หน้าแรก คอลัมนิสต์ บริบทการเมือง...

บริบทการเมืองก่อนจะถึง 14 ตุลา โดย โคทม อารียา

13.11.22 | 12:20 น.

ปีหน้าจะครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลา อยากจะย้อนคิดถึงบริบททางการเมืองเมื่อ 50 ปีก่อน เพื่อจะได้เรียนรู้ว่า 50 ปีผ่านไป การปกครองได้พัฒนาสู่ประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชน หรือวนเวียนอยู่ภายใต้การกดทับของระบบทหาร/ราชการมากน้อยเพียงใด

การเมืองไทยในช่วงปลายทศวรรษที่ 2490 นั้น เป็นการเมืองสามเส้า ประกอบด้วยรัฐบาลภายใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลสงครามฝ่ายหนึ่ง กับฝ่ายทหารนำโดยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และกับตำรวจนำโดยพลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ อีกฝ่ายหนึ่ง โดยที่นายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจสั่งการกองทัพหรือตำรวจอย่างเต็มที่ ในขณะที่กลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยมเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ในปี 2498 มีการตราพระราชบัญญัติพรรคการเมืองขึ้น จอมพล ป. จึงได้จัดตั้งพรรคการเมืองชื่อพรรคเสรีมนังคศิลาขึ้นเพื่อเป็นฐานสนับสนุนรัฐบาล ในการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 พรรคเสรีมนังคศิลาชนะเลือกตั้ง ได้ ส.ส. 83 คน ตามด้วยพรรคประชาธิปัตย์ ได้ ส.ส. 28 คน จากทั้งหมด 160 คน

การประท้วงการเลือกตั้งได้เริ่มต้นขึ้นอย่างกว้างขวาง โดยเริ่มจากนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยที่ประท้วงโดยชักธงชาติลงครึ่งเสาเพื่อไว้อาลัยการเลือกตั้ง จากนั้นนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งรวมตัวกันประท้วงที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รัฐบาลจึงประกาศภาวะฉุกเฉิน ในวันที่ 2 มีนาคม 2500 จอมพลสฤษดิ์ได้เดินทางมาที่จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยเพื่อรับทราบความไม่พอใจของนิสิตนักศึกษาและอนุญาตให้เดินขบวนประท้วงได้ ขณะที่ความนิยมของจอมพล ป. และพลตำรวจเอก เผ่า ลดลง กลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยมและกองทัพจึงเคลื่อนไหวเตรียมการ และทำรัฐประหารได้สำเร็จในวันที่ 16 กันยายน 2500 ทำให้บทบาทของผู้ที่ร่วมในคณะราษฎรเพื่อทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตยในปี 2475 สิ้นสุดลงโดยสิ้นเชิง

จอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารอีกครั้งในปี 2501 และปกครองแต่ผู้เดียว แต่ต่อมาได้ประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 ที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่นายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 17 ที่บัญญัติว่า

“…. ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการระงับหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักร หรือคุกคามความสงบที่เกิดขึ้นภายใน หรือมาจากภายนอกราชอาณาจักร ให้นายกรัฐมนตรีโดยมติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการ หรือกระทำการใด ๆ ได้ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำเช่นว่านั้นเป็นคำสั่งหรือการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย”

Advertisement

ทำให้ระลึกถึงมาตรา 44 ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2557 ที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จในทำนองเดียวกันแก่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา สังเกตได้ว่า ทหารที่ทำรัฐประหารย่อมชอบประกาศใช้ธรรมนูญฯ (ชั่วคราว) ที่มาพร้อมกับมาตราที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่นายทหารที่ทำรัฐประหาร หลังการรัฐประหารตนเอง จอมพลถนอมได้ประกาศใช้ธรรมนูญฯ (ชั่วคราว) พ.ศ. 2515 และอำนวยให้มีบทบัญญัติมาตรา 17 ที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่ตนเองเช่นกัน ต่อมาในปี 2519 เมื่อพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ทำรัฐประหารหลังเหตุการณ์ความรุนแรง 6 ตุลาคม 2519 และให้ธานินทร์ กรัยวิเชียร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ก็มีมาตรา 21 ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2519 ที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่นายกรัฐมนตรีเช่นกัน ในการรัฐประหารครั้งที่สองของพลเรือเอกสงัดในปี 2520 ประเทศไทยก็ตกอยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองอีกครั้งหนึ่ง ที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ที่ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แค่เปลี่ยนมาบัญญัติไว้ในมาตรา 27 สรุปได้ว่าเครื่องมือการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จคือการออกธรรมนูญการปกครองขึ้นมาใหม่ และใส่มาตรา 17, 21, 27, หรือ 44 แล้วแต่กรณี เพื่อให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่ตนหรือฝ่ายของตน

เรื่องที่ผันผวนคือเมื่อพ้นจากอำนาจการเมือง มาตราที่ตนเขียนไว้อาจถูกใช้เป็นดาบสองคมที่แว้งมาลงโทษผู้เขียนกฎหมายนั้นเสียเอง เช่น เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2507 จอมพลถนอมใช้มาตรา 17 เพื่อยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์จากกองมรดก เป็นเงินกว่า 600 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2516 สัญญา ธรรมศักดิ์ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีสั่งยึดทรัพย์สินของจอมพลถนอม กิตติขจร, จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร และภริยาของทั้งสามคน

ธรรมนูญการปกครองปี 2502 ที่บอกว่าใช้ชั่วคราว ขอเวลาร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรนั้น ใช้อยู่ 9 ปี นับตั้งแต่ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญในปี 2502 จนแล้วเสร็จเป็นรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2511 รัฐธรรมนูญ ‘ฉบับถาวร” นี้ ใช้อยู่ได้ประมาณ 3 ปีก็มีอันเป็นไปด้วยเหตุแห่งรัฐประหารด้วยฝีมือของจอมพลถนอมเอง

รัฐธรรมนูญ 2511 บัญญัติให้มี 2 สภา โดยแยกฝ่ายบริหารออกจากฝ่ายนิติบัญญัติ หมายความว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นสมาชิกรัฐสภาไม่ได้ แต่รัฐบาลย่อมได้รับการค้ำจุนจากวุฒิสภาที่มีสมาชิก 3 ใน 4 ของสภาผู้แทนราษฎร ผู้ใฝ่อำนาจย่อมอยากอยู่ในอำนาจนาน ๆ เพื่อการนี้ จอมพลถนอมก็ต้องตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา เดินรอยตามพรรคเสรีมนังคศิลาในสมัยจอมพล ป. และต่อมาก็มีพรรคสามัคคีธรรมในสมัยพลเอกสุจินดา คราประยูร และพรรคพลังประชารัฐในสมัยพลเอกประยุทธ์ พรรคที่สนับสนุนจอมพลถนอมชื่อว่าพรรคสหประชาไทย ซึ่งตามฟอร์ม พรรคที่ตั้งโดยฝ่ายรัฐบาลย่อมชนะการเลือกตั้งเป็นธรรมดา รวมกับแรงหนุนของวุฒิสภา แล้วตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะไปไหน จอมพลถนอมก็ได้เป็นนายกต่อไปสมใจนึก

นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลถนอมคือต่อต้านคอมมิวนิสต์และเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาสนับสนุนการทำสงครามเวียดนาม เดิมสหรัฐฯมีฐานทัพอยู่ 3 แห่ง ที่ตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ที่โคราช และที่นครพนม รัฐบาลถนอมสมัย 2 ได้อนุญาตให้สหรัฐฯเพิ่มฐานทัพอีก 2 แห่ง คือ ที่อุดรธานี และที่อู่ตะเภา จังหวัดระยอง นอกจากนี้สหรัฐฯยังมีข้อตกลงกับกระทรวงกลาโหม โดยไม่ผ่านกระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรีให้ตั้งศูนย์บัญชาการโทรคมนาคมทางยุทธศาสตร์เพื่อดักฟังหรือสอดแนมการสื่อสารในภูมิภาค โดยตั้งอยู่ที่ค่ายรามสูร อุดรธานี รัฐบาลยังเข้าร่วมรบเคียงข้างสหรัฐฯโดยตรงในสงครามเวียดนาม ด้วยการส่งทหารไปเวียดนาม ใช้ชื่อว่า ‘กองพันจงอางศึก’ และ ‘กองพลเสือดำ’ โดยสหรัฐฯเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ขณะที่สหรัฐฯให้การสนับสนุนองค์กรสนธิสัญญาป้องกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEATO) ที่มีนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์มาโดยตลอด

สำหรับการเมืองในประเทศ มีการระหองระแหงระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติอยู่เรื่อยมา ฝ่ายบริหารไม่พอใจที่สภาผู้แทนราษฎรอนุมัติงบประมาณด้านการทหารล่าช้า แถมยังตัดงบประมาณทหารลงด้วย มีกระแสข่าวว่า ส.ส. ในสังกัดพรรคสหประชาไทยบางคนไม่พอใจผู้นำพรรคที่เคยสัญญาว่าจะสนับสนุนเมื่อคราวชวนมาอยู่กับพรรค แต่เอาเข้าจริงแล้วก็ไม่ทำตามสัญญา ฐานเสียงในสภาผู้แทนราษฎรของรัฐบาลดูจะสั่นคลอน และพรรคสหประชาไทยมีแนวโน้มว่าจะแพ้การเลือกตั้งในสมัยต่อไป จอมพลถนอมคงระอาแก่ใจจึงตัดสินใจทำรัฐประหารตนเองเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 คราวนี้คณะรัฐประหารใช้ชื่อว่า “สภาบริหารคณะปฏิวัติ” (National Executive Council) ประกอบด้วยทหารบก 3 คน ทหารอากาศ 2 คน ทหารเรือและตำรวจฝ่ายละ 1 คน พลเรือน 2 คน รวม 9 คน ที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือ และมีกฎอัยการศึกเป็นเครื่องมือทางกฎหมาย

สภาบริหารคณะปฏิวัติอ้างสาเหตุการรัฐประหารตนเอง 3 ประการ ดังนี้

1) สมาชิกรัฐสภาแทรกแซงการทำงานของฝ่ายรัฐบาล ขัดขวางการดำเนินโยบายต่างประเทศ สมาชิกรัฐสภาบางคนร่วมมือกับตัวแสดงทางการเมืองบางกลุ่ม และกับนิสิตนักศึกษาต่อต้านรัฐบาล

2) รัฐสภาอนุมัติงบประมาณล่าช้า ทำให้แผนพัฒนาเศรษฐกิจล่าช้าออกไป ไม่สามารถหาประโยชน์จากเงินกู้ธนาคารโลก

3) สมาชิกรัฐสภาบางคนฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ แสดงความดีใจที่สาธารณรัฐประชาชนจีนได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ เกรงว่าชาวจีนที่เกิดในไทยจะถูกจีนคอมมิวนิสต์ปลูกฝังความคิดให้เป็นศัตรูกับคนไทย

ขณะที่รัฐบาลไทยมีนโยบายต่อต้านสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างแข็งขันเช่นนี้ ตรงกับเวลาที่สหรัฐฯเปลี่ยนนโยบาย หันไปสนับสนุนสาธารณรัฐประชาชนจีนให้เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ทำเอาผู้นำบางคนไปไม่ถูก บางคนเห็นว่าควรเปลี่ยนนโยบายและหันมาเป็นมิตรกับจีนตามสหรัฐฯ แต่บางคนกลัวคอมมิวนิสต์มากและเหมาว่าใครที่ติดต่อกับจีนแสดงว่าฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ไปหมด

สภาบริหารคณะปฏิวัติสลายตัวไปในปลายปี 2515 เมื่อมีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองฯ ที่ยังคงมาตรา 17 ที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จแก่นายกรัฐมนตรี ในด้านการต่างประเทศ ที่มีจอมพลถนอมเป็นเจ้ากระทรวงและพลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นรัฐมนตรีช่วย นโยบายเริ่มค่อย ๆ คล้อยตามสหรัฐฯ กระนั้น รัฐบาลไม่แน่ใจนักว่าจะพึ่งพาสหรัฐฯได้เพียงใด สถานการณ์สงครามเวียดนามก็ไม่น่าไว้วางใจ การดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระน่าจะดีกว่า และใช้วิธีการทูตซึ่งเป็นแนวทางสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาน่าจะดีกว่าการสู้รบกับ “ฝ่ายคอมมิวนิสต์” อีกทั้งกองทัพไทยไม่เข้มแข็งพอที่สู้รบกับจีนหรือกับเวียดนาม การใช้การทูตนำการทหารมีโอกาสสำเร็จและปลอดภัยกว่า

ไทยจึงเริ่มปรับความสมพันธ์กับจีน เช่น โดยส่งคณะนักกีฬาปิงปองไปแข่งขันกระชับมิตรกับจีน (ได้ชื่อเล่นว่า Ping Pong Diplomacy) ในด้านการพัฒนา ไทยได้ประโยชน์จากการช่วยเหลือจากต่างประเทศรวมทั้งสหรัฐฯและธนาคารโลก โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสร้างถนนหนทางหลายสาย รวมทั้งเขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนอุบลรัตน์

แม้นโยบายการสร้างถนนอาจมีวาระแฝงในการลำเลียงยุทโธปกรณ์ไปยังที่ห่างไกล แต่ประโยชน์สำคัญตกอยู่แก่ประชาชน ที่สามารถเดินทางและรับ-ส่งสินค้าได้สะดวกขึ้น อีกทั้งเป็นการลดช่องว่างระหว่างชนบทกับเมืองในด้านสังคมและการศึกษาด้วย สหรัฐฯยังส่งเสริมให้คนหนุ่มสาวไปศึกษาต่อที่สหรัฐฯ ถ้าเรียนต่อทางวิทยาศาสตร์จะได้กลับมาช่วยพัฒนาประเทศทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน ถ้าเรียนต่อทางสังคมศาสตร์จะได้กลับมาช่วยส่งเสริมประชาธิปไตยและต่อต้านคอมมิวนิสต์ รวมทั้งมีความเป็นมิตรต่อสหรัฐอเมริกาด้วย อย่างไรก็ดี ผลพวงประการหนึ่งที่อาจไม่คาดคิดคือ การได้ไปเห็นสังคมประชาธิปไตยแล้วหันมามองประเทศของเรา บัณฑิตอาจไม่กลายเป็นนักต่อสู้คอมมิวนิสต์ หลายคนที่กลับมาหลังสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ อยากใช้ค่านิยมที่ได้รับมา เพื่อต่อต้านเผด็จการที่เห็นอยู่ต่อหน้ามากกว่า รวมทั้งอุทิศตนเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม โดยบางครั้งก็ใช้อุดมการณ์ชาตินิยม เช่น ในการต่อต้านการมีฐานทัพต่างชาติในประเทศ และการเสียเปรียบทางการค้ากับประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น

ในการพูดถึงบริบทก่อน 14 ตุลาคม 2516 คงจะต้องทำความรู้จักกับตัวแสดงหลักที่มีอำนาจในขณะนั้น ได้แก่จอมพลถนอมและจอมพลประภาสบ้างเล็กน้อย จอมพลทั้งสามคน คือ สฤษดิ์ ถนอม ประภาส เป็นจอมพลรุ่นสุดท้าย ที่เป็นเหมือนพี่น้องคลานตามกันมาในความก้าวหน้าทางราชการทหารและทางการเมือง เหมือนนายทหาร 3 ป. ปัจจุบัน สฤษดิ์ดำรงตำแหน่งก่อน แล้วส่งต่อให้ถนอม ซึ่งส่งต่อให้ประภาส (อันที่จริง ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นจอมพลคนสุดท้ายคือจอมพลเกรียงไกร อัตตะนันทน์ ตั้งในปี 2515)

ในทางการทหาร ถนอมดำรงตำแหน่งตามลำดับดังนี้ เป็นแม่ทัพภาคที่ 1, ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก, รองผู้บัญชาการทหารบก และเป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด มาโดยลำดับจนกระทั่งวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2506 พล.อ. ถนอม ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก และ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด สืบต่อจากจอมพล สฤษดิ์ ที่ถึงแก่อสัญกรรม ต่อมาในวันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2507 พล.อ. ถนอม ได้รับพระราชทานยศ จอมพล, จอมพลเรือและจอมพลอากาศ

ในทางการทหาร ประภาสดำรงตำแหน่งตามลำดับดังนี้ เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ในปี 2500 อีก 2 ปีต่อมา ได้รับพระราชทานยศเป็น พลเอก ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2507 ได้รับโปรดเกล้าฯให้เป็นรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการทหารบก (ถนอมสละตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกให้ คงไว้แต่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2515 รักษาการในตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจอีกตำแหน่งหนึ่ง และได้รับพระราชทานยศเป็นพลตำรวจเอก ต่อมาเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2516 ได้รับพระราชทานยศจอมพล, จอมพลเรือ และจอมพลอากาศ

ในทางการเมือง จอมพลถนอมได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลของจอมพล ป. และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลของพจน์ สารสิน และได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 10 เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2501 แต่หลังจากบริหารประเทศแค่ 9 เดือนเศษ เขาก็ลาออก เพื่อเปิดทางให้จอมพลสฤษดิ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อจอมพล สฤษดิ์เสียชีวิต จอมพล ถนอมได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาหลังการรัฐประหารตนเองในปี 2514 ได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่สาม และเป็นต่อในสมัยที่สี่หลังการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองฯ 2515 รวมสี่สมัย มีข้อสังเกตถึงความเป็นพหูสูตของจอมพลถนอมคือการเข้าดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ระหว่าง 8 มกราคม ถึง 18 ธันวาคม 2506 อีกตำแหน่งหนึ่ง

จอมพลถนอมเกิดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2454 น่าจะเกษียณอายุจากการเป็นข้าราชการประจำในวันที่ 30 กันยายน 2514 แต่ผู้มีอำนาจมักคิดว่า ถ้าตนมีงานสำคัญที่จะต้องทำต่อให้เสร็จ ก็สามารถต่ออายุราชการให้ตนเองอย่างสะดวกดาย

จอมพลประภาสเกิดหลังจอมพลถนอมปีเศษ เขาดำรงตำแหน่งเป็นรองต่อจากจอมพลถนอมมาโดยตลอด (ยกเว้นเมื่อถนอมยกตำแหน่งให้) ตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญของเขามีดังนี้

1) 31 มีนาคม พ.ศ. 2500 เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

2) 23 กันยายน พ.ศ. 2500 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลพจน์ สารสิน

3) 1 มกราคม พ.ศ. 2501 เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

4) 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์

5) 11 ธันวาคม พ.ศ. 2506 เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลจอมพล ถนอม

จอมพลประภาสดำรงตำแหน่งอธิการบดีจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี 2504 และอยู่ในตำแหน่งได้ 3 สมัย ๆ ละ 3 ปี

หลังจากสิ้นอำนาจ จอมพลถนอมเขียนคำอาลัยถึงพลอากาศเอก บุญชู จันทรุเบกษา ความตอนหนึ่งว่า “… จนกระทั่งวันที่ 15 ตุลาคม 2516 ข้าพเจ้าได้ลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดและเตรียมตัวเดินทางไปต่างประเทศ ตามที่ได้ทราบข่าวมาว่าเป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของข้าพเจ้า ในตอนเย็นวันนั้น ข้าพเจ้ากับภรรยาและลูกหลานบางคน ได้เดินทางโดยรถยนต์ไปพักอยู่ที่ดอนเมืองก่อน พลอากาศเอกบุญชูได้จัดที่พักให้อย่างดี พักกันอยู่ 1 คืน ได้ปรึกษากันภายในครอบครัวว่า ข้าพเจ้าและภรรยาไม่มีเงินติดตัว เงินฝากในต่างประเทศก็ไม่เคยมีเลยไม่ว่าในประเทศใดทั้งสิ้น เราจะไปอยู่ต่างประเทศได้อย่างไร ข้าพเจ้าก็ไม่ได้ทำความผิดอะไร น่าจะอยู่ในประเทศไทยได้ในฐานะคนไทยทั้งเชื้อชาติและสัญชาติ และเพื่อไม่ให้เกิดความลำบากใจแก่พลอากาศเอกบุญชู จึงจะกลับไปอยู่บ้าน แต่ต้องการทราบให้แน่นอนว่าเป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะให้ข้าพเจ้าออกไปอยู่นอกประเทศจริงหรือไม่ ในเช้าวันที่ 16 ตุลาคม 2516 จึงได้ขอร้องให้พลอากาศเอกบุญชูไปกราบบังคมทูลถามให้ เกือบเที่ยง พลอากาศเอกบุญชูกลับมาบอกว่า มีพระราชประสงค์จริงให้ออกไปอยู่นอกประเทศชั่วคราว พอเหตุการณ์สงบลง ก็ให้กลับมาได้ … “

ในเดือนกันยายน 2519 จอมพล ถนอม เดินทางกลับประเทศในฐานะสามเณร และได้บวชเป็นพระภิกษุที่วัดบวรนิเวศวิหารโดยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เจ้าอาวาสวัด เป็นผู้อุปสมบทให้

หมายเหตุข้อความในบทความนี้บางตอนได้สรุปหรือคัดมาจากหนังสือ “ขวาพิฆาต [?] ซ้าย: อนุรักษ์นิยมไทยบนทางสองแพร่งของการเมืองโลกยุคสังคมเย็น” เขียนโดย ศิบดี นพประเสริฐ จึงขออนุญาตมา ณ โอกาสนี้ด้วย

โคทม อารียา