ที่เห็นและเป็นไป : อำนาจที่‘ไม่เห็นหัวประชาชน’
หากอยากรู้ว่าการเมืองไทยเป็นอย่างไร ปัญหาที่ประเทศเดินหน้าพัฒนาไปไม่ได้ ต้องติดแหง็กกับสภาพ “ประเทศกำลังพัฒนา” หรือว่ากันให้ตรงกว่านั้นคือไม่หลุดจาก “ประเทศด้อยพัฒนา” ขอแนะนำให้ไปย้อนดูการอภิปรายในการประชุมรัฐสภาในวาระที่ประชาชนกว่า 70,000 คน รวบรวมรายชื่อยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดที่ว่าด้วยเรื่อง “การปกครองส่วนท้องถิ่น” เมื่อวันพุธที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา
แล้วจะมีคำตอบสำหรับคำถามที่เกิดขึ้นในใจทั้งหมด
องค์กรใดองค์กรหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นประเทศ บริษัทห้างร้าน หรือจังหวัด อำเภอ ตำบล หรือท้องถิ่นต่างๆ จะมีพัฒนาการอย่างไร เจริญรุ่งเรือง หรือจมปลักอยู่กับความด้อยพัฒนา สิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญคือ “ทัศนคติของผู้มีอำนาจ” ต่อการจัดการความเป็นไปขององค์กรนั้น
ผู้มีอำนาจคิดและทำเพื่ออะไร
รัฐสภาเป็นหนึ่งในสามอำนาจอธิปไตย เป็น “สมาชิกรัฐสภา” อันประกอบด้วย “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” และ “วุฒิสมาชิก” เป็นผู้มีอำนาจที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับประเทศที่ประกาศว่า “อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน” โดยมี “ส.ส.” และ “ส.ว.” เป็นผู้ทำหน้าที่แทน
บทบาทของสมาชิกรัฐสภาจึงกำหนดความเป็นไปของประเทศ
ความเจริญรุ่งเรือง หรือความอับจนหนทางพัฒนาชาติขึ้นอยู่กับสติปัญญา และทัศนคติของคนเหล่านี้
การอภิปราย “ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ว่าด้วย “การปกครองส่วนท้องถิ่น” ดังกล่าว เป็นวาระที่เปลือยความรู้ ความคิดของ “สมาชิกรัฐสภาที่อวดอ้างความทรงเกียรติอย่างล่อนจ้อน” ว่าทรรศนะของใครส่งผลต่อความเป็นไปของประเทศชาติ และชีวิตประชาชนอย่างไร
หากต้องการเข้าใจว่า “ทำไมประเทศเป็นแบบนี้” ขอให้ยอมเสียเวลาสักนิด ย้อนไปฟังการอภิปรายในวันดังกล่าว ยิ่งฟังอย่างละเอียดเพื่อศึกษาให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของ “สมาชิกผู้ทรงเกียรติ” แต่ละคน ว่าเข้ามาทำหน้าที่เพื่ออะไร เพื่อตนเองหรือเพื่อประชาชนได้จะยิ่งเห็นชัด
เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้เสนอโดยประชาชนที่รวบรวมรายชื่อกันมา ทำให้นอกจาก “สมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ” แล้วยังมีตัวแทนประชาชนมาเป็นผู้นำเสนอเนื้อหา และชี้แจงข้อสงสัยต่อที่ประชุมด้วย
สาระของการอภิปรายแบ่งเป็น 2 ฝ่าย
ฝ่ายหนึ่ง เอาประโยชน์ที่จะได้กับประชาชน โดยเฉพาะคนในท้องถิ่นเป็นเป้าหมาย นำเสนอโครงสร้างการบริหารจัดการในด้านต่างๆ ที่เอื้อต่อการพัฒนาท้องถิ่นให้เกิดผลงานที่สร้างความสะดวกสบายให้ประชาชนได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และมีความหวังต่ออนาคตของลูกหลาน
เอาการพัฒนาเพื่อประชาชนเป็นเป้าหมาย
ขณะที่สมาชิกอีกจำพวกหนึ่ง นำเสนอเนื้อหาที่ชี้ให้เห็นความห่วงใยในอำนาจของพวกพ้องตัวเอง เป็นห่วงว่าจะกระทบกระเทือนอำนาจของ “ราชการ” ที่มีอยู่ นำเสนอความคิดที่สะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นในประชาชนว่าจะจัดการดูแลกันเองได้ ติดกับความเชื่อว่าประชาชนต้องฝากชีวิตให้ “ราชการ” เป็นผู้จัดการ
สะท้อนทรรศนะที่หมิ่นแคลนประชาชนอย่างน่าเศร้า และลุ่มหลง ยึดติดในอำนาจ “ราชการรวมศูนย์” อย่างงมงาย อันหมายถึงหมดสมรรถนะที่จะแสวงหาความเป็นจริงจากที่ตัวเอง “หลงเชื่อ” ได้ เห็นจากคนจำพวกนี้ไม่พร้อมฟังคำชี้แจงใดๆ ที่ผิดไปจากความเชื่อของตัวเองทั้งสิ้น
ที่น่าเศร้ากว่านั้น ในการประชุมครั้งนี้ นอกจาก “ตัวแทนประชาชน” ที่เข้ามาเสนอร่างแล้ว มี “สมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ” ในนามของ “ผู้แทนราษฎร” ไม่กี่พรรคที่แสดงออกถึง “ความเชื่อมั่นในประชาชน” มุ่งไปที่ “ประโยชน์สุขของประชาชน” เป็นสำคัญ
แทบจะส่วนใหญ่ เป็น “ผู้ทรงเกียรติ” ที่หลงอยู่กับการปกปักรักษา “อำนาจข้าราชการ” เสนอทรรศนะที่กดข่มประชาชนไว้เป็นพลเมืองอีกชั้นที่ยังจำเป็นต้องมีผู้ดูแลอนุบาล
น่าเศร้ากว่านั้นคือ ไม่ใช่แค่ “นักการเมืองที่มาจากการแต่งตั้ง” ซึ่งหวังไม่ได้กับการเห็นคุณค่าของอำนาจประชาชนแล้ว กลับกลายว่ามี “ผู้แทนราษฎร” จาก “บางพรรค” ที่มีทัศนคติอันเลวร้ายต่อประชาชนเสียยิ่งกว่า ทั้งที่เป็นผู้ได้อำนาจมาจากประชาชนเลือกให้มาเป็นผู้แทน
อยากรู้ว่า ใครเป็นอย่างไร ความหวังที่ไม่มีทางเป็นจริงได้ของการพัฒนาประเทศเกิดจากอะไร โปรดลองไปหาคลิปการประชุมครั้งนี้มาฟัง ยิ่งฟังอย่างละเอียดยิ่งดี
เพื่อว่าในการเลือกตั้งต่อไปที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
จะได้รู้ ได้คิด ว่าเมื่อถึงเวลาลงคะแนน จะกาให้ใคร ให้พรรคไหน เพื่อความหวังว่าประเทศพอจะพัฒนาในทางสร้างประโยชน์สุขให้ประชาชนได้บ้าง

