หน้าแรก คอลัมนิสต์ ส.ว.แผ่นเสียง...

ส.ว.แผ่นเสียงตกร่อง

8.12.22 | 12:23 น.

ที่ประชุมรัฐสภา นัดลงมติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พุทธศักราช แก้ไขเพิ่มเติมหมวด 14 การปกครองส่วนท้องถิ่น ที่เสนอโดยนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 76,591 คน ในการประชุมวันพุธที่ 7 ธันวาคม ที่ผ่านมา

หลังผ่านการอภิปรายโต้แย้งกันอย่างเข้มข้นทั้งฝ่าย ผู้เสนอและฝ่ายค้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งวุฒิสมาชิกระดับแกนนำประกาศจุดยืนไม่เอาด้วยอย่างแน่นอน

หัวเด็ดตีนขาด ไม่ยอมให้ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค เปลี่ยนผู้ว่าราชการจังหวัดจากการแต่งตั้งโดยกระทรวงมหาดไทย เป็นมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนเช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร

ทั้งๆ ที่เนื้อหาของร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ชัดเจนในมาตรา 4 ให้คณะรัฐมนตรีจัดทำแผนการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคภายใน 2 ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ และจัดให้มีการออกเสียงประชามติในเรื่องการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคภายในห้าปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้

ไม่ได้ยกเลิกทันทีทันใด เมื่อร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ แต่คณะรัฐมนตรีต้องใช้เวลาอีก 2 ปีจัดทำแผนการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค

Advertisement

จัดทำแผนเสร็จแล้ว ใช่ว่าจะใช้ได้ทันทีอีกเช่นกัน เพราะมีเงื่อนไขกำกับอยู่ นั่นคือ ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติเรื่องการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคภายในห้าปี

ฉะนั้น การที่จะนำแผนยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคมาใช้ โดยหลักการก็ต้องรอผลการออกเสียงประชามติเสียก่อน หากประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติไม่เห็นด้วยก็เป็นอันว่าแผนการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคต้องพับไปโดยปริยาย

นั่นหมายความรวมไปถึงว่า บทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปกครองส่วนท้องถิ่นที่นำเสนอก่อนหน้านี้ ไม่มีผลในทางปฏิบัติไปด้วย เพราะผลประชามติไม่เห็นด้วย

แต่ไม่ว่าเงื่อนไขเวลาที่จะต้องทำแผนการยุบราชการส่วนภูมิภาคและการออกเสียงประชามติจะเขียนไว้นานกี่ปีก็ตาม ล้วนไม่มีผลต่อการเปลี่ยนใจ เปลี่ยนจุดยืนของวุฒิสมาชิกฝ่ายคัดค้านทั้งสิ้น

เหตุผลที่ยกขึ้นมาคัดค้าน ไม่ต่างไปจากที่เคยอภิปรายกันมาแล้ว ทุกครั้งที่มีญัตติหรือร่างกฎหมายเกี่ยวกับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเข้าสู่ที่ประชุม

ตอกย้ำครั้งแล้วครั้งเล่า ประเทศไทยเป็นรัฐเดี่ยวจะแบ่งแยกไม่ได้ การกระจายอำนาจโดยยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้งโดยตรงโดยประชาชน ต่อไปบรรดานักเลงหัวไม้ ผู้มีอิทธิพล พ่อค้านายทุนขุนศึกในจังหวัดต่างๆ ยิ่งเติบโต มีอิทธิพล ผลประโยชน์ กลายเป็นรัฐอิสระในที่สุด

ไม่สนใจในตัวร่างแก้ไขที่เขียนไว้ชัดเจน ภารกิจใดบ้างที่รัฐราชการส่วนกลางยังมีอำนาจบริหารจัดการอยู่ ภารกิจใดบ้างที่ราชการส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบทำได้แค่ไหน

ที่ตลกร้ายและแผ่นเสียงตกร่อง เช่นเดียวกับทุกครั้ง ก็คือ คำโต้แย้งเชิงตั้งคำถามว่า แก้ไขรัฐธรรมนูญ เปลี่ยนแปลงระบบการปกครองเหลือเฉพาะส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น ชาวบ้านได้อะไร เกิดประโยชน์ต่อชาวบ้านตรงไหน

แม้ว่าครั้งนี้มีเรื่องของการออกเสียงประชามติ เฉพาะประเด็นว่าด้วยการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค เป็นหลักการสำคัญ เพิ่มเข้ามาก็ตาม

คำตอบสำหรับคำถามแผ่นเสียงตกร่องที่ว่าชาวบ้านได้อะไร จึงคิดเองได้ไม่ยากเลย ประโยชน์ที่ชาวบ้านได้ก็คือ ได้สิทธิและโอกาสในการตัดสินใจ กำหนดอนาคตของระบบการบริหารการปกครองด้วยตัวของพวกเขาเองกลับคืนมาอีกครั้ง ในสายตาและความต้องการของพวกเขาควรเป็นอย่างไร นั่นเอง

ว่าไปแล้ว ข้อถกเถียงว่าด้วยการยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค ไม่ใช่เพิ่งปรากฏขึ้นแต่เกิดขึ้นมานานแล้ว เคยมีการศึกษาค้นคว้าและข้อเสนอให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาตามลำดับ

ที่ชัดเจนตรงไปตรงมาที่สุดก็คือคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ (คปร.) นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อเดือนพฤษภาคม 2554

ย้อนไปก่อนหน้านั้น พ.ศ.2550 มีข้อเสนอของคณะกรรมาธิการการปกครอง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ม.ร.ว.กำลูนเทพ เทวกุล เป็นประธาน คณะนี้เสนอให้ใช้แนวทางปรับบทบาทและอำนาจ สร้างเอกภาพการปฏิบัติงานของผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่ถึงขั้นให้ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค

แต่ผลการศึกษาและข้อเสนอของทั้งสองคณะล้วนไม่เกิดผลในทางปฏิบัติใดๆ ปรับน้อยก็ไม่ทำ ปรับใหญ่ยิ่งไม่เอา ไม่สามารถผลักดันได้สำเร็จแม้แต่น้อย เพราะการคัดค้าน ต่อต้าน ด้วยคำถามเดิมๆ

จากเหตุแห่งความกลัว หวาดระแวง ชาวบ้านจะมีอำนาจกำหนดชะตากรรมและอนาคตของสังคมด้วยตัวเขาเองในที่สุด นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ ผมเลยทำนายล่วงหน้าได้เลยว่า มติของรัฐสภาต่อร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีชะตากรรมเช่นเดียวกับทุกครั้งที่ผ่านมา คือ ฝ่ายประชาชนผู้เสนอแพ้ ฝ่ายค้านชนะอีกเช่นเคย