เมื่อพ.ศ.2536 นายฮุน เซน พ่ายแพ้การเลือกตั้งทั่วไปของประเทศกัมพูชา แต่ประกาศไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง แล้วใช้วิธีบีบบังคับจนได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของกัมพูชาร่วมกับสมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ หัวหน้าพรรคฟุนซินเปกที่ชนะการเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 ของประเทศ
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยได้ให้ความเห็นว่าการที่กัมพูชามีนายกรัฐมนตรี 2 คนพร้อมกันนั้นไม่ได้แปลกประหลาดอะไรเพราะในสมัยกรุงศรีอยุธยาต่อมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ประเทศไทยก็มีการปกครองโดยมีอัครเสนาบดี 2 คนคือ สมุหพระกลาโหมกับสมุหนายก ซึ่งก็เทียบเท่ากับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั่นเอง
เดิมทีการปกครองภายในราชธานีในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น มีตำแหน่งเสนาบดีที่สำคัญอยู่ 4 ตำแหน่ง เรียกว่า จตุสดมภ์ คือ เสนาบดีกรมเวียง เสนาบดีกรมวัง เสนาบดีกรมคลัง และเสนาบดีกรมนา จนถึงสมัย สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 8 แห่งอาณาจักรอยุธยาสมัยราชวงศ์สุพรรณภูมิ ผู้ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.1991-2031 ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองโดยแบ่งขุนนางและไพร่พลตลอดพระราชอาณาจักรออกเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร โปรดให้ตั้งกรมมหาดไทยขึ้น โดยมีสมุหนายกเป็นเจ้ากรม และเป็นหัวหน้าข้าราชการฝ่ายพลเรือน มีหน้าที่ดูแลกิจการฝ่ายพลเรือน ในหัวเมืองต่างๆ ทุกเมือง รวมทั้งเสนาบดีจตุสดมภ์ด้วย ทรงตั้งกรมพระกลาโหม มีสมุหพระกลาโหมเป็นเจ้ากรม และหัวหน้าราชการฝ่ายทหาร มีหน้าที่ดูแลกิจการฝ่ายทหาร ในราชธานี และทุกหัวเมือง ทั้งสมุหนายกและสมุหกลาโหมมีฐานะเป็นอัครเสนาบดี และเป็นประธานในคณะลูกขุนฝ่ายทหารและพลเรือน ในยามศึกสงครามทั้งทหารและพลเรือน ต่างต้องทำหน้าที่ในการสู้รบป้องกันบ้านเมืองเช่นเดียวกัน ดังนั้น คำกล่าวของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์จึงไม่เกินเลยจากความจริงนัก
เรื่องนี้ทำให้ผู้เขียนระลึกได้ว่าเคยได้อ่านพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2 ฉบับของ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) เห็นว่าสนุกดีแบบว่าเกี่ยวกับอัครเสนาบดีหรือนายกรัฐมนตรีสมัย ร.2 ตีกันซึ่งคิดว่าเข้ากับบรรยากาศทางการเมืองของไทยสมัยใกล้เลือกตั้งทั่วไปในเร็ววันนี้เป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดลงไปบ้างนะครับ
เหตุเกิดในวันงานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าหญิงประไพวดี กรมหลวงเทพยวดี ซึ่งเป็นน้องสาวร่วมท้องเดียวกันกับรัชกาลที่ 2 ทางราชสำนักได้สร้างพระเมรุ ณ ท้องสนามหลวงและจัดให้มีการมหรสพถึงสี่วันสี่คืน เพื่อผู้คนจะได้ออกทุกข์คลายเศร้าไปด้วยกัน และในออกพระเมรุคราวนี้ที่ เจ้าพระยามหาเสนา (บุญสังข์) สมุหพระกลาโหมได้นั่งแคร่พาภรรยาน้อยไปดูมหรสพตามประสาคน
มีเมียสาว ครั้นเมื่อดูมหรสพจนพอใจแล้ว เจ้าพระยามหาเสนาพร้อมด้วยขบวนบ่าวไพร่ก็เดินทางกลับ โดยจะผ่านเข้าประตูวิเศษไชยศรี มาออกประตูรัตนพิศาล มาลงเรือที่ท่าขุนนางเพื่อกลับบ้าน
แต่การรอเรือที่จะเข้าเทียบท่าแต่ละลำนั้นช้านักทำให้มีคนอออยู่ตั้งแต่บริเวณประตูวังแบบคนติด ทำให้แคร่เจ้าพระยามหาเสนาและบ่าวไพร่ไม่สามารถไปไหนได้ แต่ก็มีขบวนของแคร่ เจ้าพระยาอภัยภูธร (น้อย) ผู้เป็นสมุหนายกนั่งแคร่มาคนเดียวไม่มีเมียน้อยมาด้วยคงจะรีบลงเรือกลับบ้านโดยเร็วได้เบียดแซงคิวไปก่อน ทำให้เจ้าพระยามหาเสนาไม่พอใจแบบว่าทำแบบนี้ได้อย่างไร จึงเกิดการวิวาทกันขึ้น ทั้งทนายหน้าหอลงไปทั้งบ่าวไพร่ของท่านอัครเสนาบดีทั้งสองเข้าชกต่อยตะลุมบอนกันยกใหญ่ คนของเจ้าพระยามหาเสนาไปแย่งเอากระบี่เครื่องยศฝักทองของเจ้าพระยาอภัยภูธรมาได้ด้วย
เจ้าพระยาอภัยภูธรเองเมื่อตอนเข้ารับราชการครั้งแรกก็ได้เป็นพระอนุชิตราชา จางวางกรมพระตำรวจขวาในรัชกาลที่ 1 ท่านจึงมีบุตรหลานเป็นเจ้ากรมปลัดกรมตำรวจอยู่หลายนาย เมื่อส่งเสด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้าพระมหามณเฑียรแล้วทราบข่าวว่ามีเรื่องวิวาทหมู่กันและทางฝ่ายเจ้าพระยาอภัยภูธรถูกแย่งกระบี่เครื่องยศประจำตำแหน่งไปด้วย บรรดาลูกหลานตำรวจของท่านสมุหนายกก็วิ่งตามขบวนของเจ้าพระยามหาเสนาไปที่ท่าน้ำขุนนางจึงเกิดการวิวาทอีกครั้งหนึ่ง ชกต่อยตะลุมบอนกันอีกยกหนึ่ง ฝ่ายเจ้าพระยาอภัยภูธรก็ได้เครื่องยศกลับคืนมา ทั้งสองฝ่ายต่างเจ็บเนื้อเจ็บตัวแบกหามกลับที่พักไปอย่างสะบักสะบอมโดยเฉพาะเมียน้อยของเจ้าพระยามหาเสนาก็พลอยฟ้าพลอยฝนโดนเล่นงานไปด้วย
เจ้าพระยามหาเสนาได้กราบบังคมทูลกล่าวโทษเจ้าพระยาอภัยภูธรต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 2 ร.2 จึงโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ และ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพ เป็นตระลาการชำระความ และผลการที่ชำระกันนั้นก็เป็นแต่เพียงการล้อเจ้าพระยามหาเสนาเล่นเท่านั้นเอง
เท่านั้นเอง จริงๆ ถ้าไม่เชื่อโปรดอ่านพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 1-4 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) จากห้องสมุดดูได้ครับ
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

