หมายเหตุ – นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย พร้อมกรรมการสมาพันธ์ฯ เข้าพบปะแลกเปลี่ยนความเห็นในแง่มุมเศรษฐกิจ และอุปสรรคปัญหาต่างๆ กับผู้บริหารเครือมติชน เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี การทำให้เกิดการสร้างการมีส่วนร่วม จะต้องจูงใจในเรื่องทำให้ต้นทุนต่ำที่สุดได้อย่างไร สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยมีโครงสร้างการบริหารงานที่เป็นภารกิจหลัก 5 เรื่อง ได้แก่ 1.การส่งเสริมองค์ความรู้และนวัตกรรมให้ถึงมือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพราะทุกวันนี้ไม่ใช่การตลาดกับการผลิต แต่เป็นเรื่องของตลาดและนวัตกรรมที่ต้องนำการผลิต วันนี้จะไม่ผลิตสินค้าเหมือนกันแล้วไปแข่งกันในราคาถูก แต่วันนี้จะนำแนวคิดต่างๆ อย่างจีน ที่ทำในเรื่องการพัฒนาตลาดภายในประเทศควบคู่เป็นทางคู่ขนานกับการส่งเสริมเอสเอ็มอี เพื่อขยายไปในตลาดต่างประเทศ
2.การส่งเสริมแหล่งต้นทุนต่ำให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้ประกอบการรายเล็กถูกคิดดอกเบี้ยการกู้สินเชื่อสูงกว่าธุรกิจรายใหญ่ และไม่ต่ำกว่า 10% บางรายใช้สินเชื่อบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคล เสียดอกเบี้ย 14-24% ซ้ำร้ายบางรายที่ใช้พิโกไฟแนนซ์หรือนาโนไฟแนนซ์ ต้องเสียดอกเบี้ย 24-36% ไม่ใช่ทางออกที่ดี แม้ว่ารัฐบอกว่าสิ่งนี้เป็นทางเลือกที่ทำให้ผู้ประกอบการจะไม่กู้เงินนอกระบบ จึงส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้แหล่งทุนในกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ส่งเสริมให้ใช้เงินทุนหมุนเวียน อุตสาหกรรมครัวเรือนของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม แต่ได้เพียงจำนวนหนึ่ง เพราะงบประมาณจำนวนจำกัด และมีเพียงไม่มีกี่รายได้เข้าถึงแหล่งทุน
3.ส่งเสริมช่องทางการตลาดในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ เรามีทีมงานช่วยเหลือเรื่องเชื่อมต่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยให้มีโอกาสมีองค์ความรู้การเจรจาจับคู่ธุรกิจ เป็นกลไกที่ได้ทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชนในการนำเอสเอ็มอีไปสู่ตลาดโลก หากดูสัดส่วนส่งออกของไทยในปี 2564 มูลค่า 8 ล้านล้านบาท ในส่วนนี้ 88% เป็นรายใหญ่ เพียง 12% เป็นเอสเอ็มอี มองว่าจะทำให้อย่างไรให้ถึง 20% แม้ส่งออกเป็นรายใหญ่แต่ 6 เดือนแรกปีนี้ไทยก็ขาดดุลการค้าถึง 2 แสนล้านบาท
4.การสร้างกลไกทางเครือข่ายที่มีการทำงานร่วมกันในบริษัทต่างๆ หรือร่วมมือแบบ X สมพันธ์มีเครือข่ายทุกอำเภอรวม 880 ทั่วประเทศ เพราะเรายังมีปัญหาเรื่องการกระจายความเจริญสู่ท้องถิ่น จะต้องทำอย่างไรให้แต่ละท้องถิ่นสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสาร หรือมาตรการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ของภาครัฐ และกลไกการเข้าถึงให้เอสเอ็มอีหรือเกษตรกรที่อยู่ในชนบทห่างไกลจากตัวเมืองได้รับรู้ข่าวสาร จึงจะต้องมีการใช้กลไกเครือข่ายกระจายข่าวสารให้มากขึ้น ตอนนี้ร่วมมือแบบ X อาทิ กรมราชทัณฑ์ เข้าไปสร้างงานสร้างอาชีพให้กับผู้ต้องขังที่กำลังพ้นโทษ ที่มีประมาณ 2.5 แสนคน ซึ่ง 80-90% ต้องคดียาเสพติด หรือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ส่งเสริมทำดิจิทัลและเปลี่ยนเอสเอ็มอีสู่การใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มและอีกหลายมิติ
5.เป็นกระบอกเสียงให้เอสเอ็มอี เช่น ผ่านสื่อเครือมติชนช่วยสะท้อนแนวคิดของสมาพันธ์เอสเอ็มอีไปสู่ภาครัฐ เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาให้ตรงกับความต้องการหรือจุดบกพร่องที่เกิดขึ้น โดยทั้ง 5 ภารกิจ ผ่านการทำงานของ 9 คณะ อาทิ คณะสิทธิประโยชน์และช่องทางตลาด คณะพัฒนากฎหมายลดความเหลื่อมล้ำและช่วยเหลือเอสเอ็มอี คณะสตาร์ตอัพ คณะกลุ่มภูมิภาคดูแลผู้ประกอบการ 77 จังหวัด คณะส่งเสริมองค์ความรู้และนวัตกรรม คณะกรรมการส่งเสริมหาแหล่งเงินทุนต่ำ เป็นต้น
ขณะนี้มีหลายปัญหาที่เอสเอ็มอีต้องการให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือ และทบทวนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ไม่ตรงจุดประสงค์
ข้อ 1 กรณีมติ ครม.ผ่านร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาวิสาหกิจ พ.ศ. … ของกระทรวงอุตสาหกรรม ร่าง พ.ร.บ.กองทุนนี้เป็นการนำกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ออกมานอกกระทรวงและตั้งเป็นกองทุน บริหารโดยอิสระ แต่เนื้อหาและนิยามในกองทุน กลับไม่ได้ระบุว่าเป็นวิสาหกิจใดๆ แต่มองไปที่อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curve) หรือจะพิจารณาให้กับการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ อาจมีเพียงอุตสาหกรรมใหญ่ที่เข้าถึงกองทุนนี้
เมื่ออ่านร่าง พ.ร.บ.กองทุนนี้จะสังเกตเห็นว่าให้เฉพาะเอสเอ็มอีที่เป็นนิติบุคคล นิยามที่ใช้เป็นนิยามของกระทรวงอุตสาหกรรมดูที่ทุนจดทะเบียนไว้ 100 ล้านบาท ในความเป็นจริงควรใช้นิยามกองทุน สสว. หรือ บสย. FA Center ถ้าใช้ทุนจดทะเบียนรายใหญ่จะสามารถใช้กองทุนนี้ร่วมด้วย และเอสเอ็มอีน้อยรายที่จะมีทุนเกิน 100 ล้านบาท กลายเป็นว่าสร้างโอกาสให้รายใหญ่ใช้เงินกองทุนตรงนี้ ถือว่าเป็นการเกาไม่ถูกที่คัน
อีกทั้งบอร์ดบริหารมีแต่ข้าราชการกับภาคเอกชน ประกอบด้วย สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เราเห็นว่าควรเปิดกว้างให้มีตัวแทนทุกองค์กรให้มีส่วนร่วมในการบริหารและพิจารณาการใช้ประโยชน์ของกองทุนนี้ จึงเสนอให้ใช้กลไกกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย ที่มีชุมชนร่วมขับเคลื่อน
ข้อ 2 ควรให้เอสเอ็มอีและแมนเพาเวอร์เป็นเครดิตสกอริ่ง (sme credit scoring) คือ ทำให้เอสเอ็มอีมีตัวตน ยืนยันตัวตน และสามารถตรวจสอบได้ ปัจจุบันเอสเอ็มอีรายย่อย 70% ไม่มีเครดิตทางการค้าที่นำตัวสกอริ่งมาดำเนินการ ซึ่งเครดิตสกอริ่งช่วยเอสเอ็มอี มีตัวชี้วัดให้สินเชื่อ/ดอกเบี้ย สิทธิประโยชน์ การฝึกอบรมแรงงาน อย่างเป็นระบบ เรื่องนี้มีคณะกรรมการประสานแรงงานและการฝึกอาชีพแห่งชาติ ที่มีทุกจังหวัดดูแล อีกทั้งช่วยป้องกันกู้นอกระบบได้ด้วย
ข้อ 3 เรื่องพลังงานสูงต่อเนื่อง ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรม 54% ใช้พลังงานไฟฟ้า ถ้ารวมกับภาคการค้าจะมีสัดส่วนรวมถึง 70% ของการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งประเทศ และปัจจุบันใช้พลังงานผลิตจากฟอสซิลถึง 75% เพียง 25% ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานที่เขียวจากแสงแดดหรือขยะ ควรต้องปฏิวัติพลิกผลิตและใช้พลังงานสีเขียว 75% แทน อยากให้รัฐปรับโครงสร้างพลังงานสู่พลังงานสีเขียว ควรกระจายอำนาจพลังงานสู่ภาคประชาชน เร่ง 2 ทาง คือ ส่งเสริมพลังงานชุมชน และทำอย่างไรให้ชุมชนที่ไม่พร้อมยอมดิสรัปตัวเอง นำโดยรัฐดิสรัปให้พลังงานไฟฟ้าที่มาจากก๊าซธรรมชาติ เป็นพลังงานสำรองและนำเอาพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานขยะ มาเป็นพลังงานหลัก การปรับเปลี่ยนตัวเองจะได้ทั้งพลังงานสะอาดและเพิ่มเศรษฐกิจชุมชนด้วย
ข้อ 4 รัฐใช้โครงการประกันรายได้พืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าว มาหลายปี และส่งออกข้าวก็เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังพบว่าเกษตรกรยังจนและเป็นหนี้ สมาพันธ์จึงไม่เห็นด้วยที่จะใช้ประกันรายได้อย่างเดียวพยุงราคาเกษตร แต่อยากจัดสรรงบเพื่อมูลค่าเพิ่ม เน้นเพิ่มฐานนวัตกรรมทำให้ผู้ประกอบการมีรายได้เพิ่มขึ้น ลดการพึ่งพานำเข้าวัตถุดิบ เช่น ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืชหรือทำอย่างไรลดนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ไทยนำเข้าปีละ 3 หมื่นล้านตัน เมื่อต้นทุนนำเข้าแพงราคาในประเทศก็แพงตาม
ข้อ 5 อยากให้ปรับวิธีการแจกเงินผ่านโครงการคนละครึ่งถึงตรงกับกลุ่มจำเป็นจริง เช่น ผู้ใช้แรงงาน ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร เป็นต้น และไม่ได้เห็นด้วยกับมาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ตอนนี้มีสมัครเพิ่มเป็น 21 ล้านคน จากเดิม 13 ล้านคน สะท้อนว่า 1 ใน 3 ประชากรประเทศเป็นคนจน แต่อยากให้ทำเป็นบัตรสวัสดิการคนจนควบคู่บัตรสวัสดิการส่งเสริมอาชีพ เพื่อให้คนมีอาชีพ มีงานทำมีรายได้ ไม่ต้องรอเงินแจกรัฐ จะดีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต
ข้อ 6 เครดิตเทอม (กำหนดเวลาจ่ายชำระค่าสินค้า) ควรสอดคล้องกับสถานการณ์วันนี้ แม้สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ออกแนวปฏิบัติเครดิตเทอม ให้จ่ายเกษตกรไม่เกิน 15 วัน และจ่ายเอสเอ็มอีไม่เกิน 45 วัน แต่ทางปฏิบัติกว่าจะจ่ายก็ 60-90 วัน ทำให้เอสเอ็มอีหรือรายย่อยมีปัญหาเงินทุนหมุนเวียนและสภาพคล่อง ก็อยากให้รัฐมีระบบตรวจสอบเครดิตที่บริษัทรายใหญ่ จ่ายเอสเอ็มอีกับเกษตรกร ให้เกิดปฏิบัติได้จริง
และข้อ 7 กองทุนสวัสดิการเอสเอ็มอีไทย นั้น จะทำอย่างไรให้เอสเอ็มอีสามารถได้นำเงินจากกองทุนฯตาม มาตรา40 ของสำนักงานประกันสังคม ที่มี 10.7 ล้านราย ได้นำออกมาใช้ หรือสามารถออกแบบเองได้
เรื่องเร่งด่วนที่เอสเอ็มอีต้องการให้รัฐบาลนี้เร่งแก้ไขและควรเป็นวาระแห่งชาติ คือ การแก้หนี้เสียในระบบ แม้ก่อนหน้านี้รัฐบาลผลักดันการปรับโครงสร้างหนี้ ผ่านธนาคารเฉพาะเอสเอ็มอี แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ รายย่อย 3.6 ล้านราย รายย่อย 4.4 แสนราย และรายกลาง 4 หมื่นราย อาจมีผู้ประกอบการอื่นๆ ที่อยู่ในมาตรา 40 อีกหลายล้านคน มาตรการในปัจจุบันมีการปรับโครงสร้างหนี้แต่ก็ไม่พ้นเป็นหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) หรือเรียกว่ากลุ่มลูกหนี้ รหัส 21 (อดีตเคยเป็นลูกหนี้ชั้นดี ปัจจุบันเป็นหนี้เสียช่วงโควิด) อยากให้รัฐออกมาตรการช่วยเหลือ ลดหรือปรับหนี้ เพื่อให้กลับมาเป็นปกติ ภายใน 3-6 เดือน จำนวนนี้มีกว่า 2.1 ล้านราย ตอนนี้ไม่รู้เลยว่าปรับโครงสร้างหนี้แล้วเป็นอย่างไรบ้าง หรือมีโอกาสที่จะเข้าถึงแหล่งทุนได้อีกแค่ไหน เพราะตอนนี้เปิดประเทศ กิจกรรมกลับมาเหมือนเดิม เอสเอ็มอีที่เคยเป็นหนี้เสียก็อยากฟื้นอีกครั้ง ที่ผ่านมายื่นขอกู้ 100 รายก็จะได้ไม่เกิน 30% ที่เหลือ 70% จะทำอย่างไร ซึ่งรัฐก็สามารถใช้เงินกองทุนพัฒนาวิสาหกิจฯที่มีหมุนเวียนหมื่นล้านบาทมาใช้ได้
เอสเอ็มอีถือว่าเป็นกลุ่มช่วยขับเคลื่อนประเทศ จีดีพีเอสเอ็มอี ปี 2565 อยู่ในสัดส่วน 35% ของจีดีพีประเทศ หรือมีมูลค่าในระบบเศรษฐกิจประมาณ 5.5 ล้านล้านบาท ในส่วนนี้เกิดจากรายย่อย 3% รายย่อม 14% รายกลาง 17% และเติบโตในทุกเซ็กเมนต์ คือ ภาคผลิต การค้า การบริการ ธุรกิจเกษตร โดยเอสเอ็มอี 80% อยู่ในภาคการค้า และการบริการ ดังนั้นเมื่อเกิดวิกฤตโควิดย่อมได้รับผลกระทบหนักถึงขั้นวิกฤต แม้ตอนนี้เปิดประเทศ แต่การส่งออกและการท่องเที่ยวก็ยังไม่เท่าเดิม เพราะนักท่องเที่ยวจากจีนยังไม่ฟื้นเท่าเดิม อีกทั้งปัจจัยเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจยังมีอยู่มาก ทั้งสงครามยืดเยื้อ ราคาพลังงาน ราคาสินค้า และเงินเฟ้อสูง การระบาดโควิดและการเมืองในประเทศ เราต้องเผชิญใน 5 ส. คือ สุขภาพ เศรษฐกิจ สงคราม สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่ต้องปรับตัวตลอดเวลา
เรื่องทั้งหมดนี้เตรียมนำเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พรรคการเมือง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านโอกาสต่างๆ โดยในวันที่ 15-17 ธันวาคมนี้ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย จะจัดงาน “STEP 4” ณ ศูนย์ประชุม ททบ.5 อาคารเบญจรังสฤษฏ์ ที่มีการเสวนา Executive Talk จากผู้บริหารระดับชาติ นักธุรกิจชั้นนำ และพรรคการเมือง ก็จะใช้โอกาสนี้ยื่นหนังสือตามข้อเรียกร้องต่างๆ ของเอสเอ็มอีสู่มือบุคคลเหล่านี้ หวังว่าเรื่องที่เสนอที่จะได้รับการยอมรับและรัฐบาลมอบเป็นของขวัญปีใหม่ 2566 ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ก่อนที่รัฐบาลนี้จะหมดวาระลง

