สิ่งที่จะอธิบายนั้นมาจากแนวคิดที่กำลังเป็นที่อภิปรายถกเถียงกันทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ทั้งที่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ซึ่งได้แก่การทำให้ตำรวจเป็นกองกำลังทหาร (militarization of the police)
แปลง่ายๆ กว่านั้นก็คือ การทำให้ตำรวจเป็นนักรบ
และประเทศไทยเนี่ยน่าจะเป็นประเทศที่มีปรากฏการณ์นี้มานานแล้ว
และถ้าเข้าใจเรื่องการทำให้ตำรวจกลายเป็นทหาร ก็จะเข้าใจได้ว่าการสลายการชุมนุมในช่วงเอเปคของตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) ทำนั้นเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจอะไร
และยิ่งเข้าใจในรายละเอียดแล้วจะยิ่งเข้าใจมากขึ้นไปอีกว่าการพูดถึงการปฏิรูปตำรวจเป็นเรื่องที่ตลกมาก เพราะนอกจากไม่เคยทำได้แล้ว ยังไม่เคยรู้ว่าตำรวจไทยนั้นควรถูกเข้าใจและนิยามว่าอย่างไร
ในหลายประเทศทั่วโลก ตำรวจถูกแยกจากทหารอย่างชัดเจน แต่อย่างบ้านเรา ตำรวจเป็นกองทัพมาตั้งนานแล้ว ทั้งที่ในยุคแรกนั้นไม่ใช่
เรื่องที่เข้าใจง่ายๆ สองส่วนของตำรวจไทย ก็คือตำรวจถูกนับไปนั่งในเหล่าทัพเมื่อทำรัฐประหารมานานแสนนานแล้ว
และไม่นับว่าเมื่อมีโรงเรียนเตรียมทหาร ตำรวจก็เป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนเตรียมทหารไปด้วย
อธิบายคำว่าการทำให้ตำรวจเป็นทหาร หรือทำให้ตำรวจเป็นนักรบได้อย่างไร
คำตอบก็คือ การทำให้ตำรวจเป็นนักรบนั้นประกอบด้วยสองส่วน ส่วนแรกคือส่วนที่เข้าใจกันง่ายๆ คือการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ และสำนักงานตำรวจ ใช้ทั้ง “ยุทโธปกรณ์” และ “ยุทธวิธี” ทางการทหารในการทำงาน ที่มักจะเข้าใจกันง่ายๆ ว่านี่คือการทำให้ตำรวจมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพราวกับไปทำสงคราม
แต่ส่วนที่สองที่ซับซ้อนไปอีกขั้นก็คือการทำที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ และวัฒนธรรมขององค์กรตำรวจเองนั้นมี “โลกทัศน์” ในแบบเดียวกับกองทัพ คือเป็นนักรบ
อย่างที่กรมพระยาดำรงค์ราชานุภาพเคยบัญญัติไว้ว่า ทหารก็คือ enemy fighter หรือนักรบนั่นเอง
อธิบายง่ายๆ เราไม่เคยเข้าไปตีความเรื่องคำว่าการพิทักษ์สันติราษฎร์ของตำรวจไทยอย่างจริงจังว่า การเรียน การสอน การหล่อหลอมในองค์กรของเขาคืออะไร และต่างหรือเหมือนกองทัพอย่างไร
การพูดถึง enemy fighter หรือนักรบ ซึ่งแปลง่ายกว่านั้นก็คือ ผู้ต่อสู้กับศัตรู มีเงื่อนไขที่สำคัญคือการสร้าง หรือการกำหนดนิยามว่าใครคือ ศัตรู นั่นเอง
ลองค้นไปที่ตัวแบบตำรวจที่สำคัญของโลกอย่างอังกฤษ กว่าจะลงตัวเป็นตัวแบบที่ขึ้นชื่อในแง่ของการได้รับการยอมรับจากประชาชนก็ล่วงเลยมาจนถึงศตวรรษที่สิบเก้า ภายหลังการจัดตั้งสำนักงานตำรวจนครบาลมหานครลอนดอนตามพระราชบัญญัติฉบับใหม่เมื่อปี ค.ศ.1829
แม้ว่าจะมีการนำระบบยศตำแหน่งและลำดับชั้นมาใช้เยี่ยงทหาร และมีอดีตทหารมากำกับดูแล แต่ก็ห้ามพกอาวุธและมีอำนาจที่จำกัด ที่สำคัญคือให้มุ่งเน้นการทำงานกับประชาชนที่ตัวเองต้องปกป้อง และต้องปฏิบัติกับประชาชนด้วยความเคารพ การป้องกันอาชญากรรมมีความสำคัญกว่าการปราบปรามอาชญากรรม คือต้องได้รับการยอมรับจากประชาชนโดยต้องเข้ามาทำหน้าที่อื่นด้วย จะได้ใกล้ชิดกับประชาชน เช่น การเฝ้ายาม การดูแลแสงสว่างที่ถนนหนทาง การบอกเวลา การเฝ้าระวังเหตุเพลิงไหม้และการให้บริการสาธารณะอื่นๆ (Britannica, The Development of Professional Policing in England) หรือตีความง่ายๆ คือการสร้างระบบชุมชนสัมพันธ์ มากกว่าการรักษากฎหมายคือรักษาความสัมพันธ์กับประชาชน และชุมชน รักษาความสงบมากกว่ารักษากฎหมายโดยเชื่อว่ากฎหมายกับความสงบของชุมชนเป็นเรื่องเดียวกัน
ในส่วนของสหรัฐอเมริกาเอง ปัจจุบันนั้นมีการพูดถึงเรื่องของการทำให้ตำรวจเป็นนักรบมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมองว่าเริ่มต้นในยุคของการต่อต้านการก่อวินาศกรรม ค.ศ.2001 รวมไปถึงเรื่องของการใช้ความรุนแรงในการ (กด) ปราบปรามคนผิวสีในเมืองต่างๆ ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา จนถึงขั้นที่มีการรณรงค์เรื่องของ Black Lives Matter
แต่ถ้าลองพิจารณาในอีกมุมหนึ่ง จากข้อมูลของ American Civil Liberties Union (ACLU) ซึ่งก็เป็นกลุ่มรณรงค์ในเรื่องของสิทธิพลเมืองของสหรัฐอเมริกา เขาได้ชี้ให้เห็นว่าลักษณะของการทำให้ตำรวจเป็นนักรบหรือกองทัพ/กองกำลังอาจจะย้อนกลับไปตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เมื่อเกิดความหวาดกลัวเรื่องของการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ในรัสเซียว่าจะขยายมาถึงอเมริกา
ทางการอเมริกาเมื่อ 1919 ก็เริ่มมีการจับกุมและเนรเทศพวกที่ถูกมองว่าหัวรุนแรงออกไปเป็นพันๆ คน ที่ถูกจับกุม ตรวจค้นโดยไม่มีหมายจับและไม่คำนึงถึงหลักการคุ้มครองเสรีภาพในรัฐธรรมนูญ การคุมขังคนเหล่านี้ก็อยู่ในสภาพที่แย่ จนเป็นที่มาทำให้ ACLU และในวันนี้ในเว็บไซต์ของ ACLU ก็จัดทำชุดประเด็นในเรื่องของการทำให้ตำรวจเป็นนักรบในสหรัฐอเมริกาไว้โดยเฉพาะ เพื่อติดตามกระแสความเปลี่ยนแปลงนี้ไปพร้อมๆ กัน (https://www.aclu.org/issues/criminal-law-reform/reforming-police/police-militarization)
โดยสรุป ACLU ชี้ว่าสิ่งที่เป็นประเด็นท้าทายของการทำให้ตำรวจเป็นนักรบในปัจจุบันในสหรัฐอเมริกาก็คือเรื่องที่เห็นว่าตำรวจใส่หมวกกันน็อกและหน้ากาก แล้วใช้อาวุธที่มีสมรรถนะในการทำลายล้างสูง ในการปราบปรามผู้ประท้วง ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายๆ ที่นี้มีความเชื่อมโยงกัน คือแนวโน้มของการทำให้ตำรวจเป็นกองทัพทั่วประเทศ ผ่านการที่มีโครงการในระดับสหพันธรัฐ ที่จัดหายุทโธปกรณ์การรบของทหาร และการเปิดให้มีการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของหน่วยตำรวจเอง รวมถึงการมีเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบที่มีการใช้อาวุธปืนที่มากกว่าความจำเป็นในการรักษาความสงบในระดับชุมชนของตำรวจ การส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจในชุดเหล่านี้ออกไปปฏิบัติการในสถานการณ์ที่ยังไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น อาจนำไปสู่การยกระดับสู่ความรุนแรงได้ ตัวอย่างสำคัญ เช่น เอาหน่วยสวาทออกไปตรวจค้นยาเสพติดทั้งที่หน่วยสวาทมีไว้ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความรุนแรง
ความสำคัญในอีกด้านหนึ่งของการทำให้ตำรวจเป็นนักรบมากกว่าผู้คุ้มครองประชาชนและชุมชน ก็คือเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทรรศนะของตำรวจเองว่าพวกเขากำลังอยู่ในสถานการณ์สงครามกับผู้คนและชุมชน มากกว่าการเป็นผู้รับใช้ประชาชนที่คอยรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนและชุมชน
อธิบายง่ายๆ ก็คือ ตำรวจกลายเป็นนักรบที่รบกับประชาชนมากกว่านักรบของประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ
ในสหรัฐอเมริกาเองในยุคของ ทรัมป์ มีความพยายามที่จะสื่อสารกับประชาชนว่ามีความจำเป็นที่จะต้องใช้กำลังทหารในการตอบโต้ต่อการชุมนุมสาธารณะได้ โดยเฉพาะเมื่อการชุมนุมนั้นปะทะกับตำรวจ อย่างไรก็ตาม ข้อวิจารณ์ที่มีต่อทรัมป์ยังรวมไปถึงอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เจมส์ แมททิส ที่ชี้ว่า เราจะต้องปฏิเสธความคิดที่มองว่าเมืองของเขานั้นเป็นพื้นที่แห่งการสู้รบที่จะต้องเอากำลังทหารมาควบคุม ตามที่เชื่อว่าเมื่อเอาวิธีการใช้กำลังแบบทหารมาจัดการจะเป็นการสร้างความสงบและจัดระเบียบได้
ความกังวลในเรื่องของการทำกองทัพให้เป็นนักรบนั้นเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากในเรื่องนอกเหนือไปจากมิติทางกายภาพที่ความรุนแรงและความเสียหายจะเกิดขึ้นได้ มาสู่มิติของ วัฒนธรรมของการทำให้ตำรวจเป็นนักรบ ซึ่งหมายถึงการที่ตำรวจมองความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขาเองกับชุมชนในฐานะคู่ขัดแย้ง และมองว่าคนในชุมชนนั้นๆ เป็นผู้ต้องสงสัยในการก่ออาชญากรรม หรือมองว่าเป็นอาชญากรไปแล้ว จึงลงมือได้ขนาดนั้น หรือถ้าจะพูดให้ชัดก็คือ ตำรวจมองว่าตนเองออกไปรบในสงคราม (Regan, Mitt. 2020/2021. Citizens, Suspects, and Enemies: Examining Police Militarization. Texas National Security Review. 4:1 (winter): 97-130)
เรื่องของการมองประชาชนเป็นอาชญากรโดยไม่มีขั้นตอนในการปฏิบัติที่คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพอย่างเพียงพอ และการใช้ยุทโธปกรณ์แบบทหารนั้นอาจจะถูกกล่าวอ้างจากตำรวจ โฆษกตำรวจ หรือกองเชียร์ของตำรวจ และรัฐบาลได้เสมอว่าพวกเขาไม่ได้ทำเช่นนั้น เขาทำจากเบาไปหาหนัก เขาไม่ได้ใช้กระสุนจริง แต่ใช้ “กระสุน” ยาง และ “ระเบิด” แก๊สน้ำตา (ควัน)
ยังไม่นับว่าการพูดเรื่องของการทำให้ตำรวจเป็นนักรบในโลกนั้น มันยังเกี่ยวข้องเหนือจากยุทโธปกรณ์ทางทหาร ไปสู่การสร้างหน่วยที่มีลักษณะคู่ขนาน หรือเสมือนทหาร (paramilitary) อย่างกองกำลังการควบคุมจลาจล กองกำลังควบคุมฝูงชน หรืออย่างบ้านเรามีกองกำลังตำรวจตระเวนชายแดนมานานแล้ว และเคยมีบทบาทปราบปรามการชุมนุมที่นำไปสู่การสูญเสียมาตั้งแต่ยุคตุลาคม พ.ศ.2519
แต่สิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากคือ ทัศนคติและโลกทัศน์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเองว่า ในสถานการณ์นั้นพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ และคนที่สั่งการ เขากำลังทำอะไรอยู่
เรื่องเหล่านี้ก็ได้แต่พูดว่า ถ้าหันมามองสถานการณ์ในประเทศไทยเอง คำว่าปฏิรูปตำรวจเองนั้นคงไม่เคยเป็นเรื่องที่เป็นไปได้อย่างแน่นอน
ผมคงจะจบบทความแต่เพียงแค่นี้ ในส่วนที่เหลือจะขอให้เพียงข้อมูลที่ไม่ผ่านการวิเคราะห์ใดๆ ให้ท่านผู้อ่านพิจารณาว่าการสร้างตำรวจเป็นนักรบในประเทศไทย มีระดับความเข้มข้น และความสำคัญในระดับไหน
ในเว็บไซต์กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (http://pccd.metro.police.go.th) ได้ระบุประวัติของหน่วยงานว่า “7 กันยายน 2552 จัดตั้งกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน ตามพระราชกฤษฎีกา แบ่งส่วนราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2552 ลงวันที่6 กันยายน 2552 มีภารกิจในการถวายอารักขาและรักษาความปลอดภัย แด่องค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ พระราชอาคันตุกะ และมีภารกิจควบคุมฝูงชน”
อธิบายง่ายๆ ว่า หน่วยงานนี้มีภารกิจหลักสองส่วนแบ่งแยกกัน การควบคุมฝูงชนมีอยู่สองหน่วยย่อย ข้อมูล กก.ควบคุมฝูงชน 1 ไม่มี มีแต่หน่วยที่ 2 ที่มี facebook หลักในการอัพเดตภารกิจต่างๆ (https://www.facebook.com/profile.php?id=100069387271856)
ถ้าย้อนกลับไปดูประวัติของการควบคุมจลาจลในประเทศไทยโดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าไม่ใช่การใช้กองกำลังทหาร อาจจะต้องพิจารณาที่ 19 กันยายน พ.ศ.2518 เมื่อ พล.ต.ท.ณรงค์ มหานนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มให้กองกำกับการรถวิทยุ และศูนย์รวมข่าว (กก.วศน.) จำนวน 2 กองร้อยให้มีหน้าที่ในการระงับ ป้องกัน และปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องและประท้วง โดยจัดรูปแบบกองร้อยปราบจลาจล เพื่อแบ่งเบาภาระของสถานีตำรวจนครบาล
ต่อมากรมตำรวจได้เห็นความสำคัญของกองร้อยปราบจลาจลนี้ จึงปรับโครงสร้างใหม่ให้เป็นกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ รวมกองกำกับการรถวิทยุและศูนย์รวมข่าว กองกำกับการรักษาสถานที่ กองกำกับการสุนัขตำรวจ และกองกำกับการม้าตำรวจ เข้าด้วยกันเมื่อ 9 มกราคม 2519 เป็นกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ โดยมีกองกำกับการป้องกันและปราบปรามจลาจล (กก.ปจ.) กำเนิดขึ้นเมื่อ 20 เมษายน 2519 (ปิติพร ภูมิสามพราน. 2547, ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการควบคุมฝูงชนของเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจล: ศึกษาเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจล กองกำกับการป้องกันและปราบปรามจลาจล กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจนครบาล สารนิพนธ์หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (การบริหารงานยุติธรรม) คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
อธิบายง่ายๆ เดิมก่อนจะเป็นกองกำกับการควบคุมฝูงชนก็คือกองป้องกันและปราบปรามจลาจล สังกัด 191 นั่นแหละครับ
อีกข้อมูลที่น่าสนใจก็คือ ตัวพระราชบัญญัติผู้อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ พ.ศ.2519 ได้วางการแต่งตั้งผู้อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศให้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่สามารถสั่งการทุกเหล่าทัพรวมทั้งตำรวจและข้าราชการพลเรือนได้ และมีคำสั่ง 4/2527 ลงวันที่ 4 ก.ย.2527 ให้ผู้บัญชาการทหารบกเป็นผู้บัญชาการกองกำลังพระนครมีอำนาจเช่นเดียวกับ ผบ.สูงสุดที่ดูในระดับประเทศ (เพิ่งอ้าง)
ประเด็นสำคัญคือ เมื่อมีการจัดตั้งกองกำลังพระนครแล้ว ในภาพรวมจะมีแผนเฉพาะที่เรียกว่า แผนไพรีพินาศ 33 และของกรมตำรวจเรียกว่าแผนดุลชัย 33 ต่อมาในสมัยอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกฯ มีการยกเลิกระบบกองกำลังรักษาพระนคร แล้วให้ใช้เจ้าหน้าที่รัฐปกติ ทั้งนี้ กรมตำรวจจึงปรับแผนเป็นกรกฎ 37 โดยสาระสำคัญ ได้แก่ การให้เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่เข้าระงับเหตุการณ์ไม่สงบและแก้ไขปัญหาเบื้องต้น แล้วให้รายงานไปที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งเป็นหน่วยหลักในการวางแผนแก้ไขปัญหา และสามารถเพิ่มเติมด้วยกำลังตำรวจภูธรและตำรวจตระเวนชายแดนได้ในกรณีจำเป็น (เพิ่งอ้าง)
ในกรอบกฎหมายก่อนการจัดตั้ง คฝ. โดยเฉพาะในแผนกรกฎ 41 หากมีเหตุขึ้นให้รายงานให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในฐานะผู้อำนวยการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนกรุงเทพมหานครและกระทรวงมหาดไทยทราบ เพื่อสั่งการในการแก้ปัญหาต่อไป (เพิ่งอ้าง)
คำถามที่ตามมาก็คือ ในเงื่อนไขกฎหมายของ คฝ.ในปัจจุบัน โครงสร้างการสั่งการได้เปลี่ยนแปลงจากแผนกรกฎ 41 เพียงไหน ณ เวลาที่เขียนงานชิ้นนี้ยังไม่สามารถหาคำตอบได้
ส่วนข่าวเรื่องยุทโธปกรณ์สำคัญที่ คฝ.จัดซื้อในปีที่ผ่านมารายงานจากประชาไท ที่อ้างอิงจากเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ พบว่ามีจำนวนกว่า 300 ล้านบาทเมื่อปี พ.ศ.2564 โดยกองสรรพาวุธ สำนักงานส่งกำลังบำรุง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยแพร่แผนการประกาศจัดซื้อจัดจ้างเครื่องมือควบคุมฝูงชนในการชุมนุมสาธารณะหลายรายการ ประจำปีงบประมาณ 2564 มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท โดยมีแผนจัดซื้อจัดจ้างเครื่องมือควบคุมฝูงชนในการชุมนุมสาธารณะหลายรายการ อาทิ ลวดหนามหีบเพลง จำนวน 1,000 ชุด งบประมาณ 2,664,000 บาท, รถปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยในการชุมนุม จำนวน 5 คัน งบประมาณ 87,950,000 บาท, โครงการจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ควบคุมฝูงชนในการชุมนุมสาธารณะ รายการ โล่ใส จำนวน 18,534 โล่ งบประมาณ 60,050,160 บาท, โครงการจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ควบคุมฝูงชนในการชุมนุมสาธารณะ รายการ ชุดป้องกันสะเก็ด จำนวน 16,620 ชุด งบประมาณ 54,181,000 บาท
โครงการจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ควบคุมฝูงชนในการชุมนุมสาธารณะ รายการ หมวกปราบจลาจล จำนวน 15,781 ใบ งบประมาณ 59,336,560 บาท, โครงการจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ควบคุมฝูงชนในการชุมนุมสาธารณะ รายการ กระบองยาง หรืออุปกรณ์ใช้ตี (Baton) จำนวน 16,620 อัน งบประมาณ 17,617,200 บาท และเครื่องรบกวนสัญญาณคลื่นความถี่วิทยุแบบติดตั้งบนยานพาหนะ จำนวน 7 เครื่อง งบประมาณ 34,828,500 บาท (https://prachatai.com/journal/2020/11/90343)

