ผู้เขียนเพิ่งมีโอกาสพบมิตรรักจากพม่า จากที่ไม่เจอกันอีกเลยหลังเกิดรัฐประหารเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว เราถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันหลายประเด็น แต่ในฐานะที่เขาเป็นนักวิชาการอาวุโสคนสำคัญคนหนึ่ง ผู้เขียนก็อดถามไม่ได้ว่าทิศทางการเมืองของพม่านับแต่นี้จะเป็นอย่างไร เมื่อไต่ถามผู้ที่คร่ำหวอดในแวดวงการเคลื่อนไหวทางการเมืองในพม่า ความเห็นส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 2 แนว แนวแรกคือฝั่งที่มองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ และมองว่าสงครามกลางเมืองจะยังมีต่อไปอีกยาวนาน และแนวที่สองคือฝั่งที่มองว่ากองกำลังฝั่งประชาชนจะได้รับชัยชนะ
คนส่วนใหญ่มักเชื่อว่าโอกาสที่สถานการณ์ทางการเมืองในพม่าจะสงบในอีก 5 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้ามีน้อยมาก ไม่ใช่เพราะว่ากองทัพพม่ามีความเข้มแข็งหรอกนะคะ แต่ปัญหาสำคัญของขบวนการต่อสู้ฝ่ายประชาชนที่เราควรทำความเข้าใจเป็นอันดับแรกเลยคือ ภายในขบวนการประชาชนในพม่าเองก็แบ่งออกเป็นหลายฝักหลายฝ่าย นอกจากจะมีกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์มากมายหลากหลายกลุ่ม ที่ล้วนมีจุดหมายปลายทางและแนวทางแตกต่างกันแล้ว ในบรรดากองกำลังประชาชน หรือที่เรารู้จักกันในนาม PDF ในปัจจุบันก็ยังแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ อีกจำนวนหนึ่ง
ผู้เขียนเคยกล่าวถึงปัญหาใหญ่ที่สุดของฝ่ายประชาธิปไตย หรือพูดรวมๆ คือฝ่ายที่ต่อต้านกองทัพพม่า มาหลายครั้ง ขอย้อนกลับไปกล่าวถึงอีกสักครั้งว่าปัญหาดังกล่าวคือการที่คนเหล่านี้ “ไม่คุยกัน” หมายความว่าฝ่ายต่อต้านรัฐประหารที่ปัจจุบันมีอยู่หลายสิบกลุ่มแทบไม่เคยพูดคุยกันว่าแนวทางการต่อสู้ในปัจจุบันและในอนาคตจะเป็นอย่างไร พูดง่ายๆ คือต่างฝ่ายต่างต่อสู้เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของตนเอง อุปสรรคในการเจรจานี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น เมื่อพม่าเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตย และพรรค NLD ขึ้นมาเป็นรัฐบาล พรรค NLD พยายามอย่างเต็มที่ที่จะพัฒนาประเทศ แต่การเมืองของพม่ามีข้อจำกัด เพราะ NLD ต้องฝ่าด่านกองทัพพม่าไปให้ได้เสียก่อน
ในยุคที่ด่อ ออง ซาน ซูจี ขึ้นมาเป็นผู้นำของพม่านั้น กองทัพพม่ามี “เพดาน” ของตัวเอง ตราบใดก็ตามที่รัฐบาล NLD ไม่ล้ำเส้น และยอมทำตามแนวทางของกองทัพอย่างเคร่งครัด ดังที่เราเห็นได้จากท่าทีแข็งกร้าวของพรรค NLD ในประเด็นโรฮีนจา เพราะกองทัพถือว่าตนมีรัฐธรรมนูญและสมาชิกสภาทั้ง 2 สภาที่เป็นคนของกองทัพโดยตรง ที่จะทำหน้าที่ไม่ให้รัฐบาล NLD แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือผ่านกฎหมายใดๆ ที่ละเมิดเจตนารมณ์ของกองทัพได้
คำถามคือเมื่อกองทัพมีอาวุธอยู่ในมือ และรู้ทั้งรู้ว่า NLD ไม่สามารถ “ล้ำเส้น” ได้แน่ๆ ทำไมจึงเกิดรัฐประหาร เรื่องนี้ถ้าให้มองแบบบ้านๆ ที่สุดคงไม่พ้นเรื่องของอัตตา เป็นความรู้สึกของผู้นำในกองทัพเองที่มองว่าด่อ ออง ซาน ซูจี ไปบดบังบารมีของตน หรือที่เราได้ยินกันบ่อยคือกองทัพทำรัฐประหารเพื่อ “ตัดไฟแต่ต้นลม” เพื่อไม่ให้ NLD มีอิทธิพลไปมากกว่านี้
เรื่องราวทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับหัวข้อของวันนี้อย่างไร? หลังจากได้พูดคุยกับเพื่อนนักวิชาการจากพม่า และได้อ่านข่าวที่กล่าวถึงจดหมายซึ่งคณะรัฐประหารพม่าส่งถึงกองทัพไทย ก็อดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่าในอนาคตอันใกล้จะมีผู้อพยพจากพม่าที่หลั่งไหลเข้ามาในไทยอีกเป็นจำนวนมากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ในจดหมายดังกล่าว ที่จ่าหน้าซองถึงผู้อำนวยการกองการทูตฝ่ายทหารบก ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน และลงนามโดยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบก (military attach) ของพม่า มีเนื้อความว่ากองทัพพม่าไม่พอใจที่ไทยปล่อยให้ฝ่ายต่อต้านคณะรัฐประหารพม่า โดยเฉพาะกองกำลัง KNDO ของกะเหรี่ยง และกองกำลังสังกัด PDF อื่นๆ เข้ามามีปฏิบัติการในฝั่งชายแดนอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ภายหลังเกิดการสู้รบอย่างรุนแรงในฝั่งพม่าตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน
ผู้ช่วยทูตของพม่ายังกล่าวด้วยว่า มีคนจากกองกำลังดังกล่าวที่ได้รับบาดเจ็บและปัจจุบันรักษาตัวอยู่ที่แม่ตาวคลินิก จึงขอความร่วมมือจากกองทัพไทย “ด้วยความสัมพันธ์ที่ดีและด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน” ให้กองทัพไทยช่วยสกัดกั้นปฏิบัติการฝ่ายต่อต้านคณะรัฐประหารพม่าที่เข้ามาเคลื่อนไหวในฝั่งไทย อย่างไรก็ดี จำเป็นต้องกล่าวว่าข่าวที่ออกมานี้ไม่สามารถพิสูจน์ว่ากองทัพพม่าส่งจดหมายและข้อเรียกร้องให้กองทัพไทยจริง แต่ด้วยความสัมพันธ์ของกองทัพทั้ง 2 ประเทศที่ค่อนข้างดีตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก็อาจอนุมานได้ว่ากองทัพพม่าส่งจดหมายที่มีเนื้อหาในลักษณะขอความร่วมมือให้ฝั่งไทยช่วยเป็นหูเป็นตาและจัดการขบวนการต่อต้านคณะรัฐประหารพม่าอย่างจริงจัง
จริงอยู่ว่ากองทัพไทยกับพม่าดูจะมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น แต่ในขณะเดียวกันไทยเองก็ดูจะได้ประโยชน์จากการสู้รบและความไม่สงบในพม่ามายาวนาน ตลาดมืดผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดตามแนวชายแดนไทย-พม่า กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับฝ่ายปกครองในพื้นที่ และรัฐบาลไทยยังมีไม้ตายอีกอย่างหนึ่งที่เคยงัดนำออกมาใช้บ่อยครั้ง คือการอ้างว่ารัฐบาลไทยจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชนโดยไม่แยกว่าเป็นฝ่ายใด
หากการสู้รบในพม่ายังเข้มข้นอยู่เช่นนี้ โอกาสที่จะมีผู้อพยพจากพม่าหนีเข้ามาในไทยก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไทยเป็นประเทศเดียวที่มีชายแดนติดพม่า ที่ยังเปิดให้มีผู้อพยพเข้ามาได้ ในขณะที่ชายแดนจีนปิดตายทั้งด้วยโควิดและประเด็นเรื่องความมั่นคง และชายแดนอินเดียที่ก็ปิดตายเช่นเดียวกัน ดังนั้น เส้นทางยอดฮิตสำหรับผู้ลี้ภัยจากพม่า ไม่ว่าจะเป็นในระดับประชาชนธรรมดา หรือผู้ลี้ภัยการเมืองระดับไฮโปรไฟล์จึงเป็นไทย โดยเฉพาะที่ชายแดนอำเภอแม่สอด ที่ในปัจจุบันมีทั้งแรงงานและผู้ลี้ภัยจากพม่ามหาศาล
ถึงแม้ว่ากองทัพไทยกับพม่าจะพยายามรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกันไว้ แต่ทางไทยเองก็ไม่จำเป็นต้องทำตามที่พม่าร้องขอทุกอย่าง ก่อนหน้านี้กองทัพไทยเสียหน้าอย่างหนักที่เครื่องบินรบของพม่าเข้ามาวนเวียนในฝั่งของไทยอยู่หลายนาที ด้วยแรงกดดันจากสังคมและการเมืองในแถบชายแดนดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ชายแดนไทยก็ยังจะเป็นพื้นที่ต้องคำสาบสำหรับกองทัพพม่าต่อไปอีกนาน
บทเรียนการรับผู้ลี้ภัยจากพม่าในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาสอนให้ทางการไทยใช้มาตรการที่ยืดหยุ่น ด้วยความสลับซับซ้อนของปัญหา และปริมาณผู้ลี้ภัยจากพม่าที่เข้ามาในฝั่งไทย มิตรรักชายพม่าลงท้ายบทสนทนาของเราไว้ว่ารัฐบาลไทยต้องเตรียมรับมือคลื่นผู้อพยพคลื่นใหญ่ที่จะถาโถมเข้ามาในฝั่งไทยได้แล้ว เพราะถ้าไม่เตรียมพร้อมกันตั้งแต่วันนี้
ตราบใดที่ชายแดนไทยยังเปิด (ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ) ก็เตรียมรอรับแรงกระเพื่อมหนักได้เลย

