แม้ว่าสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลายลงไป แต่ดูเหมือนภาระของประชาชนคนไทยไม่ได้ลดลงไปด้วย
จากปัญหาสงครามรัสเซียยูเครน ส่งผลกระทบทำให้เกิดวิกฤตด้านพลังงาน ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ทะยานปรับราคาเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง
เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบสินค้าตัวอื่นเป็นลูกโซ่
และที่เป็นปัญหาอย่างหนักต่อประชาชนและภาคธุรกิจก็คือ “ค่าไฟ”
ก่อนหน้านี้มีการปรับค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) เป็นต้นทุนหลักของค่าไฟขึ้นไปถึง 4.72 บาทต่อหน่วย ช่วงปลายปี 2565 ก็ถือว่าโหดแล้ว
แต่ล่าสุด ค่าไฟส่อจะเพิ่มขึ้นโหดกว่าเดิม เมื่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้นำผลการคำนวณค่าเอฟที และแนวทางการจ่ายภาระต้นทุนคงค้างให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะมีผลต่อค่าไฟสำหรับเรียกเก็บประจำเดือนมกราคม-เมษายน 2566 ชี้แจงให้สาธารณชนรับทราบ เพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนตั้งแต่วันที่ 14-27 พฤศจิกายน 2565 ผ่านเว็บไซต์สำนักงาน กกพ.
กกพ.จะรวบรวมข้อเสนอแนะต่างๆ ประกอบการพิจารณาและประกาศอย่างเป็นทางการภายในวันที่ 1 ธันวาคม 2565 เพื่อให้มีผลบังคับใช้ทันค่าไฟงวดใหม่ จากปัจจุบันค่าไฟที่เรียกเก็บอยู่ที่ประมาณ 4.72 บาทต่อหน่วย
แนวทางขึ้นค่าไฟมี 3 ทางเลือก คือ กรณีที่ 1 ค่าเอฟทีเรียกเก็บประจำงวดเดือนมกราคม-เมษายน 2566 จำนวน 224.98 สตางค์ต่อหน่วย แบ่งเป็นเอฟทีขายปลีกประมาณการสะท้อนต้นทุนเดือนมกราคม-เมษายน 2566 จำนวน 158.31 สตางค์ต่อหน่วย และเงินทยอยเรียกเก็บ เพื่อชดเชยต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงบางส่วน 66.67 สตางค์ต่อหน่วย เพื่อให้ กฟผ. ได้รับเงินคืนครบภายใน 1 ปี กฟผ.จะต้องบริหารภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงแทนประชาชนจำนวน 81,505 ล้านบาท ทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 6.03 บาทต่อหน่วย
กรณีที่ 2 ค่าเอฟทีเรียกเก็บประจำงวดเดือนมกราคม-เมษายน 2566 จำนวน 191.64 สตางค์ต่อหน่วย แบ่งเป็นเอฟที
ขายปลีกประมาณการที่สะท้อนต้นทุนเดือนมกราคม-เมษายน 2566 จำนวน 158.31 สตางค์ต่อหน่วย และเงินทยอยเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงบางส่วน 33.33 สตางค์ต่อหน่วยเพื่อให้ กฟผ. ได้รับเงินคืนครบภายใน 2 ปี โดย กฟผ.จะต้องบริหารภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงแทนประชาชนจำนวน 101,881 ล้านบาท ทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 5.70 บาทต่อหน่วย
และกรณีที่ 3 ค่าเอฟทีเรียกเก็บประจำงวดเดือนมกราคม-เมษายน 2566 จำนวน 158.31 สตางค์ต่อหน่วย กฟผ.จะต้องรับภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงแทนประชาชนจำนวน 122,257 ล้านบาท ทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 5.37 บาทต่อหน่วย
ด้วยต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ แอลเอ็นจี บวกกับเงินบาทอ่อนค่า หากต้องตรึงค่าไฟงวดเดือนมกราคม-เมษายน 2566 ไว้คงเดิมที่ 4.72 บาทต่อหน่วย เท่ากับงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2565 กฟผ.ต้องแบกรับภาระอุดหนุนถึง 200,000 ล้านบาท จากปัจจุบันมีภาระอุดหนุนประมาณ 170,000 ล้านบาท
กกพ.ยืนยันว่า พร้อมจะดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลจะทำให้ค่าไฟลดลง ภายใต้เงื่อนไขว่ารัฐบาลต้องมีเงินเข้ามาอุดหนุนแบ่งเบาภาระประชาชนได้
ดังนั้น ถ้าถามว่าจะตรึงค่าไฟต่อไปได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาล ขณะเดียวกันมีวิธีชั่วคราวรัฐบาลดำเนินการได้ทันทีคือ การเปลี่ยนหลักการ เช่น ให้ประชาชนใช้ก๊าซในอ่าวไทยที่มีราคาถูกก่อน ส่วนเอกชนให้ใช้ก๊าซนำเข้าราคาแพงกว่า แต่สุดท้ายต้นทุนส่งผ่านราคาสินค้าของเอกชนก็จะย้อนกลับมาหาประชาชนอยู่ดี
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหารัฐบาลควรจะใช้วิธีแก้ปัญหาระยะยาว อย่างยั่งยืน หาทางช่วยลดภาระค่าไฟให้ประชาชนให้ได้
ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แค่เอางบมาโปะเฉพาะช่วงใกล้เลือกตั้ง อาจถูกมองว่าเป็นเพียงแค่การหาเสียงเท่านั้น
สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

