จนถึงวันนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่า เราจะยอมรับร่วมกันได้ไหมว่า เรามีบทเรียนเรื่องของการดูบอลโลก 2022 ที่กาตาร์แพงมาก
ส่วนตัวผมเห็นว่าแพงยิ่งกว่าแพง
แพงที่หนึ่ง คือ ราคารวมที่แพงกว่าประเทศอื่นๆ มากมาย คือ พันกว่าล้าน
แพงที่สอง คือ แม้ว่ารัฐบาลเองไม่ได้จ่ายทั้งหมด แต่ก็ยังมีข้อสงสัยว่าส่วนที่รัฐบาลเอามาจ่ายนั้น จ่ายได้จริงไหม หรือเพราะว่าเป็น “รัฐบาลนี้” จึงจ่ายได้ เนื่องจากเงินที่นำมาจ่ายนั้นยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ว่าใช้ในเรื่องของการถ่ายทอดสดได้ไหม เป็นการพัฒนากีฬาจริงหรือไม่ แล้วทำไมไม่เอาไปใช้กับกีฬาอื่น ทั้งที่กีฬานี้ก็ไม่ใช่กีฬาที่มีทีมไทยลงแข่ง
แพงที่สาม (ยังมีอีกเหรอ) คือ เมื่อมีสปอนเซอร์ที่เป็นเอกชนในประเทศมาร่วมออกให้แล้ว ที่เราเคยเข้าใจกันก็คือ พวกเขาก็จะได้มีโอกาสในการโฆษณาสินค้าของเขาในการถ่ายทอด
แต่ดันมีสปอนเซอร์รายหนึ่งที่ได้สิทธิมากกว่านั้น คือ ได้สิทธิในการนำเอาสัญญาณไปออกในเครือข่ายออนไลน์/อินเตอร์เน็ตของเขา “เท่านั้น” ทั้งผ่านมือถือ และผ่านอินเตอร์เน็ตบ้าน รวมทั้งกล่องทีวีอินเตอร์เน็ต ด้วยราคาที่จ่ายสปอนเซอร์เพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งในสี่เท่านั้นเอง (ข้อมูลที่ใช้เขียน คือ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน 2565)
อธิบายง่ายๆ ว่าจนถึงวันที่เขียนนี้ บอลโลกดูได้ทุกคนแค่ทีวีดิจิทัล (และจานดาวเทียม) ส่วนอินเตอร์เน็ตบ้าน สมาร์ททีวี และอินเตอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือนั้นดูไม่ได้ทุกคน ถ้าจะดูจะต้องผ่านบริการของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและมือถือของบริษัทเดียวเท่านั้น
คงต้องดูกันต่อไปว่าในนัดหลังๆ นั้นคนไทยทุกคนจะได้โอกาสดูบอลโลก “ฟรี” ได้จากทุกช่องทางจริงหรือไม่ ตามข้ออ้างที่ว่าฟุตบอลโลกนั้นเป็นกีฬาที่อยู่ในกฎของ กสทช. ที่จะต้องได้ดูฟรีทุกช่องทาง
และการดูฟรีทุกช่องทางนี้ คือ เงื่อนไขที่ทำให้เรา และประเทศของเรานั้นต้องจ่ายแพง (มิใช่เหรอ)
ในความเห็นของผมนั้น สาเหตุที่ทำให้เราดูบอลโลกแพงนั้นมีมากกว่าที่กล่าวมา และเป็นสาเหตุเชิงโครงสร้าง โดยจะขอไล่เรียงให้ฟังดังนี้
หนึ่ง เราดูบอลโลกแพง เพราะทีวีดิจิทัลมันห่วย และหมดสมัย
ระบบทีวีดิจิทัลของไทยนั้นมีปัญหามากมาย แต่ในภาพรวมจะเรียกว่าทีวีดิจิทัลเป็นระบบที่ตายแล้ว หรือเป็นระบบที่หมดสมัย ไม่ตอบโจทย์กับสังคม เป็นระบบที่เริ่มต้นมาดี แต่ผิดพลาดด้วยเงื่อนไขหลายประการทั้งที่ควบคุมได้ และควบคุมไม่ได้
ในตอนแรกที่เราเปลี่ยนระบบการออกอากาศทีวีเป็นระบบดิจิทัล ทุกคนเต็มไปด้วยความหวังว่ามันจะดีขึ้นจากระบบเดิม ทั้งความคมชัด และการเข้าถึงของประชาชน โดยเฉพาะการแจกกล่องทีวีฟรี เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับประชาชน
ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีรอบนั้น ยังมีอีกระบบหนึ่งที่เป็นที่นิยมก็คือ ระบบดาวเทียม (ส่วนระบบเคเบิลของแต่ละท้องถิ่นนั้นอาจจะมีไม่มากนัก และต้องจ่ายค่าสมาชิกรายเดือน) ซึ่งโดยหลักการแล้วก็เสียค่าใช้จ่ายมากกว่าทีวีดิจิทัล เพราะทีวีดิจิทัลนั้น รัฐเชื่อว่าประชาชนจะได้ดูฟรีและเข้าถึงประชาชนได้มากกว่า แต่จนถึงวันนี้ก็ยังเป็นที่นิยมของประชาชนอยู่ไม่น้อย
ในความเป็นจริงมีปัญหาของการนำเอาระบบทีวีดิจิทัลมาในเมืองไทยมีตามมาสารพัด ตั้งแต่ระบบการประมูลทีวีที่แพงมากจนมีเพียงไม่กี่รายที่สามารถได้เป็นเจ้าของ และหลังจากนั้นก็เห็นว่าบางรายที่ได้มากกว่าหนึ่งช่องก็คืนช่อง บางรายที่มีช่องเดียวก็คืนช่องเพราะแบกค่าใช้จ่ายไม่ไหว
ต้นทุนในการผลิตทีวีดิจิทัลแพง เพราะเอกชนแบกต้นทุนเองมากขึ้น แม้เหมือนจะมีโอกาสได้เป็นเจ้าของช่อง แต่กฎเกณฑ์ต่างๆ ก็มีมากอยู่ดี และต้องจ่ายค่าบริการให้กับรัฐเป็นจำนวนมหาศาล
เมื่อต้นทุนสูง ก็ไปมีผลต่อเนื้อหาที่ต้องผลิตเพื่อให้มีคนดูและกำหนดยอดโฆษณา เม็ดเงินโฆษณาต้องแบ่งกันออกไปมากขึ้น สุดท้ายก็เห็นว่าโฆษณาจำนวนมากก็กลายเป็นโฆษณาสินค้าที่ต้องถูกตรวจสอบจับตาเป็นพิเศษ เพราะแต่ละช่องก็ต้องหารายได้มากกว่าเดิม (ไม่นับว่าเงินโฆษณากระจายออกไปสู่โลกออนไลน์มากขึ้น)
นอกจากนี้ ตัวเทคโนโลยีเองก็มีปัญหา การจูนช่องก็ไม่ง่าย กลายเป็นเหมือนกับมีทีวีสี่ถึงห้าระบบพร้อมกัน เพราะระบบดิจิทัลนั้นมีช่องทางสำคัญคือ MUX หรือมักซ์ เจ้าตัวนี้คือ ระบบความถี่ ที่เชื่อมกับแม่ข่ายที่สถานีหลายช่องจะต้องไปส่งสัญญาณผ่าน ซึ่งมีอยู่ห้าหกแม่ข่าย แต่ในความเป็นจริงการจูนระบบทีวีให้ได้ครบทุกความถี่ไม่ใช่เรื่องง่าย ระบบบางระบบห่วยกว่า เข้าถึงยากกว่า
หลายบ้านต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่มอยู่ดี และในการซื้ออุปกรณ์เพิ่มนี้ก็ทำให้มีรายจ่ายเพิ่มขึ้นและไม่ตอบโจทย์เดิมอย่างเต็มที่ คือ คนดูทีวีผ่านดาวเทียมเขาก็ดูผ่านดาวเทียมต่อไป เว้นแต่จะเน้นความคมชัดเป็นพิเศษ ซึ่งถ้าเขาย้ายมาระบบดิจิทัล เขาก็เสียช่องอื่นๆ อีกหลายช่องที่ยังออกอากาศดาวเทียม เพราะว่ามันเป็นระบบที่ต้นทุนถูกกว่า
แถมว่าปัจจุบันขนาดทีวีก็ใหญ่ขึ้น ราคาพอเอื้อมถึงสำหรับคนบางกลุ่ม ทีวีที่ใหญ่ขึ้นมากถ้าส่งด้วยระบบดิจิทัลที่วางเอาไว้เมื่อยี่สิบปีก่อนก็ไม่คมชัดนัก ถ้าเทียบกับระบบอินเตอร์เน็ตที่มีสื่ออื่นที่คมชัดกว่า เช่น Full HD เพราะระบบทีวีดิจิทัลยังเป็น SD เป็นส่วนใหญ่ มากกว่า HD หรือคมชัดมาก
สุดท้ายความพยายามในการทำทีวีดิจิทัลให้เปิดกว้างขึ้น เนื้อหาหลากหลายขึ้นก็ไม่ประสบความสำเร็จ กลายเป็นว่ารัฐใช้ช่องทางทีวีดิจิทัลมาหาเงินจากเอกชน และไม่สามารถประเมินได้เลยว่า เมื่อมีทีวีดิจิทัลมากขึ้น รายการต่างๆ มีเนื้อหาและคุณภาพมากกว่ายุคทีวีตั้งเสาได้
ที่แย่กว่านั้นคือ รัฐไปหยุดไม่ให้การถ่ายทอดสัญญาณในเสาแบบเดิมลง ก็ยิ่งตัดโอกาสของคนที่เคยดูทีวีที่เคยชัดอยู่ลงด้วย ส่วนระบบใหม่นั้นก็ไม่เคยมีหลักยืนยันว่าดูได้คมชัดทุกที่ โดยเฉพาะด้วยคุณภาพของกล่องที่ทางรัฐแจกไป และเห็นได้จากจำนวนกล่องที่ยังไม่มีคนไปรับอีกมากมาย และคุณภาพของกล่องเอง
นอกจากนั้น ปัจจัยที่ควบคุมไม่ค่อยได้กับทีวีดิจิทัลนอกจากเทคโนโลยีมันไปไม่รอด และดันเลือกเป็นหนทางเดียวที่รัฐจัดการเอง ก็คือในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไม่ดีทั้งจากเงื่อนไขในโลก และเงื่อนไขในประเทศที่มีปัญหาเรื่องการยึดอำนาจที่เศรษฐกิจไม่โตดังนั้นขนาดของเม็ดเงินที่นำมาลงในทีวีดิจิทัลก็ไม่มากพอ
สอง เราดูบอลโลกแพง (ขึ้นไปอีก) เพราะเทคโนโลยีใหม่ที่ประชาชนเข้าถึงได้มากกว่าทีวีดิจิทัลถูกปิดกั้นโดยบริษัทเดียวด้วยข้ออ้างของสัญญา
เพราะเมื่อเสียเงินจำนวนพันกว่าล้านแล้ว ประชาชนบางส่วนจะต้องมาเสียเงินเพิ่มขึ้นอีกเนื่องจากเข้าไม่ถึงระบบการสื่อสารอื่นที่ไม่ใช่แค่ทีวีดิจิทัล ซึ่งก็คือระบบอินเตอร์เน็ต
ร ะบบอินเตอร์เน็ตนั้นคือ ระบบที่เติบโตกว่าดิจิทัลทีวีมากมายนัก และส่วนหนึ่งที่ระบบดิจิทัลทีวีมันตอบโจทย์ไม่ได้ทั้งการติดตั้งและตัวเลือกในการดูทีวีก็ถูกปิดช่องโหว่โดยการที่ประชาชนสามารถเข้าถึงทีวีด้วยระบบอินเตอร์เน็ตผ่านบราวเซอร์จากการติดตั้งระบบสายทำให้เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ที่บ้านได้ และเข้าผ่านระบบสมาร์ททีวี ที่ทีวีหลายเครื่องมีช่องต่างๆ มาให้เลย เพียงแต่เชื่อมระบบและบริการอินเตอร์เน็ตผ่านทีวีรุ่นใหม่ นอกจากนั้น ยังเข้าผ่านกล่องทีวีของบางบริษัทที่ให้บริการอินเตอร์เน็ตได้ โดยเสียค่าบริการเพิ่ม
นอกจากนั้นก็คือ การดูผ่านมือถือ หรือใช้มือถือปล่อยสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่มาจากระบบซิมโทรศัพท์
การเติบโตของระบบอินเตอร์เน็ต และการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตของประชาชนในประเทศนี้ทั้งปิดช่องว่างการเข้าไม่ถึงทีวีดิจิทัล โดยการเข้าถึงสัญญาณทีวีดิจิทัลผ่านกล่องทีวีอินเตอร์เน็ตที่ต้องเสียค่าบริการ และยังมีบทบาทที่ทำให้ตัวช่องทีวีดิจิทัลเองต้องเพิ่งช่องทางการเข้าถึงผ่านระบบอินเตอร์เน็ต นอกจากนี้ ยังรวมระบบอินเตอร์เน็ตผ่านซิมโทรศัพท์
ที่สำคัญเปิดโอกาสให้เกิดช่องทีวีอื่นๆ ออนไลน์มากมาย ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากมาย แต่รัฐบาลเองกลับไม่ได้มองเรื่องเหล่านี้ในเชิงบวก แต่ยังเน้นการไล่จับสื่อออนไลน์ต่างๆ ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้ส่งเสริมพัฒนาการกระจายตัวของข้อมูลข่าวสารและความบันเทิงจำนวนมหาศาลที่ออกมาในช่วงนี้
สรุปง่ายๆ ว่า เมื่อคนดูในออนไลน์ทั้งจากกล่องดิจิทัลและจากซิมมีมากขึ้น แล้วกฎบังคับว่าซื้อบอลโลกมานั้นต้องให้ทุกคนดูทุกช่องทาง (ราคามันถึงแพง) คำถามคือ ทำไมบริษัทเดียวถึงอ้างว่าได้สิทธินี้ไป?
แถมยังได้สิทธิไปในราคาที่ดูไม่สมเหตุสมผลกับเงินที่ลงไป เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรที่อยู่ในโลกออนไลน์ ซึ่งในวันนี้คนในโลกออนไลน์หลายคนรับชมทีวีดิจิทัลผ่านระบบดังกล่าว ทั้งสด และย้อนหลัง แถมยังรับชมรายการและข้อมูลข่าวสารอย่างอื่นมากมาย
เหตุผลข้อที่สามที่เราดูฟุตบอลแพงก็คือ บริษัทเดียวที่ได้สิทธินี้ไปเขาจะได้สิทธินี้ไปได้อย่างไร ถ้าหน่วยงานของรัฐบาลไม่ได้รู้เรื่องนี้เลย ทั้งที่หน่วยงานของรัฐบาลนั้นต้องเป็นผู้ที่ทำสัญญาที่เรียกว่า ถ่ายทอดทุกช่องทางได้ฟรี เพราะนั่นคือเหตุผลของการที่ถ่ายทอดฟุตบอลโลกในประเทศไทยนั้นมีราคาแสนแพง มิใช่เหรอ
รัฐบาลและหน่วยงานรัฐบาลยังไม่ได้ให้คำตอบมามิใช่เหรอว่า เหตุใดบริษัทเดียวที่จ่ายเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการถ่ายทอดสดในนามของรัฐบาลนั้นได้สิทธิส่วนนั้นไป และบริษัทอื่นๆ ที่เขาเอาเงินมาลงด้วยทำไมไม่ได้สิทธิส่วนนั้นไป (สมมุติว่า อีกบริษัทที่เอาเงินมาลงขันนั้นเขาอาจจะไปเข้าหุ้นกับบริษัททางโทรคมนาคมคู่แข่งบ้าง แล้วเขาก็มาทำสัญญาแบบนี้จะได้ไหม หรือบริษัทอินเตอร์เน็ตและมือถือออนไลน์บริษัทอื่นเอาเงินมาสนับสนุนการถ่ายทอดในครั้งนี้แล้ว เขาจะมีส่วนได้สิทธินี้ไปหรือไม่)
อธิบายง่ายๆ ว่า เงินที่บริษัทนั้นลงไม่ถึงหนึ่งในสี่ส่วน แต่ได้สิทธิในการถ่ายทอดในอินเตอร์เน็ตทั้งหมดทั้งที่ประชาชนที่ดูทีวีผ่านอินเตอร์เน็ตนั้นมีจำนวนมาก
หน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องไม่มีคำอธิบายอะไรออกมาได้อย่างไร
นี่คือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนที่เสียไป มิใช่โดยการประพฤติปฏิบัติของบริษัทแห่งนั้น หากเขามีหลังพิงที่กฎหมายและสัญญารวมทั้งลิขสิทธิ์
แต่ผลประโยชน์ของประเทศชาติที่เสียไปนั้น เกิดจากองค์กรไหนของรัฐบาลกันแน่ ซึ่งตอนนี้องค์กรใหญ่ที่เกี่ยวข้องมีสององค์กร คือ กสทช. (สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ที่เป็นองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่กำกับดูแลการกระจายเสียงและภาพให้ทั่วถึง
และ กกท. (การกีฬาแห่งประเทศไทย) ที่ทำหน้าที่ส่งเสริมพัฒนากีฬาของประเทศ
องค์กรไหนที่เกี่ยวข้องกับข้ออ้างของบริษัทแห่งนั้น ที่ทำให้คนทั้งประเทศดูบอลโลกแพงขึ้น เพราะต้องไปจ่ายค่าบริการเพิ่มเติม หากไม่อยู่ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตบ้านและมือถือของบริษัทนั้น
และองค์กรไหนที่จะต้องทำหน้าที่ไล่ล่าเอาความจริงนี้ออกมา
ไหนๆ ประเทศไทยก็ไม่ได้แชมป์บอลโลกรอบนี้อยู่แล้ว
อย่าให้ต้องเป็นแชมป์โลกในเรื่องจ่ายเงินค่าดูบอลโลกราคาแพง แล้วคนไทยทุกคนดูบอลโลกฟรีไม่ได้ ทั้งที่เอางบประมาณของคนทั้งประเทศไปจ่ายค่าดูบอลโลกเลยครับ

