หน้าแรก คอลัมนิสต์ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : บทสรุปของโซเชียลมีเดีย โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

28.11.22 | 13:59 น.
(ภาพ-Pixabay)

วิวัฒนาการของเครือข่ายสังคมออนไลน์ สู่ความเป็นโซเชียลมีเดีย หรือสื่อสังคมออนไลน์ ก่อให้เกิดทั้งโอกาสและอันตราย

ในทางหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก่อให้เกิดการเข้าใช้งานโซเชียลมีเดียทั้งหลายพุ่งขึ้นพรวดพราด เพิ่มผลกำไรจากการโฆษณาที่เชื่อมโยงกับเนื้อหาซึ่งผู้ใช้งานสร้างขึ้น ที่ถูกผลักดันด้วยผลตอบแทนจากแพลตฟอร์ม ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ที่เข้า เสพ เนื้อหาเหล่านั้น

โซเชียลมีเดีย กลายเป็นช่องทางโฆษณา และช่องทางสื่อสารการตลาดขนาดใหญ่ ที่แทบปลอดจากข้อกำหนดกฎเกณฑ์ ขอเพียงแค่ให้ได้เข้าถึงผู้คนจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นจริงหรืออยู่ในจินตนาการก็ไม่รู้ เท่านั้น

คนธรรมดาๆ ทั่วไปก็อาจสร้างรายได้ จากสื่อสังคมออนไลน์ หรือในบางกรณีก็มีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการ สร้างสรรค์ เนื้อหาเหล่านี้

แต่ในเวลาเดียวกันสภาพแวดล้อมดังกล่าวก็ก่อให้เกิดความเป็นพิษเป็นภัยมากขึ้นและมากขึ้นทุกที การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นทำให้ความฉับไวเป็นสิ่งจำเป็น แต่ยิ่งเร็วมากขึ้นเท่าใด ความถูกต้อง แม่นยำและความเหมาะสมก็ถูกละเลยมากขึ้นเท่านั้น

Advertisement

ยิ่งนานวันเข้า ผู้ที่สร้างสรรค์เนื้อหาพบว่า ยิ่งทำให้เป็นที่ฮือฮามากเท่าใด เนื้อหายิ่งแพร่กระจายออกไปในหมู่ผู้ใช้ ผู้เสพมากขึ้นเท่านั้น เช่นเดียวกับความก้าวร้าว รุนแรง แยกขั้ว สุดโต่งไปในทางใดทางหนึ่ง หรือแม้แต่เรื่องราวที่เป็นเท็จเพียวๆ ก็ยิ่งสร้างความเป็น ไวรัล ได้สูงสุด

ไม่นาน แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทั้งหลายก็กลายเป็นสิ่งเสพติด กลายเป็นแหล่งแสวงหาสรรพสิ่งซึ่งหาไม่ได้จากสื่อในรูปแบบดั้งเดิมทั่วไป ตั้งแต่แนวความคิดสุดโต่งพิสดารจนไม่น่าเชื่อที่สุด ไปจนถึงเรื่องเพศที่โจ๋งครึ่มและสารพัดรูปแบบมากที่สุด

เป็นแหล่งที่ เด็กสาววัยยี่สิบเศษใช้เป็นช่องทาง หาทุนการศึกษา เป็นแหล่งแพร่กระจายแนวความคิดสุดขั้วทางการเมือง และถึงที่สุดก็เป็นแหล่งขาย ความลามกอนาจาร ที่เริ่มต้นตั้งแต่การเปิดวับๆ แวมๆ ไปจนถึงสุดโต่ง อย่างเช่น การโชว์การช่วยตัวเอง หรือการร่วมเพศอย่างที่ปรากฏชัดใน โอนลี่แฟน เป็นต้น

ยิ่งนับวัน โซเชียลมีเดีย ยิ่งห่างไกลจากความเป็น โซเชียลเน็ตเวิร์ก มากขึ้นทุกที

ข้อเท็จจริงเหล่านี้ทำให้บรรดานักวิเคราะห์ทางด้านเทคโนโลยี ตั้งคำถามมากขึ้นทุกทีถึงความถูกต้อง เหมาะสม และอิทธิพลในทางลบของโซเชียลมีเดีย

คนเราจำเป็นต้องมีเรื่องบอกเล่ามากมายถี่ยิบเช่นนั้นเชียวหรือ? เรื่องบางเรื่องที่นำมาบอกเล่าเผยแพร่มีความเหมาะสมหรือมีความจำเป็นที่ต้องแพร่กระจายในวงกว้างมากมายเช่นนั้นหรือไม่? การตัดสินชี้ขาดด้วยยอดวิว ยอดไลค์ มีความเหมาะสมแล้วหรืออย่างไร? ใครคนใดคนหนึ่งมีสิทธิอะไรไปตัดสินชี้ขาดความดีความเลวของใครอีกคนหนึ่ง ด้วยข้อมูลหยาบๆ และความคิดตื้นเขินที่เกิดขึ้นเพียงชั่วประเดี๋ยวประด๋าวหรืออย่างไร?

ยิ่งนานวันปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นจากโซเชียลมีเดียมีมากขึ้นทุกทีและเกิดขึ้นในหลากหลายรูปแบบแตกต่างกันออกไป ที่สำคัญที่สุดก็คือ ปัญหายิ่งนานวันยิ่งเกิดขึ้นกับผู้ใช้อายุน้อยมากขึ้นทุกที

ผู้เชี่ยวชาญที่ติดตาม จับตาดูวิวัฒนาการของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลายคนเชื่อว่า เส้นทางที่กำลังดำเนินไปเช่นนี้กำลังถึงจุดตีบตัน และจำเป็นต้องหาทางแก้ไข ไม่เช่นนั้น โซเชียลมีเดียจะหลงเหลือเป็นเพียงแค่ช่องระบายออกของอาการป่วยไข้ในสังคมไปในที่สุด

การแก้ไขปรับเปลี่ยนนั้นเป็นไปได้ แต่ก็ยากเย็นยิ่ง นักวิเคราะห์บางคน เปรียบเทียบเรื่องนี้ว่าเหมือนกับการรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่ ที่หลายคนเลิกไม่ได้ รู้ทั้งรู้ว่าเป็นผลร้ายก็ยังเลือกที่จะสูบอยู่ดี

แต่เมื่อใดที่สังคมลุกขึ้นมาแสดงท่าทีรังเกียจ แสดงให้เห็นว่าการกระทำนั้นไม่น่าอภิรมย์ ไม่เจ๋ง อีกต่อไปแล้ว การเลิกสูบบุหรี่จึงค่อยๆ เกิดขึ้นอย่างช้าๆ

นักวิเคราะห์เหล่านี้เชื่อว่ากระบวนการดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นกับโซเชียลมีเดียครับ

ยอดผู้ใช้งานทวิตเตอร์ที่ลดลงอย่างรวดเร็วในระยะหลัง ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่าง และหลายคนเชื่อว่า หากทวิตเตอร์ล้มเหลว ล่มสลาย ก็จะยิ่งกลายเป็นตัวเร่งความเร็วให้เกิดการปฏิวัติของผู้ใช้โซเชียลมีเดียอื่นๆ มากขึ้นและเร็วยิ่งขึ้น

แม้จะไม่เกิดขึ้นในระยะเวลาเพียงชั่วข้ามคืนก็ตามที แต่บางทีกว่าที่เจ้าของแพลตฟอร์มต่างๆ จะได้ตระหนักในเรื่องนี้ ทุกอย่างก็อาจกู่ไม่กลับแล้วก็เป็นได้