
ใครนำถอยสู่ ‘ความด้อยพัฒนา’
สัปดาห์ที่ผ่านมาในกระแสข่าวมี 2 ประเด็นที่คิดว่าสังคมควรจะโฟกัสเพื่อให้เห็นภาพความเป็นไปของการอยู่ร่วมกันในประเทศไทยเราให้ชัดขึ้น
ชัดว่าจะเดินไปข้างหน้าได้แค่ไหน
2 เรื่องที่ว่าคือ หนึ่ง มติของรัฐสภาล้มร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวดการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ประชาชนกว่า 70,000 คน ลงชื่อร่วมกันเสนอ และ สอง นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท ที่พรรคเพื่อไทยประกาศเป็นนโยบาย
ทั้ง 2 เรื่องที่เห็นว่าน่าจะโฟกัสเพื่อให้เห็นภาพชัดมี 2 มิติ
มุมแรกคือ การพร้อมที่จะรับฟังความเป็นเหตุเป็นผล และวางอคติของตัวเองลงก่อนที่จะเลอะเลือนไปจากข้อเท็จจริงของผู้มีบทบาทในการนำพาประเทศ ซึ่งก็คือ “นักการเมือง” ไม่ว่าจะเป็น “นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน” หรือ “นักการเมืองที่เสวยวาสนาจากแต่งตั้งของผู้มีอำนาจ” ก็ตาม
อีกมุมคือ ความไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ยืนหยัดที่จะอยู่กับสภาพเดิมๆ นำประเทศหมกอยู่กับภาวะที่รู้อยู่ว่าขัดขวางการพัฒนา
เรื่องแรก “ปลดล็อกท้องถิ่นออกจากการถูกควบคุมโดยอำนาจศูนย์กลาง”
หากติดตามการเมืองเชิงโครงสร้างอำนาจสักหน่อย แม้ไม่ต้องลงรายละเอียดอะไรมากมาย ย่อมรู้ว่าปัญหาการพัฒนาประเทศเกิดจากโครงสร้างในท้องถิ่นมีความซ้ำซ้อนในทุกระดับ ระหว่างการปกครองส่วนภูมิภาคกับการปกครองส่วนท้องถิ่น
พื้นที่เดียวกัน ประชากรเดียวกัน และอื่นๆ อย่างดียวกัน ถูกบริหารและจัดการด้วยการปกครอง 2 ระบบ เกิดหน่วยงานซ้ำซ้อน ต้องจ้างบุคลากรที่สิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ ซ้ำยังเกิดความขัดแย้งติดขัดมากมายตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ ลงไปถึงตำบล หมู่บ้าน
ประชาชนกว่า 70,000 รายชื่อเห็นว่าควรแก้ปัญหานี้เสียที ให้เกิดความคล่องตัวและไม่สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินโดยไม่มีประโยชน์ น่าจะต้องนำเรื่องนี้มาพิจารณาอย่างจริงจังโดยรับหลักการแก้ไข แล้วนำไปปรึกษาหารือกันในรายละเอียดว่าจะหาจุดลงตัวที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างไร
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “นักการเมืองกลุ่มหนึ่ง” ไม่พร้อมจะฟังเหตุผลอะไรทั้งสิ้น หลับหูหลับตาตอบโต้และล้มเจตนาแก้ปัญหาเรื้อรังนี้ ด้วยความกังวลว่า “ข้าราชการจะสูญเสียอำนาจ”
เห็น “การรักษาอำนาจรวมศูนย์ของข้าราชการไว้ สำคัญกว่าเจตนาแก้ปัญหาความซ้ำซ้อนที่เรื้อรังอย่างสิ้นคิดมายาวนาน”
ประเทศไปทางไหนไม่ได้ เพราะความไม่พร้อมที่จะรับฟัง หรือร่วมคิดหาทางออก
เรื่องที่ 2 การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ
หากย้อนไปดูไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองแบบไหน เมื่อถึงวาระต้องพูดเพื่อ “เอาหล่อ เอาสวย” ล้วนแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขความเหลื่อมล้ำ อยากเพิ่มรายได้ให้ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ดีกินดีขึ้นมาบ้าง แทนที่จะอยู่ในโครงสร้างและการบริหารเศรษฐกิจแบบ “รวยกระจุก จนกระจาย” ที่เรื้อรังมายาวนานในประเทศนี้
ไม่ใช่นักการเมืองเท่านั้น วาทกรรมหรู “ล้างความเหลื่อมล้ำ” นี้ นักธุรกิจ นักลงทุน นักวิชาการ หรือกระทั่งสื่อมวลชนทั้งหลายต่างพร่ำบอกและเรียกร้องทั้งสิ้น
แต่เมื่อ “พรรคเพื่อไทย” ประกาศเป็นนโยบาย กลับมีคนจำนวนมากในกลุ่มต่างๆ ออกมาโวยวายในเชิงว่าจะสร้างความเสียหายต่อการลงทุน
ปิดหูปิดตาที่จะรับฟังและรับรู้ถึงรายละเอียดของนโยบายที่มีการชี้แจงว่าเป็นเรื่องที่จะสร้างให้สำเร็จในอีก 5 ปีข้างหน้า ด้วยวิธีบริหารจัดการเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญเติบโตจนเหมาะสมกับการเคลียร์ความเหลื่อมล้ำให้ประชากรส่วนใหญ่มีความหวังของการอยู่ร่วมกันในประเทศนี้
เจตนาที่จะเคลียร์ปัญหาเรื้อรัง ไม่เพียงไม่มีการเปิดใจรับฟังเท่านั้น ยังถูกตอบโต้อย่างร้อนรน เหมือนความคิดของคนเหล่านั้นเต็มไปด้วยความกังวลว่าจะชีวิตของประชาชนจะเปลี่ยนไปจากที่เคยเป็นมา ห่วงว่ากิจการต่างๆ จะปรับตัวรับสิ่งที่ดีกว่าอันจะเกิดขึ้นกับผู้คนส่วนใหญ่ของสังคมไม่ได้
ถามกันมานานแล้วว่า ทำไมประเทศไทยเราจึงจมอยู่กับ “ประเทศกำลังพัฒนา” แบบไม่ไปไหนเสียที หนำซ้ำยิ่งอยู่ร่วมกันนานยิ่งจะถอยหลังไปสู่ “ประเทศด้อยพัฒนา” ให้เพื่อนบ้านแซงหน้าไปทีละประเทศ
2 เรื่องที่เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ น่าจะเป็นคำตอบได้
สุชาติ ศรีสุวรรณ

