ความไม่ชัด ‘บิ๊กตู่-รทสช.’
ภาวะฝุ่นตลบจัดทัพภายใน
ยุบสภา ต่อเมื่อได้เปรียบ
ท่าทีและสัญญาณทางการเมืองของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แม้องคาพยพทั้งบุคลากรทางการเมือง โดยเฉพาะรัฐมนตรี และ ส.ส.ที่จัดอยู่ในข่ายสาย “บิ๊กตู่” แสดงความชัดเจนว่าพร้อมตาม พล.อ.ประยุทธ์ หาก พล.อ.ประยุทธ์ตัดสินใจไปต่อในทางการเมืองกับพรรคใด ซึ่งความเป็นไปได้สำหรับพรรคที่เตรียมการรองรับ
รอเพียงแค่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศความชัดเจนอย่างเป็นทางการว่าพร้อมจะเข้าร่วม ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) หรือไม่
แม้ พล.อ.ประยุทธ์ยอมรับว่าจะไปต่อทางการเมืองอีก 2 ปี ตามเงื่อนไขที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่า สามารถดำรงตำแหน่งนายกฯได้ถึงปี 2568 ซึ่งจะครบวาระการดำรงตำแหน่ง 8 ปี พร้อมกับพยักหน้ายอมรับว่าจะไปต่อกับพรรคการเมืองที่ทุกคนก็รู้ๆ กันอยู่
แต่ภายหลังที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นำโดย “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค พปชร. เปิดตัว “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” เข้ามาเป็นสมาชิกพรรค มาช่วยแก้จุดอ่อนในเรื่องเศรษฐกิจที่จะใช้เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของพรรค พปชร. ในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้ากับทุกพรรค อีกทั้ง “มิ่งขวัญ” ยังออกตัวแบบเล่นเกินบทหรือไม่ โดยได้ประกาศว่าตัวเองถือเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯของพรรค พปชร. ที่จะไปทำหน้าที่ดีเบตบนเวทีโชว์นโยบายแข่งกับพรรคการเมืองอื่น
พร้อมกับระบุเหตุผลสำคัญถึงการตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรค พปชร. เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ไม่ไปต่อกับพรรค พปชร.แล้ว ขณะที่ พล.อ.ประวิตรก็สำทับยืนยันด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ออกจากพรรค พปชร.ไปแล้ว
ส่งผลถึงท่าทีล่าสุดของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ตอบคำถามถึงความชัดเจนทางการเมืองว่า ยังต้องรอฟังเสียงของประชาชนก่อนว่าจะสนับสนุนให้ทำงานการเมืองกับพรรคใด อีกทั้งยังย้อนถามผู้สื่อข่าวกลับว่า ที่เป็นนายกฯมา ก็เพราะพรรค พปชร.เสนอชื่อและสนับสนุนให้เป็นนายกฯ อีกทั้งในขณะนี้ยังไม่มีพรรคการเมืองใดมาเทียบเชิญขอชื่อให้เป็นแคนดิเดตนายกฯเลย
ซึ่งท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ยังไม่ประกาศความชัดเจนว่าจะไปต่อกับพรรคใด แม้ในมิติและความเป็นไปได้ในทางการเมือง จะรับรู้กันว่า พรรค รทสช.คือบ้านหลังใหม่ ที่รอให้ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศนำทัพขับเคลื่อนอย่างเป็นทางการ
แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่ประกาศชัดว่าจะไปต่อกับพรรค รทสช.หรือไม่ ย่อมมีนัยยะที่อาจสะท้อนถึงความไม่พร้อมทั้งตัว พล.อ.ประยุทธ์ รวมทั้งการจัดทัพ วางขุนพลที่จะเข้ามาทำหน้าที่ขับเคลื่อนพรรค รทสช.ลงสนามเลือกตั้ง โดยเฉพาะเมื่อมีทั้งหัวหน้ากลุ่มจากพรรค พปชร.ที่นำ ส.ส.ในสังกัดมาเข้าร่วมกับพรรค พปชร.อย่าง “สุชาติ ชมกลิ่น” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และอดีตผู้อำนวยการพรรค พปชร. ที่มี ส.ส.อยู่ในกลุ่มประมาณ 10 คน หากย้ายไปสังกัดพรรค รทสช.แล้วไม่มีตำแหน่งบริหารภายในพรรค อย่างเก้าอี้ “เลขาธิการพรรค” ที่จะมีบารมีดูแลสมาชิกและลูกพรรคให้เกิดความเชื่อมั่นได้ ย่อมต้องคุยกันให้ชัดก่อนที่จะนำกลุ่ม ส.ส.ไปร่วมสังกัด
แม้ฉากหน้า “สุชาติ” ได้ประกาศไว้ว่าพร้อมไปช่วย พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ว่าจะไปสังกัดพรรคใด แต่ในทางการเมืองย่อมต้องมี “เก้าอี้” หรือ “หมวก” ที่มาพร้อมกับบารมีในพรรคเพื่อให้ ส.ส.ที่จะตามไปสังกัดด้วยเกิดความเชื่อมั่นได้ว่าจะมีโอกาสได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.
แม้ทั้ง “2 ป.” จะยอมรับว่า ทั้งพรรค พปชร.และพรรค รทสช. คือ พรรคพี่พรรคน้องกัน ตามยุทธศาสตร์แยกกันเดินรวมกันตี เรื่องการดูด ดึง ส.ส.ระหว่างพรรค ย่อมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่สถานการณ์ของพรรค พปชร. แม้ในช่วงแรกกระแสความนิยมของพรรคที่เคยมี จะไหลออกตาม พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีแนวโน้มจะเดินต่อในทางการเมืองกับพรรค รทสช. แต่ด้วยความนิ่งและบารมีทางการเมืองของ พล.อ.ประวิตรและทีมงาน ที่เตรียมความพร้อมและสร้างความมั่นใจให้กับ ส.ส.พรรค พปชร.ว่าสามารถไปต่อในการเลือกตั้งครั้งหน้ากับพรรคได้ เพราะด้วยกลไกรัฐ ตลอดจนทรัพยากรที่มีอยู่ในมือ อีกทั้ง พล.อ.ประวิตรยังสามารถดีลกับกลุ่มบ้านใหญ่ที่มีเสียงของ ส.ส.ในพื้นที่ ชนิดที่หวังผลได้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่ต้องอาศัยกระแสของพรรค หรือกระแสตัวบุคคล อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ในการสู้ศึกเลือกตั้ง
ส่งผลให้บรรดานักเลือกตั้ง หรือผู้สมัคร ส.ส. ที่คิดจะตีจากพรรค พปชร.ต้องคิดหนัก และกลับมาทบทวนกันใหม่ว่า หากย้ายออกจากพรรค พปชร.ลงรับเลือกตั้งกับพรรคใหม่ จะได้คุ้มเสียหรือไม่ เพราะการเลือกตั้งครั้งหน้าจะอาศัยเพียงกระแสของแคนดิเดตนายกฯเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ หากไร้ตัวช่วยอื่นโอกาสที่จะได้รับเลือกตั้งเข้าสภาอาจต้องเจอกับคำว่า “เป็นไปไม่ได้”
สภาพการเมืองภายในพรรคพี่พรรคน้อง อย่างพรรค พปชร.กับพรรค รทสช. จึงยังอยู่ในสภาวะฝุ่นตลบ ไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่า ท้ายที่สุด พล.อ.ประยุทธ์จะเลือกตัดสินใจไปต่อกับพรรค รทสช.หรือพรรคใด เนื่องจากต้องจัดทัพทั้งขุนพลและทรัพยากร ตลอดจนกติกาที่จะรองรับการเลือกตั้งให้มีความพร้อมและได้เปรียบต่อรัฐบาลมากที่สุด อย่างการอนุมัติงบประมาณ โดยมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านโครงการที่เรียกว่า “ซานตาคลอส” ของกระทรวงต่างๆ เพื่อฟื้นเรตติ้งและคะแนนนิยมให้กับพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะเรตติ้งต่อตัว “พล.อ.ประยุทธ์” ให้กลับมาอยู่ในสถานะที่พร้อมต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า เมื่อกลุ่มผู้มีอำนาจยังอยู่ในสภาวะ “ไม่พร้อม” โอกาสที่จะยุบสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ย่อมจะไม่เกิดขึ้น
เพราะผล “แพ้-ชนะ” ในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเป็นตัวชี้วัดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่

