หน้าแรก คอลัมนิสต์ วิถีแห่งกลยุท...

วิถีแห่งกลยุทธ์ : แนวทาง โจผี ยึดครอง ‘รัชทายาท’ มาจาก โจสิด

1.12.22 | 13:45 น.

หากพลิกสามก๊กสำนวนแปล เจ้าพระยาพระคลัง (หน) อันกรมศิลปากรอนุญาตให้สำนักพิมพ์ศิลปะบรรณาคารตีพิมพ์ ไปยังตอนที่ 55
แลโจโฉนั้นมีบุตร 4 คน ชื่อโจผีคนหนึ่ง โจเจียงคนหนึ่ง โจสิดคนหนึ่ง โจหิมคนหนึ่ง
แต่โจสิดนั้นมีสติปัญญารู้ทำโคลง โจโฉมีใจรักโจสิดกว่าบุตรทั้ง 3 คน แม้ในใจจะไปทัพครั้งใด ถ้ามิได้เอาบุตรไปด้วย บุตรทั้ง 4 คนนั้นออกตามไปส่ง
โจผีร้องไห้ตามบิดา โจเจียง โจหิมนิ่งอยู่
แต่โจสิดนั้นถือพู่กันทำโคลงสรรเสริญเกียรติยศบิดา แล้วให้พรต่างๆ เป็นอันมาก
โจโฉเห็นดังนั้นก็คิดว่า โจสิดมีสติปัญญาก็จริงแต่น้ำใจกำเริบ โจผีนั้นมัธยัสถ์เห็นจะทำการลึกซึ้ง ขณะนั้นในใจคิดว่า ตัวกูก็ชราแล้วจะตั้งโจผีหรือโจสิดแทนตัวสืบไป แต่ยังหาตกลงไม่
จึงปรึกษากับขุนนางทั้งปวงว่า
“เราจะตั้งบุตรเราแทนตัวสืบไป ท่านเห็นผู้ใดจะแทนตัวเราได้บ้าง”
กาเซี่ยงจึงว่า “อันการข้อนี้จะปรึกษานั้นไม่ควร ขอให้ท่านพิเคราะห์ดูอย่างอ้วนเสี้ยวกับเล่าเปียวนั้นเถิด”
โจโฉได้ฟังดังนั้นก็คิดได้

โจโฉไม่อยากซ้ำรอยกับการตัดสินใจของเล่าเปียว โจโฉไม่อยากซ้ำรอยกับการตัดสินใจของอ้วนเสี้ยว จึงได้เลือกโจผี
แทนที่จะเลือกโจสิด แม้จะเอนเอียงไปทางโจสิด
จึงก่อให้เกิดคำถามตามมาในภายหลังว่า ทำไม ในที่สุดโจโฉเลือกโจผีเป็นทายาทสืบตำแหน่ง
“หลี่ฉวนจวิน” เป็นผู้ตอบใน “101 คำถามสามก๊ก”
ในยุคสามก๊ก เล่าปี่ตั้งรัชทายาทโดยไม่มีความกังวลใดเลยแม้แต่น้อย ซุนเซ็กเลือกซุนกวนน้องชายคนรองซึ่งตนให้ความสำคัญสูงสุดเป็นผู้สืบตำแหน่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
แต่การตั้งทายาททางการเมืองของโจโฉมีความหักเหแปรผันมากมาย

โจโฉนั้นหลังจากโจงั่งบุตรคนโตตายในสงครามแล้ว เนื่องจากสถานการณ์การเมืองไม่ชัดเจนตลอดเวลาอันยาวนานจึงมิได้ตั้งทายาทสืบตำแหน่ง
ค.ศ.208 เขากำจัดอ้วนเสี้ยวสิ้นซาก ปราบอูหวน
สยบแคว้นเอียน
ทอดสายตาทั่วแคว้นจงหยวน (ภาคเหนือ) ยากที่จะมีใครต่อกรด้วยได้ ดังนั้น จึงยกเลิกระบบ “ซานกง-สามอภิรัฐมนตรี”
ตั้งตัวเองเป็น “เฉินเซี่ยง-อัครมหาเสนาบดี”
กุมอำนาจเพียงคนเดียว เชิดฮ่องเต้ บังคับบัญชาท้าวพระยาหัวเมือง อำนาจและสถานะที่แท้จริงไม่ต่างจากฮ่องเต้
เขาเริ่มลงมือสร้าง “ราชวงศ์ใหม่” ของตน
ในบรรดาบุตรโจโฉทั้งหมดผู้มีโอกาสจะได้รับแต่งตั้งเป็นทายาทสืบตำแหน่งบิดา คือ โจผี กับ โจสิด เพียง 2 คน
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วต่างก็มีข้อเด่น

โจสิดมีสติปัญญาสูงเยี่ยม ปราดเปรื่องทางอักษรศาสตร์ แค่สะบัดพู่กัน บทความก็เสร็จอย่างงดงาม
จึงได้รับ “ความรักเป็นพิเศษ” จากโจโฉผู้เป็นกวีและรักอักษรศาสตร์เหมือนกัน
ด้วยเหตุนี้จึงติดนิสัยกลายเป็น “คนโรแมนติกจนไร้บังเหียน” ปล่อยอารมณ์ไปกับสุราและกวีนิพนธ์
สัมผัสได้ทั้ง “จุดเด่น” เห็นได้ทั้ง “จุดด้อย”

ส่วนโจผีนับแต่โจงั่งพี่ชายตาย ตนกลายเป็นบุตรคนโต ตามจารีตบุตรเอกคนโตเป็นผู้สืบสกุลอยู่แล้ว
จึงอยู่ในฐานะได้เปรียบ
แต่ความสามารถของเขาด้านบุ๋นด้อยกว่าโจสิด ด้านบู๊ด้อยกว่าโจเจียง จึงกังวลอยู่ตลอดเวลาว่า ตำแหน่ง “กุลทายาท” (ผู้สืบอำนาจในวงศ์ตระกูล, สืบตำแหน่งของบิดา) จะถูกน้องชายแย่งไป
ต่อหน้าบิดา โจผีทำตัวเป็นคนซื่อน่าเอ็นดู
แต่ลับหลังกลับทุ่มเทเอาอกเอาใจที่ปรึกษาที่แวดล้อมโจโฉอยู่ “ใช้เล่ห์เหลี่ยม มารยา เสแสร้ง” ชั้นเชิงลึกล้ำ
โจผีสุภาพนอบน้อมต่อที่ปรึกษาทุกคนของโจโฉ
เช่น กาเซี่ยง ซุนฮก พร้อมทั้งถามถึง “ศิลปะแห่งการสร้างความมั่นคงแก่ตนเอง” คำตอบของกาเซี่ยงคือ
“ทุกเช้าค่ำใฝ่ใจ ในจริยาแห่งบุตร แค่นี้เท่านั้น”
นั่นก็คือ แนะนำให้โจผีสงบเสงี่ยมเจียมตัว ทำหน้าที่ลูกที่ดีให้สมบูรณ์เท่านั้น โจผีก็เข้าใจดี
โจผีจึงก้าว “ล้ำ” โจสิดไปในระดับหนึ่ง แน่นอน

Advertisement

การชิงตำแหน่ง “กุลทายาท” ทำให้คนแวดล้อมโจผีและโจสิดแยกกันเป็นฝักฝ่าย ไม่ว่าในยุคสามก๊ก ไม่ว่าในยุคปัจจุบัน
ไม่ว่าที่วังเครมลิน ไม่ว่าที่จงหนานไห่
พลพรรคสำคัญของฝ่ายโจผี ได้แก่ อู๋จื้อ จูชั่ว
ตันกุน (เฉินฉวิน) และมุมาอี้ (ซือหม่าอี้) ซึ่งประวัติศาสตร์เรียกว่า “สี่สหายของรัชทายาท”
ทั้ง 4 คนนี้มีลีลาคล้ายกับโจผี คือ เชี่ยวชาญการเสแสร้ง อำพรางตัวตนที่แท้จริง
แม้แต่อู๋จื้อ (ไม่ปรากฏชื่อในสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน)) ซึ่งเลือกข้างโจผีเต็มที่ ในเอกสารประวัติศาสตร์ยังวิจารณ์เขาไว้ว่า “ฉลาดในการวางตัวอยู่ระหว่าง 2 พี่น้องนี้”
แต่ทางฝ่ายโจสิดไม่เป็นเช่นนั้น

พรรคพวกสำคัญของโจสิดคือเอียวสิ้วกับเต็งหงี ตอนสถานการณ์ได้เปรียบจะรุกเป็นคู่แข่ง เต็งหงียกย่องโจสิดต่อหน้าโจโฉก่อน
แล้วตามมาด้วยเอียวสิ้ว
เขียน “คำวิสัชนา ปุจฉา สิบประการ” (ที่โจโฉเป็นผู้ถาม) ให้โจสิด (โจสิดจึงตอบได้ดีถูกใจโฉ)
ครั้งหนึ่ง โจผีเชิญอู๋จื้อมาเป็นที่ปรึกษารับมือโจสิด
เพื่อปิดบังไม่ให้โจโฉทราบจึงเอาอู๋จื้อซ่อนมาในเข่งผ้า (หามเข้าบ้านโจผี) เอียวสิ้วรู้เรื่องรีบรายงานโจโฉทันที
อู๋จื้อซ้อนกลให้คนหามเข่งผ้าเข้ามาอีก
โจโฉให้คนดักค้น ไม่พบคนมีแต่ผ้า ทำให้โจโฉเกิดความระแวงระวัง คิดว่าเอียวสิ้วใส่ร้ายโจผี
จึงชิงชังเอียวสิ้วมาก

ยิ่งเมื่ออ่าน “งำประกาย กโลบายไร้ผู้ต่อต้าน” อัน อธิคม สวัสดิญาณ เรียบเรียงมาจากต้นเค้าเดิมของ “เห่งอู๋อั้ง”
ยิ่งสัมผัสได้ในความแหลมคมของการแข่งขัน
ครั้งหนึ่ง โจโฉยกทัพออกศึก โจผี โจสิดล้วนตามไปส่ง ก่อนจากกันโจสิดร่ายกลอนสดุดีคุณูปการของโจโฉ 1 บท
ทุกคนฟังแล้วต่างยกย่องสรรเสริญไม่ขาดปาก
มีคนกระซิบข้างหูโจผีว่า “ท่านไต้อ๋องจะเดินทัพออกศึกแล้วท่านจงแสดงความห่วงใยก็พอ”
โจผีจึงทำหน้าเศร้า ใช้มือปาดน้ำตากล่าวคำลาบิดา
โจโฉเห็นแล้วถึงกับตื้นตันจนน้ำตาหยดเช่นกัน

เรื่องนี้ทำให้โจโฉรู้สึกว่าโจผีถึงมีความสามารถด้านบุ๋นเทียบกับโจสิดไม่ได้ แต่เป็นคนซึ่ง ห่วงใยบิดา ประกอบกับคนสนิทซ้ายขวาคอยพูดถึงข้อดีของโจผีเสมอ
โจโฉจึงค่อยมีใจเอนเอียงไปทางโจผีจากเดิมที่โปรดโจสิดมากกว่า
โจสิดเป็นคนไม่ค่อยคำนึงถึงข้อปลีกย่อย ครั้งหนึ่งนั่งรถม้าเปิดประตูวังออกนอกไปตามลำพัง
เรื่องนี้ละเมิดกฎระเบียบของวัง
โจโฉได้รับรายงานเรื่องนี้แล้วถึงกับโมโหโกรธา สั่งลงโทษนายทหารถึงขั้นประหาร
อีกครั้งหนึ่งโจโฉสั่งโจสิดนำทัพออกบำราบ โจผีได้ข่าวก็รีบส่งสุราอาหารไปเลี้ยงส่งมอมสุราจนเมาไม่ได้สติ ตอนนั้นเองโจโฉส่งคนไปตามตัว ปรากฏว่าปลุกอยู่นานโจสิดก็ยังไม่ตื่น
โจโฉจึงล้มเลิกความตั้งใจที่จะให้เขานำทัพ
ตั้งแต่นั้นมาโจโฉก็เลิกคิดตั้งโจสิดเป็นรัชทายาท

ข้อเสนอของกาเซี่ยงให้โจโฉศึกษาบทเรียนจากกรณีของเล่าเปียว ประสานบทเรียนจากกรณีของอ้วนเสี้ยว
เสมอเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง
แท้จริงแล้ว ในทางความคิดโจโฉค่อนๆ เอนเอียงไปทางโจผีอย่างเป็นระบบ และมีความเข้าใจต่อโจสิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
เป็นความเข้าใจในฐานะที่เป็น “กวี” เหมือนกัน