หน้าแรก คอลัมนิสต์ อิคิไกหรือคุณ...

อิคิไกหรือคุณค่าแห่งชีวิต

27.11.22 | 13:30 น.

หนังสือที่ขอชวนให้อ่านเล่มนี้ชื่อ อิคิไก: วิถีชีวิตเรียบง่ายสไตล์ญี่ปุ่น เขียนโดยชาวสเปนสองคน คือ เอ็กตอร์ การ์เซีย และฟรานเซสค์ มิราเยส และแปลโดย เพ็ญพิสาข์ ศรีวรนารถ ผู้เขียนศึกษาว่าทำไมชาวญี่ปุ่นจึงมีอายุขัยยืนยาวกว่าชนชาติอื่น ๆ ผู้หญิงมีอายุเฉลี่ย 87.3 ปี และผู้ชาย 85 ปี ผู้สูงอายุกว่า 100 ปีมีกว่า 520 คน ต่อประชากร 1 ล้านคน กล่าวโดยเฉพาะที่หมู่บ้านโอะกิมิ เกาะโอกินะวะ ซึ่งเป็นเกาะทางใต้เกาะหนึ่งของหมู่เกาะญี่ปุ่นนั้น อายุเฉลี่ยของชาวโอะกิมะสูงกว่าชาวญี่ปุ่นทั่วไปประมาณ 1 ปี ประเทศที่คนมีอายุยืนรองลงไปคงได้แก่สเปน ผู้หญิงมีอายุเฉลี่ย 85 ปี และผู้ชาย 79.5 ปี ส่วนสหรัฐอเมริกานั้น ประชากรมีอายุเฉลี่ยต่ำกว่าชาวญี่ปุ่นราว 5 ปี

การมีชีวิตยืนยาวของชาวญี่ปุ่นนั้น เชื่อว่าเนื่องมาแต่การมี “อิคิไก” ซึ่งอาจแปลตรงตามตัวอักษรได้ว่า “ชีวิตคุ้มค่า” ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ให้ความหมายแก่อิคิไกว่าหมายถึง “ความสุขจากการมีอะไรให้ทำตลอดเวลา” และยังบอกด้วยว่าคำคำนี้ตรงกับภาษาฝรั่งเศสว่า “raison d’ tre” ซึ่งแปลตามตัวอักษรได้ความว่า “เหตุผลในการมีชีวิตอยู่” คำคำนี้จึงเป็นคำปริศนาที่แปลเป็นภาษาอื่นแล้วให้นัยได้ต่าง ๆ กัน ส่วนเนื้อหาของหนังสือให้ความหมายว่า อิคิไกหมายถึงวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวญี่ปุ่น และการมีอิคิไกเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อายุยืน

ผู้เขียนหนังสือขยายความว่า สิ่งที่นำไปสู่ชีวิตที่ยืนยาวและเป็นสุข คือการมีสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ทำในชีวิตประจำวัน การมองโลกในแง่บวก และการรู้จักอารมณ์ของตนเองที่กำลังเกิดขึ้นเป็นอย่างดี ตลอดจนการมีอารมณ์ขัน สรุปเป็นเคล็ดลับได้ว่า “จงหาจุดมุ่งหมายในชีวิตให้เจอ” ในทางปฏิบัติ คือการมีสมาธิกับทุกสิ่งที่ทำโดยเห็นคุณค่า มีสติอยู่กับตัวและทำตัวเหมือนเป็นน้ำที่ไหลเลื่อน โดยมีเทคนิคดังนี้

1) เลือกงานท้าทาย ต้องยากพอสมควรแต่ไม่ยากจนเกินไป การมีสมาธิเป็นสิ่งจำเป็นเมื่อต้องทำงานที่ท้าทายและยากลำบาก เราจึงอยากทำงานนี้ และชอบเวลาที่รู้สึกว่าเอาชนะตัวเองได้ จงเพิ่มบางสิ่งที่จะพาคุณออกจากพื้นที่ปลอดภัยของคุณ

2) มีเป้าหมายที่แน่ชัด สิ่งที่พนักงานบ่นเป็นลำดับแรกคือ “หัวหน้าไม่บอกว่าภารกิจของทีมเราคืออะไร เราไม่รู้ว่าทำงานนี้ไปเพื่ออะไร” การมีเข็มทิศที่ชี้ไปยังเป้าหมายสำคัญกว่าการมีแผนที่เดินทางด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ดี แม้การมีเป้าหมายจะสำคัญต่อการมีสมาธิ แต่ก็ต้องรู้จักปล่อยวางบ้าง เมื่อเริ่มออกเดินทาง เป้าหมายต้องชัดเจน เช่น เป้าหมายคือการได้เหรียญทองในการแข่งขันแต่ในระหว่างทาง ต้องมีสมาธิอยู่กับปัจจุบัน การมัวแต่คิดเรื่องเหรียญทอง อาจทำให้เสียสมาธิและไม่ช่วยให้ชนะการแข่งขัน

Advertisement

3) มีสมาธิอยู่ที่กิจกรรมเดียว ผมมักทำผิดพลาดในเรื่องนี้ ในระหว่างการประชุมที่มีการพูดกันไปมาน่าเบื่อ ผมเคยเอาการบ้านนิสิตขึ้นมาตรวจ ส่วนหูก็เงี่ยฟัง หลงภูมิใจว่าสามารถมีสมาธิทั้งต่อการประชุมและต่อการตรวจการบ้านได้ แต่เอาเข้าจริง ๆ คงทำไม่ได้ดีในทั้งสองอย่างนั่นแหละ การตั้งใจฟังช่วยให้จับประเด็นและช่วยให้ไตร่ตรองในเรื่องที่ประชุมกันอยู่ได้ดีกว่าการฟังด้วยความตั้งใจเพียงครึ่งเดียว สิ่งที่มักเห็นบ่อยในปัจจุบัน คือการอ่านมือถือในระหว่างการประชุม ระหว่างการรับประทานอาหาร หรือการทัศนาจร ฯลฯ แต่งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่า การที่ชอบทำหลายสิ่งพร้อมกัน จะทำให้เกิดนิสัยวอกแวกไปกับสิ่งแวดล้อมได้ง่ายกว่า ทำให้ความสามารถสร้างผลงานลดลง

หนังสือเล่มนี้นำเสนอตัวอย่างของบุคคลที่มีสมาธิอยู่กับงานที่อยู่ต่อหน้า

ดังตัวอย่างของช่างฝีมือ (ทะคุมิ) เช่น ช่างทะคุมิที่บริษัทโตโยตาจ้างให้ผลิตสกรูบางชนิด ที่ต้องการฝีมือที่เป็นเลิศและหาผู้อื่นมาทดแทนได้ยาก, ช่างทะคุมิที่ผลิตเข็มสำหรับเครื่องเล่นจานเสียงที่มีไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถผลิตเข็มได้ด้วยความประณีตที่สูงมากเช่นนี้ได้, ช่างทะคุมิที่เลือกขนใส่ลงในแปรงแต่งหน้าทีละเส้น ด้วยมือและนิ้วที่พลิ้วไหวอย่างรวดเร็วมากจนดูไม่ออกว่ากำลังทำอะไร

ดังตัวอย่างของศิลปิน เช่น ศิลปินผู้ผลิตเครื่องปั้นดินเผาด้วยดินพิเศษที่เป็นเนื้อดินขาวจากภูเขา ใช้เทคนิคพิเศษที่น้อยคนจะรู้จัก และเอาใจใส่อย่างยิ่งต่อรายละเอียดทุกขั้นตอนของการผลิต, ศิลปินผู้กำกับการผลิตภาพยนตร์การ์ตูนที่ใช้การวาดภาพด้วยมือลงบนกระดาษ วาดจนรายละเอียดสุดท้ายด้วยสมาธิซึ่งคอมพิวเตอร์ทำไม่ได้ เขาชอบงานวาดรูปของเขามาก จนเมื่อถึงเวลาอำลาวงการภาพยนตร์ไปแล้ว ก็ยังจะวาดรูปต่อไปจนวันตาย

ดังตัวอย่างของคนที่ทำงานเรียบง่าย เช่น คนที่ทำซูชิขายในร้านเล็กๆ ของสถานีรถไฟใต้ดินแห่งหนึ่งมากว่า 80 ปี เขาไปเลือกและซื้อปลาที่ดีที่สุดที่ตลาดปลาด้วยตนเอง และฝึกให้ลูกชายทำไข่หวานปีแล้วปีเล่าจนกว่าพ่อจะยอมให้ผ่าน, พนักงานกดลิฟต์ที่สถานีรถไฟแห่งหนึ่งที่คอยเปิดประตูลิฟต์ กดปุ่มของชั้นที่คุณจะไป และโค้งคำนับเมื่อคุณเดินออกมา เธอเพลิดเพลินกับงานที่เรียบง่ายนี้อย่างยิ้มแย้มแจ่มใสโดยไม่เบื่องานที่เธอทำมาแล้วเป็นเวลานับสิบปี

ช่างฝีมือ, ศิลปิน, คนทำซูชิ, และพนักงานกดลิฟต์ เหล่านี้เป็นเอตทัคคะที่สามารถทำงานของตนได้อย่างเป็นเลิศ เพราะชอบงาน เพราะฝึกฝนจดจ่ออยู่กับงานโดยมีเป้าหมายที่แน่ชัด และมีสมาธิที่แน่วแน่ต่องานที่กำลังทำอยู่ จนกล่าวได้ว่าพวกเขามีอิคิไก

วิธีหนึ่งที่ช่วยให้มีสมาธิอยู่กับสิ่งที่ทำคือการลดความคิดปรุงแต่งที่ “ปั่นเหวี่ยง” อยู่ในสมองและตัวเรา เราต้องฝึกที่จะไม่หวั่นไหวไปกับเรื่องใด ๆ ที่ผ่านเข้ามาในหน้าจอของจิต ไม่ว่าจะเป็นความคิดที่เลวร้ายที่สุด เช่น การจะไปฆ่าใครสักคน หรือดีที่สุด เช่น การพักผ่อนอยู่กับคนรักในบรรยากาศที่น่าอภิรมย์ เราก็จะเรียกมันว่าความคิด และปล่อยให้มันผ่านไป มันเป็นเพียงหนึ่งในจำนวน 60,000 ความคิดที่ผู้รู้ประมาณการว่าจะผ่านเข้ามาในแต่ละวัน

คุณควรเพลิดเพลินกับกิจวัตรประจำวัน ให้มันนำพาไปสู่การมีสมาธิ อย่ากังวลจนเกินไปว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ย้ำกับตัวเองว่า คิดถึงเป้าหมายในตอนต้น แต่เมื่อเริ่มทำแล้ว ให้เพลินอยู่กับขั้นตอน ความสุขอยู่กับการได้ทำ ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็ตามแต่ปัจจัยที่มาจากตัวเราและสิ่งอื่นๆ เราทำดีที่สุดและเอาใจใส่ในขั้นตอนก็พอ กิจกรรมใดที่พาคุณสู่ภาวะการมีสมาธิ กิจกรรมนั้นน่าจะสอดคล้องกับอิคิไกของคุณ

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้สัมภาษณ์ผู้มีอายุเกินร้อยหลายคนในหมู่บ้านโอะกิมิ บนเกาะโอกินะวะ ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องการมีอายุยืนยาว ทั้งนี้เพื่อสืบค้นเคล็ดลับของการมีอายุยืน ผลการสัมภาษณ์พอสรุปได้ดังนี้

1) อย่ากังวล ทำตัวให้ไม่เครียด

2) ทำกิจวัตรประจำวันที่ชอบ

3) ดูแลมิตรภาพในแต่ละวัน

4) ใช้ชีวิตไม่รีบเร่ง

5) มองโลกในแง่ดี

6) บริโภคอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ อนุมูลเหล่านี้คอยทำลายเซลล์ของเรา โดยกระบวนการที่เรียกว่าอ็อกซิเดชัน

แม้อิคิไกของเราจะแตกต่างกัน แต่เราทุกคนมีบางอย่างที่เหมือนกัน เราต่างแสวงหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ ซึ่งก็คืออิคิไกของเรา เราจะใช้ชีวิตอย่างเต็มที่เมื่อเราเชื่อมโยงกับสิ่งที่มีความหมายแก่เรา มิฉะนั้นจะรู้สึกสิ้นหวัง เราจะรู้สึกสิ้นหวังเมื่อปล่อยให้เงินทอง อำนาจ การได้รับการยอมรับจากผู้คน ฯลฯ มาควบคุมชีวิตของเราไว้ เพื่อที่จะออกจากกับดักของโลกสมบัติเช่นนี้ จงใช้ความกระหายใคร่รู้เป็นเข็มทิศ ที่ช่วยให้เราเชื่อมโยงกับอิคิไกของตัวเอง หากทำเช่นนี้ได้ ชีวิตจะมีความหมายและความสุข

ในหน้าสุดท้ายของหนังสือ ผู้เขียนได้ให้บัญญัติ 10 ประการของอิคิไกไว้ดังนี้

1) จงทำตัวกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ อย่าปลดเกษียณตนเอง

2) จงใช้ชีวิตอย่างไม่รีบเร่ง

3) จงหยุดการกินเมื่อรู้สึกว่าจวนจะอิ่ม (อิ่มสัก 80 %)

4) จงแวดล้อมด้วยมิตรสหายที่ดี

5) จงทำให้ร่างกายแข็งแรง ออกกำลังกายเบา ๆ ตามวัย

6) จงยิ้ม ด้วยท่าทีที่เป็นมิตรและผ่อนคลาย

7) จงกลับไปหาธรรมชาติ ต้นไม้และพื้นที่สีเขียว

8) จงขอบคุณพ่อแม่ สามีหรือภรรยา พี่น้อง เพื่อน ๆ และธรรมชาติ

9) จงอยู่กับปัจจุบันขณะ

10) จงเดินตามอิคิไกของตนเอง

แต่เราจะทำอย่างไรดี เมื่อถูกคุกคามด้วยโรคภัย ความพิการ การหมดสมรรถภาพที่จะดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ เรากำลังใกล้จะตายและช่วงเวลาสุดท้ายดูจะมีแต่ความยากลำบาก การเจ็บปวด ความยากจนหรือความสิ้นหวัง นี่คือแนวเรื่องที่นำเสนอโดยภาพยนตร์ “วันเลือกตาย” (Plan 75) กำกับโดยผู้กำกับหน้าใหม่ จิเอะ ฮายากาวา ที่ได้รับรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองกานส์ในปีนี้ เป็นรางวัลพิเศษที่ตั้งชื่อว่า Cam ra d’Or (กล้องถ่ายภาพยนตร์ทองคำ)

ท้องเรื่องมีอยู่ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นออกกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ทำการุณยฆาต ปกติคำคำนี้หมายถึงการยุติชีวิตโดยแพทย์ตามคำขอร้องของผู้ป่วยเพื่อระงับการทรมานที่ไม่อาจเยียวยาได้ แต่ในเหตุการณ์สมมุติของภาพยนตร์เรื่องนี้ รัฐบาลกำลังเผชิญกับปัญหาที่ต้องรับภาระการดูแลและจัดสวัสดิการให้แก่ผู้สูงวัยมากขึ้นทุกที คำว่าการุณยฆาตจึงมีนิยาม (ที่สมมุติขึ้นใหม่) ว่าหมายถึง การยุติชีวิตโดยแพทย์ตามความสมัตรใจของผู้ที่มีอายุเกินกว่า 75 ปี เพื่อให้ไม่ต้องเผชิญกับคุณภาพชีวิตที่ตกต่ำลง ทั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการจะลดค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงวัยที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้สูงวัยสมัครใจที่จะเลือกวันตาย รัฐบาลจะให้สิทธิประโยชน์หลายอย่าง เช่น ให้เงินจำนวนหนึ่งก่อนตาย ให้เข้าพักในโรงแรมห้าดาว จัดการศพให้ฟรี และให้คำยกย่องว่าเป็นผู้เสียสละเพื่อสังคม ตัวเอกในเรื่องคือคุณยายชื่อมิจิ อายุ 78 ปี เป็นผู้ทำความสะอาดในโรงแรมแห่งหนึ่ง เธอประสบมรสุมชีวิตคือ สามีตาย ตกงาน ไร้ที่อยู่อาศัย มิจิจึงคิดหนักว่าจะเข้าร่วมใน Plan 75 ดีหรือไม่ เธอควรเลือกที่จะอยู่หรือจะตาย ถ้าอยู่ต่อไป อะไรจะเป็นอิคิไกของเธอ และมีชุมชนใดที่จะอ้าแขนโอบอุ้มเธอได้ไหม คงต้องไปหาคำตอบ (ส่วนหนึ่ง) ต่อปัญหาร่วมสมัยในภาพยนตร์เรื่องนี้ต่อไป

ผมมีอีกแง่มุมหนึ่งที่จะเสนอเกี่ยวกับอิคิไก โดยขออ้างอิงหนังสือชื่อ Terre des Hommes (แผ่นดินของเรา) เขียนโดย Antoine de Saint-Exupery ผู้ประพันธ์เรื่อง “เจ้าชายน้อย” เดอ แซ็งเตกซูเปรี เขียนว่า “เราจะมีความสุขเมื่อเรารู้สำนึกถึงบทบาทแม้เพียงน้อยที่สุดของเรา เมื่อเป็นเช่นนั้น เราถึงจะมีชีวิตอย่างสันติสุข จะตายไปอย่างสันติสุข เพราะสิ่งที่ให้ความหมายต่อชีวิต ก็ให้ความหมายต่อความตาย”

ในขณะที่ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกในทะเลทรายลิเบีย เดอ แซ็งเตกซูเปรีกับผู้ช่วยการบินอีกคนหนึ่งกำลังเผชิญกับความกระหายน้ำใกล้จะตาย เขาบรรยายการคิดคำนึงในขณะนั้นว่า “ฉันมีความสุขกับอาชีพของฉัน … ฉันไม่เสียใจอะไร ฉันเสี่ยงและเป็นฝ่ายแพ้ นี่เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับอาชีพของฉัน แต่อย่างน้อยฉันก็ได้เคยสูดกลิ่นไอแห่งลมทะเล ผู้ที่เคยประสบสิ่งนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว จะไม่อาจลืมได้อีกเลย … ไม่ใช่การเสี่ยงอันตรายหรอกที่ฉันชอบ ที่ชอบนั้นฉันรู้ดี ฉันชอบชีวิต” พอรุ่งสาง เขาสองคนก็เดินต่อไป รู้ดีว่าอีกไม่กี่ชั่วโมข้างหน้า เมื่อลำคอตีบสนิท พวกเขาจะล้มลงบนผืนทราย … แต่โชคช่วย พวกเขาได้รับการช่วยเหลือจากชาวเบดวงแห่งลิเบียคนหนึ่ง เขาบรรยายขณะเวลานั้นว่า “ฉันจะจำใบหน้าของเธอไม่ได้อีกเลย เธอคือ “มนุษย์” ใบหน้าของเธอในความทรงจำของฉันคือใบหน้าของมนุษย์ทุกคน … เธอคือผู้ยิ่งใหญ่ที่มีอำนาจที่จะให้น้ำดื่ม พร้อมกับตัวเธอ เพื่อนของฉันและศัตรูของฉันทุกคนได้ก้าวเข้ามา แล้วฉันก็ไม่มีศัตรูเหลืออยู่เลยในโลกนี้”

สำหรับเขา อิคิไกหมายถึงการมีเพื่อน แต่เขารู้ดีว่า ในขณะที่เขาเขียนหนังสือเล่มนี้ (ค.ศ. 1938) สงครามโลกครั้งที่สองกำลังจะเกิดขึ้น ในสงคราม “ชัยชนะจะเป็นของผู้ย่อยยับไปทีหลัง แล้วทั้งสองฝ่ายก็ย่อยยับไปด้วยกัน … เรากระหายที่จะพบเพื่อน ความกระหายน้ำสาบานที่มีให้ดื่มระหว่างเพื่อนนั้น ทำให้เรายอมรับคุณธรรมของสงคราม แต่เราไม่จำเป็นต้องทำสงครามเพื่อที่จะพบกับความอบอุ่นของไหล่ที่เคียงกันอยู่ และมุ่งไปยังจุดหมายเดียวกัน เราเข้าใจผิดในเรื่องสงคราม ความเกลียดชังกันไม่ได้เพิ่มอะไรให้แก่ความลิงโลดใจที่จะได้มุ่งหน้าไปด้วยกันเลย”

อิคิไกช่วยให้เรามีอายุยืน ขณะเดียวกัน การมีอิคิไกด้วยความรับผิดชอบ ทำให้เราออกมาจากพื้นที่ปลอดภัย เพื่อยอมรับความเสี่ยง เพื่อจะได้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเพื่อนของเรา แต่บางทีก็ออกมาเพื่อฆ่าฟันกัน ซึ่งไม่จำเป็นเลย สิ่งที่จำเป็นคือการมองว่าศัตรูก็คือมนุษย์ คือมนุษย์คนหนึ่งที่แสวงหาจุดหมายในชีวิตเหมือนเรา

โคทม อารียา