หน้าแรก คอลัมนิสต์ อาศรมมิวสิก :...

อาศรมมิวสิก : มาตรฐานใหม่ของเพลงไทย โดยการเล่าเรื่องอย่างสากล

11.12.22 | 09:13 น.

อาศรมมิวสิก : มาตรฐานใหม่ของเพลงไทย โดยการเล่าเรื่องอย่างสากล

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2565 ได้นำเสนอโครงการเพื่อรายงานความก้าวหน้าของเพลงอมตะสยาม ต่อคณะกรรมการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ซึ่งได้เริ่มงานวิจัยมาตั้งแต่เดือนกันยายน โดยได้บันทึกเสียงเพลงอมตะสยามเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน มีเป้าหมายจะจัดแสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในวันที่18 มกราคม พ.ศ.2566 เวลา 18.00-19.30 น. เป็นการแสดงเปิดให้ผู้ที่สนใจได้เข้าชมฟรี โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนออนไลน์เพื่อจองที่นั่งก่อน จะได้ประเมินความสนใจของผู้ฟัง โดยไม่มีราคาค่าตั๋วมาขวางกั้น

โครงการบันทึกเสียงเพลงอมตะสยาม ดำเนินโครงการโดย มูลนิธิอาจารย์สุกรี เจริญสุข ได้รับสนับสนุนการทำงานโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โครงการได้นำเพลงอมตะสยาม 12 เพลง มาเรียบเรียงเสียงเพลงเสียใหม่แล้วบันทึกลงแผ่นไวนิล(Vinyl) และแฟลชไดรฟ์ (Flash Drive) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่นิยมใช้ในการบันทึกเสียงอยู่ในปัจจุบัน

การรายงานความก้าวหน้าของโครงการเพลงอมตะสยาม ต่อคณะกรรมการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติเป็นไปด้วยดี คณะกรรมการได้ให้ความเห็นพร้อมข้อเสนอแนะที่น่าสนใจมาก ท่านเห็นว่าโครงการเพลงอมตะสยามเป็นโครงการที่ได้สร้างมาตรฐานใหม่ของเพลงไทยอีกท่านหนึ่งเสนอแนะว่าเป็นโครงที่ดีมาก จะต้องทำต่อไปอีก ขุดให้ลึกลงไปอีก โดยเฉพาะเพลงดั้งเดิมในสมัยอยุธยา ซึ่งยังหลงเหลือและซ่อนอยู่ในเพลงพื้นบ้านอาทิ เพลงเกี่ยวข้าว เพลงกล่อมลูก เพลงสองชั้น เพลงสักวา เพลงน้ำลอดใต้ทราย เดือนหงายกลางป่าเพลงวงสะล้อซอซึง เพลงหมอลำ ซึ่งเพลงเหล่านี้เป็นรากฐานของเพลงไทยดั้งเดิมทั้งสิ้น

คณะกรรมการอีกท่านหนึ่งให้นำเสนอบริบทของเพลงที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปของสังคม วิถีชีวิต และสิ่งที่บทเพลงไปเกี่ยวข้องกับการเมืองด้วย โดยพูดถึงโลกทัศน์ของสยามและการเปลี่ยนแปลงของแต่ละยุคสะท้อนผ่านบทเพลง ส่วนอีกท่านหนึ่งก็ได้เสนอแนะให้มองไปถึงโลกอนาคตว่าเพลงไทยจะอยู่ต่อไปอย่างไร

Advertisement

กรณีของการสร้างมาตรฐานใหม่ของเพลงไทย โครงการเพลงอมตะสยามได้นำเพลงไทยมาเรียบเรียงใหม่ โดยเลือกวงไทยซิมโฟนีออเคสตรา ซึ่งเป็นวิธีของมาตรฐานสากลเพื่อใช้เพลงไทยสื่อกับโลกในมิติใหม่ ซึ่งยังคงรักษาเพลงไทยเอาไว้ อาทิ เสียงไทย เครื่องดนตรีไทยบริบทอื่นๆ ที่เรียกว่าไทย โดยไม่ปฏิเสธความเป็นเครื่องดนตรีสากล การวิจัยหมายถึงการทดลองค้นหาวิธีการที่จะออกไปจากขนบดั้งเดิมซึ่งมีดีอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่สามารถสื่อสารกับคนรุ่นใหม่และคนในสังคมนานาชาติได้

เมื่อคณะกรรมการให้การยอมรับและถือว่าเป็นงานที่ได้สร้างมาตรฐานใหม่ของเพลงไทย เป็นการก้าวข้ามความสำเร็จไปมากทีเดียว เบื้องต้นของความสำเร็จก็คือ เมื่อโครงการได้รับอนุมัติให้ทำงาน เมื่อได้ทำงานเต็มศักยภาพที่วางไว้ เรียบเรียงเพลงอย่างประณีต เลือกนักดนตรีสุดยอดฝีมือ บันทึกเสียงอย่างก้าวหน้าที่สุดแห่งยุคสมัย แล้วนำเสนอผลงานต่อสาธารณะซึ่งถือว่าเป็นบทบาทสำคัญของโครงการวิจัย ส่วนจะได้การตอบรับอย่างไรจากผู้ฟังก็เป็นผลประโยชน์สำหรับอนาคต หากมีผู้สนใจติดตามและนำไปทำต่อยอดก็จะวิเศษ

สิ่งสำคัญที่เคยถูกต่อต้านมาก่อน เสียงต่อต้านค่อยๆ เบาลง คือการนำเพลงไทยเล่นโดยเครื่องดนตรีสากลและการนำเครื่องดนตรีไทยผสมเล่นร่วมกับวงดนตรีสากล เรื่องเหล่านี้ได้กลายเป็นธรรมดานิยมไปแล้ว แต่การวิจัยก็ยังพบว่า นักดนตรีไทยที่มีฝีมือสูงในทุกๆ เครื่องมือเริ่มหายไปจาก “อาชีพดนตรีไทย” เพราะไม่มีงานและไม่มีคนจ้าง แม้สถาบันดนตรีระดับสูงของชาติ ก็ยังเลิกจ้างครูดนตรีไทย

กรณีตัวอย่างเพลงไทยที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปของสังคมและถูกลืมไปหมดแล้ว ขอยกตัวอย่างเพลงลาวแพน ซึ่งเพลงได้แตกลูกแตกหลานจาก “แอ่วลาวเป่าแคน” ลาวแคน เป็นลาวแพน ลาวแพนใหญ่ ลาวแพนน้อย แอ่วเคล้าซอ เป็นต้น หากได้ค้นคว้าเพลงลาวแพน (ลาวเป่าแคน) บอกได้ว่าเป็นบทเพลงที่สำคัญมากของคนลาวที่มีชีวิตอยู่คู่กับแคน เพราะแคนเป็นเครื่องดนตรีประจำกายของผู้ชายคนลาว คนลาวในที่นี้หมายถึงคนตระกูลไทยลาวในภาคอีสาน ประเทศไทยและในประเทศลาว

เพลงลาวแคนเป็นเพลงดั้งเดิม ทำนองพื้นๆ ที่ทุกคนรู้จัก แล้วค่อยๆ พัฒนาทำนองซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับฝีมือของหมอแคน ทำให้บทเพลงลาวแคนเป็นที่นิยมแพร่หลาย ท้ายเพลงลาวจะนิยมออกทำนองซุ้ม ซึ่งเป็นเพลงเร็วสนุกสนาน ในสมัยรัชกาลที่ 3 คนลาวได้ถูกกวาดต้อนเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯจำนวนมาก เกิดเป็นวัฒนธรรมลาวขึ้น เพลงลาวแคนกลายเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง

สมัยรัชกาลที่ 4 ทรงไม่พอพระทัยในการเล่นแอ่วลาวเป่าแคน เนื่องจากพระองค์ทรงกลัวว่าการละเล่นของสยามในสมัยนั้นคือ ปี่พาทย์ มโหรี เสภา สักวา เพลงเกี่ยวข้าว ละครร้อง จะสูญหายไปหมด เพราะว่าหันไปนิยมแอ่วลาวเป่าแคนกันหมด จนมีประกาศห้ามแอ่วลาวเป่าแคน ซึ่งมีข้อความว่า

“ลาวแคนเป็นข้าของไทย ไทยไม่เคยเป็นข้าลาว จะเอาอย่างลาวมาเป็นพื้นของไทยไม่สมควร”
“ประกาศอันนี้ ถ้ามิฟังยังขืนเล่นลาวแคนอยู่ จะให้เรียกภาษีให้แรง ใครเล่นที่ไหนจะให้เรียกแต่เจ้าของที่แลผู้เล่น ถ้าลักเล่นจะต้องจับปรับให้เสียภาษีสองต่อสามต่อ”

ประกาศมา ณ วันศุกร์ เดือน 12 แรม 14 ค่ำ ปีฉลู สัปตศก
(วันศุกร์เดือน 12 แรม 14 ค่ำ ปีฉลู พ.ศ.2408)

มูลเหตุที่สำคัญทางการเมือง เนื่องจากสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้านายวังหน้า เป็นผู้ควบคุมทหารไพร่พล โดยเฉพาะกลุ่มลาวแคนทั้งหลาย การทำงานก่อสร้างกำแพงพระนคร แม้สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงนิยมชมชอบการแอ่วลาวเป่าแคนด้วยพระองค์เอง

เมื่อสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต วันที่ 7 มกราคม พ.ศ.2408 พร้อมกับการมีประกาศห้ามแอ่วลาวเป่าแคน จึงทำให้พวกแอ่วลาวเป่าแคนเล่นไม่ได้ จึงหันไปนิยมเล่นเป็นเพลงโดยเปลี่ยนชื่อใหม่ว่าเพลงลาวแพน แล้วใช้เครื่องดนตรีอื่นๆ ซออู้ จะเข้ ระนาด เล่นแทนแคน เกิดมีชื่อเพลงใหม่ขึ้น “แอ่วเคล้าซอ” เป็นการเปลี่ยนจากแคนไปใช้เครื่องดนตรีไทย เกิดเป็นมีเพลงลาวแพนใหญ่ ลาวแพนน้อย ยังมีครูดนตรีไทยใช้เพลงลาวแพนมาแต่งทำนองใหม่ อาทิ หลวงประดิษฐไพเราะ ครูสอน วงฆ้อง พระยาเสนาะดุริยางค์ จางวางทั่ว เป็นต้น จึงได้ทำนองเพลงลาวแพนเพิ่มมากขึ้น สำหรับเนื้อเพลงลาวแพนฉบับดั้งเดิม ซึ่งสามารถที่จะค้นหาได้ จะขอยกให้ดูเป็นตัวอย่างพอสังเขป

“ฝ่ายพวกลาวเป่าแคนแสนเสนาะ                มาสอเพาะเข้ากับแคนแสนขยัน
เป็นใจความยามยากจากเวียงจันทน์           ตกมาอยู่เขตขัณฑ์อยุธยา
อีแม่คุณเอ๋ยเฮาบ่เคยจะตกยาก                  ตกระกำลำบากแสนยากนี้หนักหนา
พลัดทั้งที่ดินถิ่นฐาน พลัดทั้งบ้านเมืองมา     พลัดทั้งปู่พลัดทั้งย่า พลัดทั้งตาทั้งยาย
พลัดทั้งแม่ลูกเมีย พลัดทั้งเสียลูกเต้า           พลัดทั้งพงศ์ทั้งเผ่า ทั้งลูกเต้าก็หนีหาย
บักไทยมันเฆี่ยนบักไทยมันขัง                     จนไหล่จนหลังของข้อยนี้ลาย
จะตายเสียแล้วหนาในป่าดงแดน                ผ้าทอก็บ่มีนุ่ง ผ้าถุงก็บ่มีห่ม
คาดแต่เตี่ยวเกลียวกลม                            หนาวลมนี่เหลือแสน
ระเหินระหกตกยาก                                   ต้องเป็นคนกากคนแกน
มีแต่แคนคันเดียว                                     ก็พอได้เที่ยวขอทานเขากิน”

ศึกเจ้าอนุวงศ์กษัตริย์เวียงจันทน์ในสมัยรัชกาลที่ 3 พ.ศ.2369-2371 ได้ยกทัพมาตีกรุงเทพฯ เพื่อปลดแอกเวียงจันทน์และจำปาศักดิ์ออกจากสยาม เมื่อได้ยกทัพมาถึงเมืองนครราชสีมา ก็ถูกทัพไทยตีแตกยับเยิน เชลยศึกลาวเวียงจันทน์ถูกกวาดต้อนลงมาอยู่ในกรุงเทพฯ

เนื้อเพลงลาวแพนดั้งเดิม เป็นการบรรยายความเจ็บปวด ความขมขื่น ความทุกข์ทรมานที่ได้รับในฐานะเชลยศึก ความเป็นอยู่ก็แสนจะลำบาก ทำให้เพลงลาวแคนมีความประทับใจในความรู้สึกที่กลั่นออกมาจากใจ

เพลงทุกเพลงในอดีตมีความเป็นมาและเกี่ยวข้องกับสังคม บอกเล่าประวัติศาสตร์สังคมผ่านเสียงเพลง แต่ประวัติศาสตร์สังคมส่วนนี้ได้ถูกละเลยไป โครงการเพลงอมตะสยามเป็นเพียงการศึกษาทดลองเท่านั้น หากว่ามีความนิยมชมชอบหรือเป็นไปได้ กระทรวงวัฒนธรรมสามารถจะนำไปเป็นต้นแบบได้ สถาบันดนตรีก็สามารถที่จะเปิดสอนระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโท-เอก) เพื่อวิจัยค้นคว้าอย่างโครงการเพลงอมตะสยาม ซึ่งมีเพลงอีก 4,000-5,000 เพลง ผลที่ได้ออกมาก็จะกลายเป็นพลังมวลเบาๆ อย่างมหาศาล

วันนี้ไทยต้องซื้อลิขสิทธิ์เพลงสำหรับวงซิมโฟนีออเคสตรามาเล่นเพลงละ 20,000-50,000 บาท เพื่อใช้เฉพาะการแสดงเท่านั้น หากว่าการแสดงมีการถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์ ก็ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ที่แพงมากขึ้นไปอีก ลิขสิทธิ์เพลงเป็น “พลังมวลเบาทางเศรษฐกิจ” ที่ไทยต้องสูญเสียเงินปีละจำนวนมาก หากว่ามีศิลปินใหญ่ของโลกเอาเพลงไทยไปเรียบเรียงแล้วให้วงดนตรีชั้นนำของโลกเล่น ตัวอย่างเพลงลอยกระทงที่เคยได้ยินกัน คนไทยก็ดีใจที่เห็นวงดนตรีฝรั่งระดับโลกเล่นเพลงไทย อีกหน่อยวงดนตรีของไทยก็ต้องเช่าลิขสิทธ์เพลงไทยจากวงฝรั่ง

กรรมการงานวิจัยเพลงอมตะสยาม (เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์) พูดไว้ว่า “ตามเขาว่าเก่ง ทำเองว่าโง่”

รายการเพลงอมตะสยาม เปิดแสดงที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2566 เวลา 18.00-19.30 น. ไปดูศิลปินแห่งชาติ ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี จะเป่าขลุ่ยไทยเพลงลาวแพนน้อยออกซุ้ม บรรเลงโดยวงไทยซิมโฟนีออร์เคสตรา เพื่อความสุขของผู้ฟังทุกคน