เมื่อวันที่ 11-15 พฤศจิกายน 2565 ผมมีโอกาสเข้าร่วมฝึกภาวนาที่ค่ายเยาวชน เชียงดาว ซึ่งจัดโดยมูลนิธิวัชรปัญญา แล้วมีแรงบันดาลใจ ทั้ง ๆ ที่ครูบอกว่า “ประสบการณ์มาก่อนคำอธิบาย” แต่ก็มีความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับวัชรยานมากขึ้น หนังสือเล่มที่ขอยึดถือเป็นคำอธิบายคือเล่มที่พิมพ์เผยแพร่โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในชื่อว่า “พระไตรปิฎกฉบับสากล: วิถีธรรมจากพุทธปัญญา” ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ 1) พระพุทธเจ้า 2) พระธรรม 3) พระสงฆ์ และแต่ละส่วนแบ่งเป็นบทย่อย แต่ละบทย่อยเสนอคำสอนของทั้งสามยานคือ เถรวาท มหายาน และวัชรยาน รวมหนา 1143 หน้า เรื่องที่จะมานำเสนอในบทความสั้น ๆ ฉบับนี้ เป็นเพียงน้ำหยดหนึ่งของสายธารอันกว้างใหญ่ เป็นการเลือกเรียบเรียงในส่วนที่ผมไม่ค่อยจะรู้มาก่อนและทบทวนเรื่องที่ทำให้ผมประหลาดใจ จึงคิดว่าเป็นการแบ่งปันที่น่าจะเป็นประโยชน์บ้าง
ในบรรดาสำนักคิดของยุคแรก มีสายธรรมสายเดียวคือสายธรรม “เถรวาท” ที่ตั้งใจจะเดินตามคำสอนของ “พระเถระทั้งหลาย” แม้พระธรรมคำสอนไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่ก็ได้รับการรักษาไว้ให้ใกล้เคียงกับคำสอนดั้งเดิมให้มากที่สุด ยุคที่เถรวาทรุ่งเรืองที่สุดในอินเดียน่าจะเป็นยุคสมัยของพระเจ้าอโศก ต่อมาอำนาจรัฐเปลี่ยนและหันมาเบียดเบียนสังฆะจนต้องถอยร่นขึ้นสู่ที่ราบสูงเดคแคนทางใต้
มาถึงช่วงต้นคริสต์ศักราช พระพุทธศาสนารูปแบบใหม่ได้บังเกิดขึ้น มีชื่อว่า “มหายาน” หรือพาหนะอันยิ่งใหญ่ มหายานเน้นเรื่องความกรุณาอันเป็นคุณธรรมที่เป็นหัวใจของ “มรรคาพระโพธิสัตว์” นอกจากจะเคารพบูชาพระศากยะโคดมแล้ว มหายานยังเคารพศรัทธาพุทธะองค์อื่น ๆ ด้วย ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ ทรงตั้งปณิธานไว้ในอดีตชาติ ว่าจะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า ในอดีตชาติเหล่านั้นพระองค์เป็นที่รู้จักในฐานะ พระโพธิสัตว์ หมายถึงผู้ที่ทำกิจเพื่อตรัสรู้ อย่างไรก็ดี ในจารีตมหายาน คำว่า โพธิสัตว์ ใช้เรียกบุคคลในอุดมคติ ที่มุ่งจะสงเคราะห์ผู้อื่นด้วยความกรุณา ด้วยการบรรลุแจ้ง เพื่อที่จะสั่งสอนธรรมะได้อย่างช่ำชองและชาญฉลาด (ด้วยอุปายโกศล) โดยมีสัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะเป็นหลัก
ภายในสายธารแห่งมหายาน มีนิกายหนึ่งที่ได้พัฒนาขึ้นในอินเดีย ในช่วง(คริสต์)ศตวรรษที่ 6 นิกายนี้มีชื่อเรียกว่า “มนตรยาน” หรือยานแห่งมนตรา มีวิธีปฏิบัติใหม่ ๆ เช่น การพร่ำภาวนา การท่องมนตร์ การใช้สัญลักษณ์ การใช้รหัสยนัย (ภาวะเร้นลับที่เข้าถึงได้ด้วยความสามารถพิเศษ) ฯลฯ วิธีปฏิบัติใหม่ ๆ นี้ปรากฏในคัมภีร์ที่เรียกรวม ๆ กันว่า “ตันตระ” หนึ่งศตวรรษถัดมา วิธีการใหม่ ๆ เหล่านี้จึงเป็นที่รู้จักกันในนาม “วัชรยาน” คำว่า “วัชร” หมายถึงเพชร หรือสายฟ้า ซึ่งนำมาใช้เป็นนัยของจิตที่ตื่นรู้ (enlightened) และไม่อาจทำลายได้ ชื่อของยานที่สามได้ค่อย ๆ เปลี่ยนจาก “มนตรยาน” มาเป็น “ตันตรยาน” และ”วัชรยาน” แม้คำทั้งสามจะใช้แทนกันได้ ทว่าแต่ละคำมีนัยที่แตกต่างกันบ้าง
เมื่อได้กล่าวถึงคำศัพท์บางคำมาบ้างแล้ว จะขอกล่าวถึงพระสมัญญาของพระพุทธเจ้าที่มีอยู่มากมายบางสมัญญา เช่น พระสมัญญาที่พบบ่อยคือ “ภควา” หรือ “พระผู้มีพระภาค” ซึ่งสื่อความหมายว่า พระองค์มีโชค เมื่อมุ่งหวังในโพธิญาณก็ทรงสมหวัง คำที่มักใช้เรียกพระองค์ในคัมภีร์ทั่วไปคือ “ตถาคต” (ตถตา หมายถึงความเป็นเช่นนั้น) ซึ่งสื่อความหมายที่ลึกลับว่า “ผู้เสด็จไปเช่นนั้น” และแสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างพระองค์กับธรรมชาติ หากใช้สมัญญาว่า “ศากยมุนี” จะเป็นการอ้างถึงชาติตระกูลของพระองค์ว่าทรงเป็น “มุนีแห่งวงศ์ศากยะ”
บทความนี้ตั้งชื่อว่าสามยานแห่งพุทธศาสนา แต่ก็อาจใช้คำว่า “ธรรมจักร” แทนคำว่ายานก็ได้ มหาวิทยาลัยสงฆ์ที่สำคัญเช่นมหาวิทยาลัยนาลันทา มีการสอนพุทธปรัชญาแบบสังเคราะห์ มองว่าคำสอนทั้งหมดรวมอยู่ในการเคลื่อนธรรมจักรทั้งสามครั้ง ครั้งแรกคือการประกาศคำสอนแบบหีนยาน เน้นเรื่อง “อริยสัจ 4” และ “อนัตตา” เป็นต้น การเคลื่อนธรรมจักรครั้งที่สองคือการประกาศคำสอนแบบมหายาน เน้นเรื่อง “สุญญตา”, “มรรคาพระโพธิสัตว์” ดังคำสอนที่ปรากฏใน ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร เป็นส่วนใหญ่ การเคลื่อนธรรมจักรครั้งที่สามคือการประกาศคำสอนแบบวัชรยาน เน้นเรื่องความจริงสูงสุด ด้วยท่าทีเชิงบวกมากกว่าจะบอกว่าทุกสิ่ง “ว่างเปล่า” เน้นเรื่อง “ตถาคตครรภ์” หรือการมีธรรมชาติพุทธะในตัวเราทุกคน สิ่งที่พ่วงเข้ามาคือตันตระ คำสอนในพระสูตรได้รับการสาธยายอย่างกระจ่างโดยนักปรัชญามหายานดังปรากฏใน ศาสตร์ ทั้งหลาย การศึกษาในมหาวิทยาลัยสงฆ์จึงมีศูนย์กลางอยู่ที่ ศาสตร์ มากกว่าการศึกษา พระสูตร แต่บรรดาศาสตร์ทั้งหลายก็ล้วนอ้างอิงถึงพระสูตรเป็นหลัก
พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ประสูติเมื่อประมาณ 2600 ปีมาแล้ว ความยาวนานของเวลาทำให้พุทธประวัติขาดหลักฐานอ้างอิงที่เก่าแก่พอและน่าเชื่อถือ คัมภีร์พระพุทธศาสนายุคต้น ๆ ไม่ได้เน้นเรื่องพุทธประวัติ หากให้ความสำคัญแก่คำสอนมากกว่า นักวิชาการกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าพุทธประวัติสำนวนแรกได้เรียบเรียงขึ้นเพื่อเป็นบทนำของคัมภีร์ ขันธกะ ที่ได้รับการชำระสมัยสังคายนาครั้งที่ 2 (ประมาณปี พ.ศ. 100) แต่ต้นฉบับหาไม่ได้แล้ว สันนิษฐานว่าพุทธประวัติที่เขียนขึ้นภายหลังได้ข้อมูลมาจากสำนวนแรกนี้เอง
แต่นักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งคิดว่า ในเมื่อไม่มีสำนวนแรกให้อ้างอิงอย่างจริง ๆ จัง ๆ นักปราชญ์สมัยก่อนจึงพัฒนาพุทธประวัติขึ้นมาโดยลำดับ ในยุคแรกเป็นการรวบรวมข้อมูลที่พบในพระสูตรและพระวินัย เรื่องราวในพระสูตรจะเน้นอดีตชาติ เหตุการณ์ที่นำไปสู่การตรัสรู้ การตรัสรู้ การจาริก และการเสด็จปรินิพพาน ในช่วงหลังยุคสมัยของพระเจ้าอโศก คัมภีร์บางเล่มได้เรียบเรียงพุทธประวัติอย่างอิสระ เขียนโดยนิกายในพุทธศาสนายุคต้น ๆ นั่นเอง และมีลักษณะที่ต่างจากจารีตเดิมหลายประการ อาทิ 1) การใช้ข้อมูลนอกพระพุทธศาสนา 2) การรวมเรื่องราวในอดีตชาติของพระองค์ (ชาดก) 3) การมีมิติเหนือมนุษย์และธรรมชาติในลักษณะที่เป็นอุตรภาวะ
มหายานยอมรับการเขียนพุทธประวัติแบบอิสระของยุคแรก แต่เถรวาทต่อต้านการเขียนพุทธประวัติแบบอิสระเช่นนี้
ในเรื่องวินัยสงฆ์ก็มีความแตกต่างระหว่างยานทั้งสามเช่นกัน เถรวาทถือวินัยสงฆ์อย่างเข้มงวด การมีเพศสัมพันธ์ การลักขโมย การฆ่ามนุษย์ การอวดอุตริมนุสธรรม ถือเป็นปาราชิก ต้องถูกถอดออกจากเพศบรรพชิตอย่างถาวร ในจารีตเดิมของมหายานและวัชรยาน ภิกษุ ภิกษุณี รวมทั้งฆราวาส ล้วนสมาทาน “ศีลพระโพธิสัตว์” อย่างเคร่งครัด แต่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา พระภิกษุในญี่ปุ่นเปลี่ยนจากการถือพรหมจรรย์ มาเป็นนักบวชที่แต่งงานได้เป็นส่วนใหญ่
ในสายวัชรยาน ธรรมาจารย์ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือ (สันสกฤตเรียกว่า คุรุ ทิเบตเรียกว่า ลามะ) อาจเป็นสงฆ์ที่ถือพรหมจรรย์ หรือเป็นฆราวาสที่มีครอบครัวก็ได้ เหล่าวัชราจารย์ผู้มีชื่อเสียง รู้จักกันในนามของ มหาสิทธา
ชาวพุทธมหายานไม่ค่อยยึดติดกับกรอบตัวอักษรที่มีผู้บอกว่าเป็นคำสอนของพระพุทธองค์ หากมุ่งไปยังเป้าหมายที่พระพุทธองค์ประสงค์มากกว่าคำพูด กล่าวคือ มุ่งไปที่ “พระจันทร์” มากกว่าที่ “นิ้วที่ชี้พระจันทร์” คัมภีร์มหายานไม่อ้างว่าเป็นพุทธวจนล้วน ๆ แต่เป็นข้อความที่ได้รับแรงดลใจจากพระพุทธองค์ บางตอนใช้ภาษาเหนือจริง หรือภาษาที่ขัดแย้งในตัวเอง
ในยุคต้น มหายานมีการจัดระบบคำสอนแบบค่อยเป็นค่อยไป เป็น “กระบวนการ” ที่มีอัตลักษณ์ของตน โดยมีนัยว่า “ทุกคนสามารถเป็นพระพุทธเจ้าได้” แต่การที่พระพุทธเจ้าไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำสอนเช่นนี้ คงเป็นเพราะพระองค์เกรงว่าผู้คนอาจสับสน จึงเริ่มต้นด้วยการสอน อริยสัจ 4 เพื่อให้สาวกเริ่มตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุนิพพานด้วยการเป็นพระอรหันต์ กระนั้น เป้าหมายเช่นนี้มีแง่มุมของการขาดความกรุณา เพราะปรารถนาที่จะหลีกหนีวัฏสงสารไปแต่พอตัว หลังจากที่ทรงเน้นเรื่องอริยสัจ 4 แล้ว พระองค์จึงใช้ “กุศโลบาย” โดยแสดงวิธีการเป็น 3 วิธี คือ สาวกยาน (ที่มุ่งความเป็นพระอรหันต์) ปัจเจกพุทธยาน (ที่มุ่งการบรรลุสัมโพธิญาณ หรือการตรัสรู้โดยไม่เผยแผ่พระธรรมคำสอน) และโพธิสัตวยาน (ที่อาศัยการตรัสรู้เพื่อการหลุดพ้นของสรรพสัตว์) ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติธรรมมีทางเลือกที่สอดคล้องกับจริตและความต้องการของตน
คำสอนหลักของมหายาน นอกจากเรื่อง “ความว่าง” ที่อยู่ในปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรดังที่กล่าวมาแล้ว ยังมีอยู่ใน “สัทธรรมปุณฑริกสูตร” ที่สอนว่าเรามีธรรมชาติพุทธะ (ตถาคตครรภ์) อยู่ในตัว สาวกเกือบทุกรูปจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตอันไกลใน “พุทธเกษตร” (แดนของพระพุทธเจ้า)
วัชรยานมีอุบายคำสอน (อุปายโกศล) ในการสอนกรรมฐานที่กล่าวว่าได้ผลเร็วกว่า มีวิธีการสอนแบบรหัสยะ (คำสอนลับ) ตามที่บอกไว้ในคัมภีร์ตันตระ ที่แพร่หลายในอินเดียตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 และพัฒนาโดยกลุ่มโยคี (มหาสิทธา) ซึ่งส่วนใหญ่มีชีวิตในสมัยราชวงศ์ปาละ (ค.ศ. 750-1120) ในมหายาน กระบวนการบรรลุพุทธภาวะอาจยาวนานจนมิอาจประมาณได้ แต่ในวัชรยาน เราอาจตั้งจิตปรารถนาที่จะบรรลุพุทธภาวะในหนึ่งชาติ ผ่านสายสัมพันธ์แบบตันตระระหว่างคุรุกับศิษย์ ต่อมาวัชรยานได้แพร่หลายสู่ทิเบตในศตวรรษที่ 8-11 โดยเน้นความจริงสูงสุดในเชิงบวก ไม่เพียงแต่จะบอกว่าทุกสิ่งว่างเปล่า แต่ยังบอกด้วยว่า สุดท้ายแล้วทุกอย่างคือจิต และคุณภาพของจิตคือการปรารถนาที่จะหลุดพ้น
พุทธศาสนายังสอนในทาง “โลก” ด้วย เช่น เรื่องการปกครองที่ดี มีคำสอนว่าการปกครองที่ดีทำให้รัฐมีความมั่นคง ดังตัวอย่างการปกครองของชาววัชชี พระพุทธองค์ตรัสแก่อานนท์ว่า ตราบใดที่ “พวกเจ้าวัชชีหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ ประชุมกันมากครั้ง พวกเจ้าวัชชีพึงหวังได้แต่ความเจริญอย่างเดียว ไม่มีความเสื่อมเลย” ในทางตรงกันข้ามการปกครองที่ฉ้อฉลจะก่อผลเสียแก่สังคมและธรรมชาติ ดังคำกล่าวที่ว่า “ผู้ใดได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ ถ้าผู้นั้นประพฤติไม่เป็นธรรม ประชาชนชาวเมืองก็จะประพฤติไม่เป็นธรรมไปด้วย”
ใน จักกวัตติสูตร มีเรื่องเล่าสอนใจกษัตริย์อยู่ว่า พระเจ้าทัฬหเนมิครองราชย์โดยธรรม วันหนึ่งทรงเรียกราชบุรุษคนหนึ่งมาตรัสว่า “ในขณะที่ท่านเห็นจักรแก้วอันเป็นทิพย์ถอยเคลื่อนจากที่ตั้ง พึงบอกแก่เราทันที” เวลาผ่านล่วงไปหลายปี ราชบุรุษมาบอกพระองค์ว่า “จักรแก้วอันเป็นทิพย์ถอยเคลื่อนจากที่ตั้งแล้ว” ท้าวเธอจึงเรียกโอรสองค์ใหญ่มาตรัสว่า เมื่อจักรแก้วเคลื่อนจากที่ตั้งพระองค์จะทรงพระชนม์อยู่ได้ไม่นาน จึงมอบให้โอรสปกครองแผ่นดินต่อไป ส่วนพระองค์ออกจากเรือนแล้วบวชเป็นบรรพชิต เมื่อโอรสได้รับมูรธาภิเษกได้ไม่นาน ราชบุรษก็มากราบทูลว่า “จักรแก้วอันเป็นทิพย์ได้อันตรธานไปแล้ว” ท้าวเธอทรงเสียพระทัย จึงเสด็จไปหาพระบิดาที่บวชอยู่ ซึ่งตรัสสอนลูกว่า “จักรแก้วอันเป็นทิพย์หาใช่เป็นทรัพย์สมบัติที่เป็นมรดกสืบมาจากบิดาของเจ้าไม่ ขอให้ลูกปฏิบัติจักรวรรดิวัตรอันประเสริฐเถิด” กษัตราธิราชรับสนองพระราชดำรัส ครั้นแล้วไม่นาน จักรแก้วก็ปรากฏคืนมา ต่อมาอีกหลายช่วงการสืบราชสมบัติ ราชาธิราชองค์ใหม่ไม่ไปขอคำแนะนำจากบิดาที่ออกผนวช อีกทั้งไม่ปฏิบัติจักรวรรดิวัตรอันประเสริฐ จักรแก้วก็อันตรธานไปไม่คืนกลับ และจักรวรรดิก็ถึงซึ่งความเสื่อมในรัชสมัยของพระองค์
ใน จักกวัตติสูตร เช่นกัน มีคำเตือนว่า เมื่อพระมหากษัตริย์ไม่พระราชทานทรัพย์แก่คนที่ไม่มีทรัพย์ ความขัดสนก็แพร่หลาย เมื่อความขัดสนแพร่หลายก็จะเกิดการขโมย เมื่อการขโมยแพร่หลายศาตราก็แพร่หลาย เมื่อศาสตราแพร่หลายการฆ่าสัตว์ก็แพร่หลาย ศีลธรรมก็ถดถอย อายุขัยก็ถอยลง
ใน อารยสัตยกปริวรรต มีข้อความว่า “ไม่ถูกต้องที่จะประหาร ทำลายอวัยวะ หรือตัดแขนตัดขาที่ไม่อาจงอกใหม่ได้ การลงโทษประชาชนเช่นนี้ไม่สมควรอย่างยิ่ง ทั้งยังเป็นการทำลายขวัญ และทำให้ผู้คนขยะแขยง นี่มิใช่วิถีของผู้ปกครองที่ทรงธรรม”
ในคำสอนของคุรุนาคารชุนว่าด้วยหลักการุณยธรรมของพระราชา มีข้อความว่า “อย่าได้มีโทษประหารหรือล่ามโซ่ตรวน อย่าทรมาน (อาชญากร) แม้พวกเขาสมควรได้รับโทษ ขอให้ปฏิบัติต่อเขาด้วยความกรุณา และจงอาทรคนเหล่านั้นเสมอ”
ใน โพธิสัตวภูมิ มีข้อความว่า “หากมีพระราชาหรืออำมาตย์ ผู้ซึ่งกระทำโหดร้ายต่อผู้อื่น และใช้อำนาจทั้งหมดที่ตนมีไปในการกดขี่ข่มเหงผู้อื่น พระโพธิสัตว์ควรใช้อำนาจปลดเขาออกจากตำแหน่งโดยไม่ควรลังเล กุศลกรรมเป็นอันมากจะบังเกิดจากการกระทำที่ทำไปด้วยความเห็นอกเห็นใจเป็นที่ตั้ง และด้วยเจตนาที่จะยังประโยชน์และนำความสุขมาสู่ผู้อื่น”
พุทธศาสนาในอินเดียได้แผ่ขยายออกไปนอกอินเดียใน 3 พื้นที่ พุทธศาสนาสายใต้ได้แผ่คำสอนแบบเถรวาทโดยมีคำสอนมหายานสอดแทรกอยู่บ้างไปทางใต้ โดยเฉพาะที่ศรีลังกา พม่า ไทย กัมพูชาและลาว พุทธศาสนาในเอเชียตะวันออกได้เผยแผ่คำสอนมหายานไปยังจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และเวียดนามเป็นสำคัญ พุทธศาสนาในเอเชียกลางได้รับการถ่ายทอดคำสอนวัชรยานมายังทิเบต เนปาล ภูฏาน และมองโกเลีย เป็นต้น ในคริสต์ศตวรรษที่ 19-20 พระพุทธศาสนาได้แผ่ขยายเข้าไปในยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาสู่บางส่วนของอินเดีย ในปัจจุบัน ชาวพุทธเถรวาทมีประมาณ 150 ล้านคน ชาวพุทธมหายานแบบเอเชียตะวันออกมีประมาณ 360 ล้านคน ชาวพุทธวัชรยานมีประมาณ 18 ล้านคน ชาวพุทธนอกเอเชียประมาณ 7 ล้านคน รวมชาวพุทธทั้งโลกประมาณ 535 ล้านคน
โคทม อารียา

