หน้าแรก คอลัมนิสต์ อาศรมมิวสิก :...

อาศรมมิวสิก : เส้นทางอาชีพดนตรี

20.11.22 | 09:13 น.

อาศรมมิวสิก : เส้นทางอาชีพดนตรี

เมื่อ 35 ปีก่อน (พ.ศ.2530) ได้โอนไปรับราชการที่มหาวิทยาลัยชั้นนำ เพื่อจะพัฒนาและสร้างอาชีพดนตรีเสียใหม่ เนื่องจากค้นพบว่า ดนตรีเป็นอาชีพข้างถนนเต้นกินรำกินไม่มีเกียรติ เชื่อถือไม่ได้อาชีพดนตรีเป็นพวกขี้เหล้าเมายา เจ้าชู้ มีปัญหาเรื่องเงิน ขี้เกียจ ขี้โกง สกปรก ดิบถ่อยเถื่อน ซึ่งเป็นบุคลิกที่ไม่พึงประสงค์ มีคำพังเพยของชาวบ้านว่า นายท้ายเรือเมล์ยิเกตำรวจเชื่อถือไม่ได้ ดนตรีเป็นอาชีพที่อยู่ในพวกยิเก

วรรณคดีนางนพมาศ พวกดนตรีร้องรำทำเพลง ดีดสีตีเป่า ตายไปแล้วต้องตกนรกชั้นโลหกุมภี ต้องเวียนว่ายตายเกิดชั่วพุทธันดร วรรณคดีเรื่องกาพย์พระไชยสุริยา ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ เข้าแต่หอล่อกามา ซึ่งเป็นภาพหลอกหลอนของพ่อแม่ผู้ปกครองที่จะให้ลูกเรียนดนตรี

ในวรรณคดีเรื่อง พระอภัยมณี ท้าวสุทัศน์ตรัสบริภาษ (ด่า) พระอภัยมณี ที่ไปเรียนดนตรีเป่าปี่ว่าเป็นวิชาของทาสและไพร่คอยบำรุงบำเรอเจ้านาย

 อันดนตรีปี่พาทย์ตะโพนเพลง            เป็นนักเลงเหล่าโลนเล่นโขนหนัง
แต่พวกกูผู้หญิงที่ในวัง                          มันก็ยังเรียนร่ำได้ชำนาญ

Advertisement

ส่วนสามพราหมณ์ ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของสังคม ตั้งคำถามพระอภัยมณีว่า ที่ไปเรียนดนตรีมานั้น ดนตรีดีอย่างไร ซึ่งก็เป็นคำถามที่สะท้อนความเข้าใจของคนในสังคมที่เป็นอยู่

    ดนตรีมีคุณที่ข้อไหน                         หรือใช้ได้แต่ข้างเที่ยวเกี้ยวผู้หญิง
ยังสงสัยในจิตคิดประวิง                       จงแจ้งจริงให้กระจ่างสว่างใจ

จากวรรณคดีเรื่อง ระเด่นลันได เป็นการตอกย้ำว่า ดนตรีเป็นวิชาข้างถนนเต้นกินรำกิน ซึมซับเข้าไปอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของคนในสังคมว่า เรียนดนตรีแล้วไม่ดี ดนตรีเป็นวิชาที่น่ารังเกียจ ดนตรีเป็นอุปกรณ์ของพวกขอทาน พวกขี้เมาและขี้ยา

 เที่ยวสีซอขอข้าวสารทุกบ้านช่อง        เป็นเสบียงเลี้ยงท้องของถวาย
ไม่มีใครชังชิงทั้งหญิงชาย                    ต่างฝากกายฝากตัวกลัวบารมี
พอโพล้เพล้เวลาจะสายัณห์                  ยุงชุมสุมควันแล้วเข้าที่
บรรทมเหนือเสื่อลำแพนแท่นมณี          ภูมีซบเซาเมากัญชา

จากหลักฐานล้วนเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่ออาชีพนักดนตรีทั้งสิ้น จำเป็นต้องสร้างสถานภาพทางสังคมของอาชีพดนตรีเสียใหม่ การไปฝังตัวอยู่กับสถาบันชั้นนำของประเทศเพื่อจะศึกษาและสร้างพื้นที่ สร้างโอกาส สร้างคนสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างภาพลักษณ์อาชีพดนตรีใหม่ สร้างคนดนตรีให้เป็นคนดีและคนเก่ง ต้องชุบอาชีพดนตรีให้มีวิถีชีวิตใหม่ ใช้ปรัชญานำและตามด้วยการทำจริง โดยเริ่มสร้างนักเรียนดนตรีให้เป็นคนมีระเบียบวินัย สร้างคนดนตรีให้มีความรู้ มีความสามารถสูง มีเกียรติเชื่อถือได้ ที่สำคัญจะต้องเก่งและดี ในขณะที่ยังมีอำนาจอยู่ก็มีคนรักคนชอบ คนทำตาม มีความอบอุ่น สร้างงานสร้างคนได้ง่าย จึงสิงสถิตอยู่ได้ 33 ปี

เมื่อหมดอำนาจ ที่เหลือส่วนใหญ่เป็นพวกอยากมีอำนาจ เนรคุณ ชุบมือเปิบ ชีวิตค้นพบว่า คนที่สร้างงานมีน้อย คนต้องการประโยชน์จากสิ่งที่สร้างไว้มีมาก พิสูจน์ได้ว่าสถาบันการศึกษาไม่สามารถจะสร้างอาชีพหรือพัฒนาอาชีพดนตรีได้ คนมีฝีมือออกไป ทำให้นักดนตรีไม่มีอาชีพและเลี้ยงชีพไม่ได้ มีแต่หน้าที่และงานที่ไม่สร้างสรรค์

สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้เขียนบทกวีเอาไว้ว่า เพชรดีสูงค่าราคายิ่ง   อยู่กับลิงรู้ค่าราคาหรือ

เมื่อตัดสินใจสร้างพื้นที่ใหม่ สร้างคนดนตรีใหม่ สร้างวงดนตรีใหม่ สร้างงานใหม่ สร้างอาชีพดนตรีต่อ ทำงานทั้งปักหลักและใช้วิธีเร่ร่อน มีผู้ติดตามอยู่ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นคนที่มีคุณภาพ จึงสามารถสร้างงานได้เร็วกว่าที่คิด ประกอบด้วยคนในสังคมมีความพร้อมที่จะรองรับคุณภาพ และมีคนดนตรีที่สามารถสร้างงานคุณภาพได้

 

วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2561 ได้จัดตั้งวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา เพื่อแสดงงานดนตรีพื้นบ้านในพื้นที่ชุมชนและท้องถิ่น ทำงานบันทึกเสียงเพลงของท้องถิ่น ค้นพบว่ามี อมตะสยาม มีคนเก่ง มีเพลงสุดยอดกระจายอยู่ทั่วแผ่นดิน มีพื้นที่ในต่างจังหวัด และมีผู้ฟังที่รักดนตรีอยู่รอบตัวทั่วไป ดำเนินกิจการโดย มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข

การเปลี่ยนแปลงและทำความเข้าใจกับ ดนตรีคลาสสิก เป็นเรื่องยากและมีแรงต่อต้านสูง โดยเฉพาะศาสตราจารย์กระดาษและศิลปินน้ำลาย จึงได้ทำความเข้าใจและให้คำจำกัดความใหม่ของคำว่า ดนตรีคลาสสิก คือดนตรีที่มีความละเอียด ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นดนตรีของตะวันตกหรือดนตรียุโรปเท่านั้น แต่คือดนตรีทุกชนิดทุกพื้นที่ เมื่อดนตรีมีความละเอียดเล่นโดยศิลปินฝีมือสูงก็เป็นดนตรีคลาสสิกได้ ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ความละเอียดของดนตรีก็คือพื้นฐานของชีวิต การออกไปแสดงดนตรีในพื้นที่ของชาวบ้าน โดยนำเพลงของชาวบ้านมาเรียบเรียงเสียงใหม่ นำเสนอโดยนักดนตรีที่มีฝีมือสูง ทำดนตรีของชาวบ้านให้กลายเป็นเพลงคลาสสิก

มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข นั้นจัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2546 ได้รับความอนุเคราะห์สนับสนุนจากมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อทำงานด้านดนตรี ช่วยพัฒนาศักยภาพเด็กที่มีความเป็นเลิศทางดนตรี ได้ช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส และใช้ดนตรีเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ โดยสร้าง วงปล่อยแก่ขึ้น

วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2562 ได้เริ่มก่อสร้าง บ้านเอื้อมอารีย์ บนพื้นที่เล็กๆ เพื่อสร้างเป็นห้องแสดงดนตรีสำหรับวงดนตรีขนาดเล็ก เป็นที่รวมตัวและฝึกซ้อมของนักดนตรีวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา ทำให้มีพื้นที่ดนตรีใหม่เกิดขึ้น มีนักดนตรีฝีมือดีเข้าร่วมโครงการเพียงพอที่จะทำงานต่อเนื่องได้ สามารถสร้างผลงานคุณภาพทำให้สื่อโทรทัศน์ติดตามและออกไปทำงานร่วมกัน แบบพี่ไปไหนน้องไปด้วย เพราะการนำเสนอผลงานที่มีคุณภาพเท่านั้น จึงจะมีพลังในการทำงานให้สำเร็จได้

ชื่อบ้านเอื้อมอารีย์นั้น เป็นชื่อของแม่ เอื้อม เป็นชื่อของแม่ตัว ส่วน อารีย์ เป็นชื่อของแม่ยาย เพราะมีความเชื่อว่า แม่มีความรักต่อลูก การเลี้ยงลูกด้วยความรัก แม่ลูก ทำให้ลูกมีชีวิตที่อบอุ่น อาจารย์ชินนิชิ ซูซูกิ (Shinichi Suzuki, 2442-2542) ครูดนตรีชาวญี่ปุ่นได้เขียนหนังสือชื่อ การเลี้ยงดูด้วยความรัก (Nurtured by Love) ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2512 ได้พิสูจน์ให้โลกรู้ว่า เด็กเป็นลูกสิ่งแวดล้อม เด็กโตขึ้นมาอย่างไรก็เพราะว่ามีสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างนั้น สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไรเด็กจะเติบโตเป็นอย่างนั้น ความรักดนตรีทำให้เด็กเก่งดนตรี

เมื่อมีประสบการณ์ในการสร้างคนดนตรี โดยได้ทดลองใช้ลูกๆ (3 คน) ให้เรียนดนตรี ซึ่งเริ่มเรียนดนตรีตั้งแต่อายุยังน้อย (3 ขวบ) ครั้นมาถึงรุ่นลูกๆ ลูกจึงได้เริ่มโครงการสอนดนตรีเด็กตั้งแต่แรกเกิด (0-3 ขวบ) และเด็กที่อยู่ในท้องแม่ โรงเรียนสอนดนตรีเอื้อมอารีย์มีเด็กๆ เรียนดนตรี 650 คน กินรัศมีไกลถึง 200 กิโลเมตร พ่อแม่ผู้ปกครองเชื่อว่า ดนตรีสามารถจะสร้างบุคลิกภาพของลูกให้ดีได้ เมื่อลูกโตขึ้นจะได้เป็นคนดีของสังคม

จากแนวคิดที่ว่า สังคมดีไม่มีขาย อยากได้ต้องช่วยกันสร้าง เด็กเมื่อโตขึ้นมีความหยาบกระด้าง เด็กขี้เกียจ ขี้โกง สกปรก ดิบถ่อยเถื่อน โหดร้าย อิจฉาริษยา โกหกปลิ้นปล้อน ฯลฯ เป็นเพราะการเลี้ยงดูของพ่อแม่และสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี ต่อไปเด็กก็จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ดีอย่างนั้น

ดนตรีเป็นเสียงที่มีอำนาจ เสียงดนตรีสามารถเข้าไปหล่อหลอมจิตใจเด็กให้มีความอบอุ่นมั่นคงตั้งแต่อายุยังน้อย เสียงที่สดใสออกมาจากจิตใจที่สะอาด การสร้างบ้านเอื้อมอารีย์ขึ้น เพื่อใช้เป็นพื้นที่สำหรับการแสดงดนตรีและการเรียนดนตรีสำหรับเด็ก ใช้เวลาสร้าง 3 ปี ระหว่างโรคโควิดระบาด เสร็จแล้วจึงได้ทดลองเปิดแสดงดนตรีและใช้เป็นพื้นที่ฝึกซ้อมวงดนตรี

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2565 มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข ได้จัดการแสดงดนตรีคลาสสิกที่บ้านเอื้อมอารีย์ ซอย 33 ถนนพุทธมณฑลสาย 2 โดยเริ่มแสดงเวลา 19.00-20.10 น. เป็นการเปิดประตูสู่สาธารณะอย่างเป็นทางการที่สมบูรณ์แบบ

มีบทเพลงที่แสดง 2 เพลงด้วยกัน คือ เพลงแรกเป็นเพลงสำหรับการเล่นคู่ บทประพันธ์ของ ชอสตาโควิช (Dmitri Shostakovich) สำหรับเชลโลกับเปียโน มีอยู่ 4 ท่อน เพลงที่สองเป็นวงประเภทเครื่องสาม ผลงานของ เมนเดลโซห์น (Felix Mendelssohn) เป็นเพลงสำหรับเปียโน ไวโอลิน และเชลโล เป็นเพลงที่มี 4 ท่อนเช่นกัน

นักดนตรีประกอบด้วย ตปาลิน เจริญสุข เล่นเชลโล กมลมาศ เจริญสุข เล่นไวโอลิน และ ศาสตราจารย์อาเรนส์ (Rolf-Dieter Arens) เล่นเปียโน ทั้งนักเชลโลและนักไวโอลินเรียนดนตรีตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเรียนจากครูเยอรมัน ถือว่ามีมาตรฐานของฝีมือที่ชัดเจนและต่อรองไม่ได้ ส่วนศาสตราจารย์อาเรนส์นั้น ท่านเติบโตขึ้นมาในเยอรมันตะวันออก เป็นนักเปียโนอาชีพ ฝึกซ้อมทุกวัน วันละ 3 ชั่วโมง ได้รับเลือกให้เป็นผู้อำนวยการสถาบันดนตรีที่เมืองไวมาร์ (Weimar) ในเยอรมนี ซึ่งมีความสนิทสนมกันมานาน ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาก่อน จากวันที่มีตำแหน่งกระทั่งถึงวันนี้ เพราะต่างก็มีเป้าหมายที่ตรงกันคือ คุณภาพ คุณภาพ และคุณภาพ

ได้เชิญแขกเต็มพื้นที่เหมือนจะเปิดพื้นที่แสดงจริงจัง เชิญพรรคพวกที่รักดนตรีและเพื่อนผู้ที่มีความรักต่อกันมานาน คนที่รักดนตรีใกล้ชิดสนิทสนมกัน ซึ่งพื้นที่บ้านเอื้อมอารีย์มีประมาณ 60 ที่นั่งก็เต็ม เป็นความอบอุ่นและเป็นกำลังใจอย่างยิ่ง แม้ไม่ใหญ่โต ไม่ได้มีคนมาก แต่เป็นหลักฐานยืนยันว่า ทำให้สำเร็จได้

ถึงวันนี้ ต้องยอมรับว่าอาชีพดนตรีก็ยังเป็นอาชีพที่เลี้ยงชีพไม่ได้ หากจะทำอาชีพดนตรีให้อยู่ได้ ก็ต้องอาศัยฝีมือระดับนานาชาติและต้องไปแสดงในต่างประเทศเท่านั้น ส่วนอาชีพครูดนตรีที่มีฝีมือสูงก็มีพื้นที่อาชีพสามารถสร้างเด็กให้เก่งดนตรีได้ แต่ฝีมือของครูดนตรีก็ค่อยๆ ถดถอยลงไป เพราะครูไม่มีเวทีแสดง ได้แต่แสดงให้เด็กและผู้ปกครองดูเท่านั้น การสร้างคุณภาพดนตรีจึงเป็นการทำงานถมทะเลอันกว้างใหญ่

งานอาชีพสร้างสรรค์ดนตรีในเมืองไทยก็เกิดขึ้นได้ยาก เพราะว่าไม่มีใครจ้างงานดนตรี คนที่มีเงินหรือนายจ้าง รวมทั้งงานของรัฐ นิยมจ้างบริษัทจัดงาน (Agency) ซื้อความสำเร็จมาจากต่างประเทศเพื่อซื้อขายงานเอากำไร ใช้เทคโนโลยีดนตรีหลอกเจ้าภาพและผู้ชม งานดนตรีจึงไม่มีใครนิยมจ้างศิลปินไทย ศิลปินไทยก็ไม่มีเวทีและไม่มีโอกาสสร้างงานขนาดใหญ่ได้ สำหรับนักดนตรีที่เก่งและหากินอยู่ในต่างประเทศ ก็ยังแนะนำให้อยู่ในต่างประเทศประกอบอาชีพดนตรีต่อไป