หน้าแรก บทความ เดินหน้าชน ‘นายกจังหวัด’...

‘นายกจังหวัด’

2.12.22 | 12:00 น.

กับดักหนึ่งของการรัฐประหาร คือทำลายความน่าเชื่อถือของระบบเลือกตั้งและการกระจายอำนาจ เพื่อสร้างเครดิตให้ระบบรวบอำนาจ สร้างรัฐราชการขึ้นมาควบคุมปกครองประเทศ

เห็นได้จากหลังรัฐประหาร มีการใช้อำนาจผ่านคำสั่ง คสช.จัดการผู้บริหารองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทุกระดับ เพื่อสร้างมายาคติว่า คนเหล่านี้ขี้โกง ขี้ฉ้อ ทุจริตคอร์รัปชั่น หากเรากลับไปสืบสาวจนเกือบ 8 ปีตามคำสั่ง คสช.ดังกล่าว คำตอบที่ได้คือ สามารถจัดการเอาผิดผู้บริหารท้องถิ่นไปกี่ราย หรือคำสั่งเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องมือต่อรองทางการเมืองเพียงเท่านั้น

วันนี้การเมืองเดินกำลังมาสู่ทางแยกสำคัญ บ้านเมืองกำลังเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งใหญ่เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน เพราะ 8 ปีที่ผ่านมาเชื่อว่าคนในประเทศนี้หูตาสว่างขึ้น ได้คำตอบแล้วว่าระบอบรวบอำนาจทำประเทศล้าหลังมากน้อยขนาดไหน

โจทย์ใหญ่ของประเทศนี้ คือ เราต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่เพื่อกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอีกครั้ง

การกระจายอำนาจถือเป็นการขับเคลื่อนจากล่างขึ้นบน เพื่อสรรหาหรือสร้างผู้บริหารท้องถิ่นที่มีศักยภาพ เพื่อพิสูจน์ว่าท้องถิ่นพร้อมบริหาร และพัฒนาเมืองของตัวเอง

Advertisement

ขณะที่พรรคการเมืองคือส่วนหัวของพีระมิด ในการผลักดันขับเคลื่อนแก้ไขกฎหมายเพื่อตอบสนองหรือปลดล็อกข้อจำกัดการทำงานของท้องถิ่นด้วยเช่นกัน

การขับเคลื่อนควบคู่กันเช่นนี้ถึงจะประสบผลสำเร็จ เพื่อปฏิรูประบบการกระจายอำนาจในประเทศนี้

ยิ่งได้อ่านนโยบายของพรรคก้าวไกลที่กำลังเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันต่อสู้กับกลุ่มอนุรักษนิยม เป็นย่างก้าวสำคัญชี้ทิศทางการกระจายอำนาจของประเทศนี้

เพราะที่ผ่านมาความเจริญและอำนาจในการตัดสินใจส่วนใหญ่ของประเทศรวมศูนย์อยู่ที่ กทม. และรัฐส่วนกลาง ขนาดเศรษฐกิจของ กทม.ใหญ่กว่าจังหวัดอันดับ 2 อย่างชลบุรีถึง 5 เท่า ในขณะที่ส่วนกลางมีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องการใช้งบสูงถึง 80% ของงบประมาณทั้งหมด

การกระจายอำนาจนั้นเกี่ยวโยงกับเรื่องปากท้องของคน เพราะการกระจายอำนาจคือนโยบายเศรษฐกิจ คือเรื่องปากท้อง เพราะการกระจายอำนาจจะนำไปสู่การระเบิดพลังทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทำให้งบประมาณถูกใช้อย่างถูกจุดโดยคนที่ใกล้ชิดกับปัญหาและรู้ปัญหาจริง เพื่อยกระดับบริการสาธารณะและสร้างงานใหม่ๆ ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

นโยบาย “ทุกจังหวัดไทยก้าวหน้า” จะพลิกประเทศทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยหากเป็นรัฐบาล สิ่งที่จะทำใน 100 วันแรก คือ การยกเลิกกฎระเบียบและคำสั่ง คสช. ทั้งหมดที่ล็อกคอ และล้วงลูกท้องถิ่น ถัดมาภายใน 1 ปี คือการทำประชามติว่าประชาชนเห็นด้วยหรือไม่กับการเลือกตั้ง “นายกจังหวัด” ทุกจังหวัด และยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค โดยที่รับประกันว่าไม่มีใครตกงานหรือเสียประโยชน์ และในทุกๆ ปี รัฐบาลก้าวไกลจะค่อยๆ กระจายงบประมาณให้ท้องถิ่นในการจัดทำบริการสาธารณะและพัฒนาพื้นที่

โดยภายใน 4 ปี ท้องถิ่นทั่วประเทศจะได้งบเพิ่มขึ้น 200,000 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นการเพิ่มงบ อบจ. ละ 250 ล้าน เมืองละ 100 ล้าน ตำบลละ 50 ล้านบาทต่อปีโดยเฉลี่ย

นโยบายทุกจังหวัดไทยก้าวหน้าประกอบด้วย 4 ข้อสำคัญ คือ 1.การวางโรดแมปไปสู่การเลือกตั้ง “นายกจังหวัด” ที่จะทำหน้าที่เป็นผู้บริหารสูงสุดในจังหวัดแทนผู้ว่าราชการที่มาจากการแต่งตั้ง 2.การเพิ่มงบจังหวัดจัดการตนเอง 3.การปลดล็อกกฎระเบียบให้ท้องถิ่นจัดทำบริการสาธารณะและแก้ปัญหาให้ประชาชนในพื้นที่ได้ทั้งหมด และ 4.การเพิ่มอำนาจประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของท้องถิ่นเพื่อแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น

นโยบายนี้ข้าราชการทุกคนที่สังกัดส่วนภูมิภาคและสังกัดส่วนท้องที่ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทุกตำแหน่งแห่งหนจะยังคงอยู่ ทุกสิทธิประโยชน์จะยังคงเดิม และทุกความก้าวหน้าจะยังคงมี โดยการปฏิรูประบบราชการครั้งนี้ เป็นเพียงการเปลี่ยนการทำงานของข้าราชการบางส่วนในแต่ละพื้นที่ จากเดิมที่ทำงานแยกกันภายใต้อธิบดีกรม หรือปลัดกระทรวงที่อยู่ที่ กทม. เปลี่ยนเป็นทำงานร่วมกันภายใต้ผู้บริหารท้องถิ่นที่ประชาชนเลือกในพื้นที่โดยตรง

โดยจะเป็นการออกแบบระบบราชการที่ทำให้ศักดิ์และสิทธิของข้าราชการทุกสังกัดเท่าเทียมกัน มีกลไกรองรับการถ่ายโอนโยกย้ายระหว่างส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น

ภารกิจนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ทุกจังหวัดในประเทศไทยก้าวหน้า ถ้าประชาชนเป็นคนเลือกนายกจังหวัดแล้ว จะไม่มีรัฐบาลไหนเปลี่ยนกลับมาให้มีผู้บริหารจังหวัดที่มาจากการแต่งตั้งได้อีก

นโยบายนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ปลดล็อกและกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ถือเป็นการท้าทายพลังของสังคมครั้งใหญ่อย่างแน่นอน

พันธศักดิ์ รักพงษ์