล้ว
ทว่าสาระของการประชุมเอเปคที่บอกกันว่าจะยิ่งใหญ่ส่งผลต่อความเป็นไปของโลกและของประเทศนั้น กลับอยู่ในความใส่ใจติดตามของผู้คนในประเทศไทยเพียงน้อยนิด
อีกทางด้านหนึ่ง หลังน้ำท่วมใหญ่ทั่วประเทศสร้างความเสียหายต่อพืชผลการเกษตร และฐานะความเป็นอยู่ของผู้คนที่ต้องประสบภัยใหญ่หลวง ควรจะมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกกลไกต้องใส่ใจหาทางเยียวยาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นกับประชาชน
ทว่ากลับเปล่าเลย ไม่เพียงคนในรัฐบาลไม่ได้ให้ความสนใจภาวะข้าวยาก หมากแพงดังกล่าว แต่กระทั่งนักการเมืองยังมองข้าม ที่เคลื่อน-ไหวเป็นข่าวครึกโครมเวลานี้กลับเป็นเรื่องของการทิ้งพรรคเก่า เข้าพรรคใหม่ แจกแจงถึงความจำเป็นต้องเอาตัวรอดในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนยังมีปัญหามากมายจาก “ทุนเถื่อนข้ามชาติ” เข้ามาก่ออาชญากรรมด้วยอาชีพ “อบายมุข” ในประเทศเรา “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ยังอาละวาดหนัก เข้าข่มขู่ หลอกลวงให้คนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์โอนเงินสร้างความเสียหายต่อระบบการเงินมหาศาล ยังมี “บ่อนกลางกรุง-การค้ามนุษย์” ที่ทำมาหากินกันเป็นล่ำเป็นสันโดยการรู้เห็นเป็นใจ และมีผลประโยชน์ร่วมของเจ้าหน้าที่รัฐ
เรื่องราวของ “คนเมายาเสพติด” คลั่งอาละวาด ยังเป็นข่าวชวนสยดสยองกับการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมแบบนี้ให้ได้เห็น ได้ฟังอยู่ถี่ยิบ
สภาพของบ้านเมืองเช่นนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเอาจริงเอาจังในการเยียวยา แก้ปัญหา ควรจะมีการสั่งการ สื่อสารเพื่อกำชับให้จัดการแก้ปัญหาอย่างแข็งขัน
แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น นายกรัฐมนตรีเลือกที่จะพูดให้น้อยลง เหมือนเริ่มรู้ตัวเองว่าพูดแล้วมีปัญหา ทำให้ผู้คนเห็นความสามารถในการคิด วิเคราะห์ แยกแยะว่ามีแค่ไหน
ขณะที่รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลส่วนใหญ่ที่มาจากพรรคการเมือง เริ่มต้องใช้เวลากับความโกลาหลที่เกิดจากการย้ายสังกัดของสมาชิกพรรค
กะจิตกะใจในการทำงานแทบไม่เหลือ ปฏิบัติการที่ออกมาเป็นเพียงแค่ตามน้ำกับการทำงานปกติรายวันของกลไกราชการ แล้วหยิบมาประชาสัมพันธ์เป็นผลงานตีกินไปวันๆ ไม่ได้เกิดจากความคิดความอ่านพิเศษ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์พิเศษอะไร
แต่ทั้งที่บริหารจัดการแบบนี้ กลับเกิดเหตุการณ์ประหลาดในพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค ที่สมาชิกแสดงออกชัดเจนว่าจะทิ้งพรรคเก่า เพื่อตาม “พล.อ.ประยุทธ์” ไป
2 พรรคที่ชัดเจนมากคือ “พลังประชารัฐ” กับ “ประชาธิปัตย์” ที่สมาชิกจำนวนมากเริ่มแหย่ขาเข้าประตู “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ที่มีข่าวว่า “พล.อ.ประยุทธ์” จะไปอยู่ ทั้งที่เป็นพรรคใหม่ไม่ได้สร้างชื่อเสียงอะไรมากนัก
ที่เป็นเช่นนี้มองด้วยเหตุอื่นไม่ได้เลย นอกจากลึกลงในความรับรู้ของนักการเมืองที่อยู่แก่นกลางอำนาจเหล่านี้ต้องรับรู้ว่า “อำนาจที่ออกแบบไว้” ยังเอื้อให้ “พล.อ.ประยุทธ์” ครอบครอง
กลไกทั้งหลายที่อยู่เหนืออำนาจประชาชน โน้มมาทางสนับสนุน “พล.อ.ประยุทธ์”
ที่คิดว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สร้างไว้ หรือ “ประชาธิปัตย์” เป็นพรรคที่เก่าแก่พอจะทำให้สมาชิกมั่นคงกับการต่อสู้ร่วมกับพรรคนั้นไม่เป็นความจริง
ทุกคนพร้อมไปเมื่อเห็นโอกาสที่ดีกว่าของตัวเอง
8 ปีภายใต้การเป็นผู้นำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประเทศชาติ และชีวิตประชาชนเป็นอย่างไร ทุกคนต่างรู้ดี
ท่ามกลางสารพัดปัญหาของประเทศ ในช่วงปี่กลองเลือกตั้งครั้งใหม่เริ่มโหม
ควรจะเป็นเวลาที่ต้องนึกถึงว่าประเทศจะจัดการให้มีผู้นำแบบไหน โดยอำนาจประชาชนเป็นผู้ชี้ขาด
จึงเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจยิ่งที่ “นักการเมืองวงในศูนย์กลางอำนาจ” เหมือนไม่สนใจเลยว่าประชาชนจะคิดอย่างไร
ต่างพากันกระโดดออกมาเพื่อเดินตาม “พล.อ.ประยุทธ์” อย่างเชื่อมั่น
คือความเป็นไปทางการเมืองที่น่าสนใจยิ่ง

