หน้าแรก คอลัมนิสต์ วิถีแห่งกลยุท...

วิถีแห่งกลยุทธ์ : บ่มเพาะ ‘คน’ กลยุทธ์ หลี่ว์ปู้เหวย บัลลังก์ อำนาจ

8.12.22 | 12:37 น.

ไม่ว่า “ประวัติศาสตร์จีนฉบับย่อ” ของหลี่เฉวียน ไม่ว่า “ยุทธจักรชิงบัลลังก์มังกร” จากการเรียบเรียงของ วินัย สุกใส
เมื่อเริ่มต้นยุคฉิน เมื่อเขียนถึงจิ๋นซีฮ่องเต้
มักจะถือจุดตั้งต้นที่เรื่องราวอันเพริศแพร้วพรรณรายของ “หลี่ว์ปู้เหวย” โยงใยสายสัมพันธ์กับ “อี้เหริน”
เท้าความเนิ่นนาน
ในครั้งที่แคว้นฉินมีจิ๋นเจาหวางเป็นเจ้าผู้ครองแคว้นอยู่นั้น ได้สถาปนาอันกว๋อจุน ผู้บุตรชายเป็นรัชทายาท และได้ส่งตัวอี้เหริน บุตรชายของอันกว๋อจุนไปเป็นตัวประกันอยู่แคว้นเจ้า
อี้เหรินอยู่แคว้นเจ้าอย่างอดอยากยากเข็ญ และได้รับการดูถูกเหยียดยามจากเหล่ามูลนายแคว้นเจ้าเป็นอย่างยิ่ง
นี่ย่อมเป็นโอกาสของ “หลี่ว์ปู้เหวย”

เมื่อ “หลี่เฉวียน” เขียน “ประวัติศาสตร์จีน ฉบับย่อ” ก็ปรากฏเรื่องราวของหลี่ว์ปู้เหวยตามสำนวนแปล เขมณัฏฐ์ ทรัพย์เกษมชัย
หลี่ว์ปู้เหวยเป็นชาวหยางไจ้ (ปัจจุบันคืออำเภออวี่ในมณฑลหูหนาน)
เป็นพ่อค้าใหญ่ที่มีฐานะร่ำรวย ทำการค้าอยู่ในเมืองหานตันมาเป็นเวลานาน และได้รู้จักกับอี้เหริน ตัวประกันชาวแคว้นฉิน
ในเวลานั้นพ่อของอี้เหรินเพิ่งได้ขึ้นเป็นรัชทายาท ต่อไปจะได้ขึ้นเป็นกษัตริย์แคว้นฉิน
มเหสีของเขาไม่มีโอรส ดังนั้น แม้ว่าอี้เหรินจะเป็นเพียงองค์ชาย แต่เพียงแค่คิดหาวิธีแย่งชิงก็มีความเป็นไปได้ว่าจะได้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งกษัตริย์
หลี่ว์ปู้เหวยเห็นว่าอี้เหรินเป็น “ของหายากที่พอจะกักตุนไว้เก็งกำไรได้”

ขณะที่ บุญศักดิ์ แสงระวี เมื่อเขียน “จิ๋นซีฮ่องเต้ มหาราชหรือทรราช” หลี่ว์ปู้เหวยซึ่งได้รับความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงในกิจการค้าของตนจนมั่งคั่ง
มองอี้เหรินด้วยสายตาเหมือนหนึ่งมองสินค้าสำคัญ
เป็นสินค้าที่ค่อนข้างพิสดาร ถ้าดีดลูกคิดรางแก้วให้ดีก็สามารถนำกำไรมาสู่เขาอย่างมหาศาล และสามารถจะยกฐานะของเขาให้กลายเป็นคนสำคัญทางการเมืองได้ด้วย
หลี่ว์ปู้เหวยจึงปรารภกับตัวเองว่า “สินค้าพิสดารเช่นนี้น่ากักกุนไว้หากำไรนัก”
ไม่ว่าคำว่า “สินค้า” ไม่ว่าคำว่า “เก็งกำไร” หากมองจากพื้นฐานการดำรงอยู่ของหลี่ว์ปู้เหวยในยุคฉิน
ก็ค่อนข้างจะแปลกแยก
จึงสมควรย้อนกลับไปอ่าน “ไซ่ฮั่น ตังฮั่น” อันสำนักพิมพ์ศรีปัญญา ตีพิมพ์อย่างประณีตมาสอบทานเพื่อเปรียบเทียบ
พร้อมกับปรับแต่งชื่อตัวละครให้ประสานสอดคล้อง

ขณะนั้นมีชายคนหนึ่งแซ่หลี่ว์ ชื่อปู้เหวย อยู่ ณ บ้านหยางเจ๋ เมื่อรุ่นหนุ่มได้เป็นศิษย์กุยก๊ก เรียนดูลักษณะ
ครั้นใหญ่ขึ้นเป็นพ่อค้าเที่ยวค้าขายเดินมาพบอี้เหริน
เห็นลักษณะจะได้เป็นกษัตริย์ จึงนึกว่า “คนผู้นี้เหมือนสิ่งของอันประเสริฐ ไม่ควรจะตีราคา”
จึงเดินเข้าไปสะกิดถามบ่าวว่า “คนขี่ม้าข้างหลังนั้นชื่อใด”
บ่าวจึงบอกว่า “ชื่ออี้เหริน หลานพระเจ้าเมืองฉินที่จับได้ในกลางศึก รับสั่งให้นายเราคุมไว้”
(จากนั้นทั้งนายและบ่าวก็) พาอี้เหรินมา ณ บ้าน

ฝ่ายหลี่ว์ปู้เหวยครั้นมาถึงบ้านเข้าไปหาบิดาจึงถามว่า “ถ้าจะทำไร่นาจะได้ผลเท่าใด”
บิดาจึงว่า “ถ้าฝนฟ้าดีจะได้ภาษีสิบเท่า”
หลี่ว์ปู้เหว่ยจึงว่า “จะซื้อหัวแหวนที่ดีเอามาตกแต่งขายจะมีกำไรอันใด”
บิดาจึงว่า “ถ้ารู้ดูว่าดีจะมีประโยชน์ร้อยเท่า”
หลี่ว์ปู้เหวยจึงถามบิดาว่า “ถ้าเชื้อกษัตริย์ตกไร้ จะช่วยทำนุบำรุงให้ได้ครองราชสมบัติจะจัดเป็นความชอบสถานใด”
บิดาจึงว่า “ถ้าทำได้ดังนั้นจะมีความชอบยิ่งนัก”
หลี่ว์ปู้เหวยจึงว่า “จะซื้อขายก็ลำบาก จะทำไร่ไถนานั้นป่วยการแรงคน แลประโยชน์ก็พอนับถ้วน เวลาวันนี้ข้าพเจ้าไปพบหลานพระเจ้าเมืองฉินชื่ออี้เหริน รูปทรงต้องลักษณะ นานไปภายหน้าจะมีบุญเป็นแท้
บัดนี้ เหลียมโก้ไปตีทัพจับมาได้ เตียวอ๋องมอบให้กองซุนเขียนพาตัวมาไว้ ข้าพเจ้าพบท่านกลางทางเห็นขัดสนที่จะแก้ตัวรอดได้ ข้าพเจ้าจะทอดสนิทกับกองซุนเขียนให้คุ้นเคย
แล้วจะคิดแก้ไขให้อี้เหรินได้กลับคืนไปเมือง”

Advertisement

ฝ่ายหลี่อ๋องผู้บิดาหลี่ว์ปู้เหวยจึงว่า “การครั้งนี้จะคิดทำเห็นยากนัก ถ้าสมความคิดตลอดเจ้าจะได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่
แม้ไม่สมความคิดภัยก็จะมีแก่เรา เจ้าจงตรึกตรองดูการให้ดีก่อน”
หลี่ว์ปู้เหวยจึงว่า “ข้าพเจ้าเรียนดูลักษณะแต่ได้ทายมากว่าร้อยคนยังมิได้ผิด คนผู้นี้มีวาสนาและราศีก็กล่ำขึ้น บิดาอย่าวิตกเลย”
แต่นั้นมาหลี่ว์ปู้เหวยเที่ยวสืบเสาะไปหาคนที่รักสนิทกับกองซุนเขียน
จึงพบผู้หนึ่งอยู่ทิศตะวันออกจึงแต่งของกำนัลไปหาว่า “ข้าพเจ้าเป็นพ่อค้าอยู่ในเมืองนี้จะมาพึ่งท่านให้พาข้าพเจ้าไปฝากตัวไว้กับกองซุนเขียนจะพึ่งบุญต่อไปภายหน้า”
“พรุ่งนี้ท่านจงจัดของกำนัลไว้จะพาไปหากองซุนเขียน”

ครานี้ลองอ่านสำนวน บุญศักดิ์ แสงระวี จาก “จิ๋นซีฮ่องเต้ มหาราชหรือทรราช” ซึ่งเกลาแต่งมาจาก “ไซ่ฮั่น” เช่นเดียวกัน
อี้เหรินผู้น่าสงสารถูกทิ้งขว้างให้ว้าเหว่หงอยเหงามานาน
จู่ๆ ก็มีพ่อค้ามั่งคั่งเข้ามาคบหาเป็นเพื่อน มิหนำซ้ำยังให้การช่วยเหลือด้านชีวิตความเป็นอยู่ที่อัตคัดขัดสน
ใช่แต่เท่านั้น หลี่ว์ปู้เหวยยังพูดจาให้กำลังใจอีกเป็นอันมาก
“ท่านมีความประสงค์จะรุ่งเรืองเฟื่องฟูวันข้างหน้าหรือไม่ ถ้าต้องการข้าพเจ้าก็พอจะหาทางช่วยได้”
“ถ้าท่านรุ่งเรืองเฟื่องฟูแล้ว ข้าพเจ้าจักขอพึ่งใบบุญท่าน”
ได้ยินคำพูดอันเปี่ยมด้วยถ่อมตนเช่นนั้น หลี่ว์ปู้เหว่ยจึงตอบ “ข้าพเจ้าจักรุ่งเรืองเฟื่องฟูก็เพราะท่านหาใช่ใครอื่นไม่”
อี้เหรินได้ฟังก็รู้ว่าในถ้อยคำของหลี่ว์ปู้เหว่ยมีเลศนัยอยู่
จึงเชิญเข้าไปยังห้องลับตาคน เพื่อให้แจ้งในความประสงค์ของหลี่ว์ปู้เหวย พลันที่หลี่ว์ปู้เหวยเรียงถ้อยจำนรรจ์
ทุกอย่างก็ประจักษ์แก่ใจ

ฉินจาวอ๋องเสด็จปู่ของท่านทรงชราภาพแล้ว พระบิดาท่านอันกว๋อจุนก็มีตำแหน่งเป็นไท่จือต่อไปวันข้างหน้าคงจะได้ขึ้นเสวยราชสมบัติ
อันกว๋อจุนมีโอรสถึง 20 กว่าองค์
ท่านมิใช่โอรสองค์ใหญ่และพระบิดาก็มิโปรด ปรานท่านเป็นพิเศษต่อไปวันหน้าท่านจะทำประการใดมิต้องอยู่เป็นตัวประกันอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตหรือ
ข้าพเจ้าเป็นทุกข์แทนท่านนัก
ข้าพเจ้าพอจะมีวิธีการทราบมาว่าบิดาท่านโปรดปรานสนมหวาหยางยิ่งนัก สนมหวาหยางเองก็ไม่มีทั้งโอรสและธิดา หากท่านสามารถกลายเป็นบุตรบุญธรรมของสนมหวาหยางได้ตำแหน่งไท่จือของท่านก็อยู่แค่มือเอื้อม
แต่การที่จะเข้าหาสนมหวาหยางจนได้รับท่านเป็นบุตรบุญธรรมนั้นจำต้องใช้สติปัญญาจึงจะได้”
ทุกอย่างล้วนมีจุดเริ่มต้นจากความคิดและการลงมือทำของหลี่ว์ปู้เหวย

พ.ศ.292 ฉินเจาหวางถึงแก่ชีวิต อันกว๋อจุงได้ขึ้นครองบัลลังก์เป็นฉินเสี้ยวหวินหวาง ได้สถาปนาอี้เหรินเป็นรัชทายาท
ใช้นาม จื๋อฉู่ ตามข้อเสนอแนะของหวางหยาง
หลังจากทำพิธีขึ้นครองราชย์ได้เพียง 3 วัน ฉินเสี้ยวหวินหวางก็เสียชีวิต
วินัย สุกใส ตั้งข้อสังเกตชวนสงสัยว่า เป็นเพราะหลี่ว์ปู้เหวยวางยาพิษเพื่อเร่งวันเวลาแห่งความเป็นใหญ่ให้มาถึงเร็วขึ้น
อี้เหรินในฐานะรัชทายาทก็ขึ้นเป็น “ฮ่องเต้”
สนมเอกหวาหยางก็ขึ้นเป็นไทเฮา เจ้าจีก็ขึ้นเป็นฮองเฮา สถาปนาอิ๋งเจิ้งอันถือกำเนิดจากเจ้าจีขึ้นเป็นรัชทายาท
หลี่ว์ปู้เหวยก็ได้เป็น “อัครมหาเสนาบดี”
“อยู่ใต้อำนาจของคนเพียงคนเดียว แต่มีอำนาจเหนือคนนับล้าน” และคนคนเดียวที่อยู่เหนือก็เป็นเพียงหุ่นเชิด
ถือเป็นการลงทุนอันคุ้มค่ายิ่ง