หน้าแรก คอลัมนิสต์ ครอบครัวเสี้ย...

ครอบครัวเสี้ยวเดี่ยว

9.12.22 | 19:30 น.
ครอบครัวเสี้ยวเดี่ยว

ครอบครัวเสี้ยวเดี่ยว

ผู้เขียนลงไปดูสถานการณ์เด็ก เยาวชน การศึกษา ใน 3 จังหวัดภาคใต้บ่อยครั้ง ปรากฏการณ์ในรอบหลายปีที่ผ่านมา การมีกองกำลังทหาร ตำรวจ ลงควบคุมเหตุการณ์ความไม่สงบในเชิงความมั่นคงอย่างยาวนาน ส่งผลให้การลงทุน การท่องเที่ยว เศรษฐกิจ การค้าขาย ซบเซา ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ยิ่งมีสถานการณ์โควิด-19

ใน 2-3 ปีที่ผ่านมา ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านประชาชนที่ทรุดหนัก มีแต่ร้านค้าเปิดเพิ่มมากขึ้น แต่ไม่มีใครซื้อ ตลาดเงียบเหงา นักเรียนในระบบการศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาต่ำสุดในประเทศไทย เด็กและเยาวชนออกนอกระบบการศึกษากลายเป็นกลุ่มเสี่ยงมากขึ้น การใช้นโยบายความมั่นคง อำนาจทางทหาร ตำรวจ กองทัพ นำมาซึ่งความล้าหลัง ด้อยคุณภาพ ความยากจนที่แตกต่างจากจังหวัดอื่นอย่างเห็นได้ชัด ทั้ง ๆ ที่ 3 จังหวัดภาคใต้อุดมไปด้วยทรัพยากร แหล่งท่องเที่ยว สังคมพหุวัฒนธรรม ศาสนาพุทธ มุสลิม ที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข นโยบายเรื่องความมั่นคงทางทหารต้องทบทวนได้แล้ว มิใช่เป็นผลประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งดังที่ผ่านมา

การลงมาติดตามเด็กและเยาวชนเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาที่จังหวัดยะลามีหลายกรณีที่หลุดไปแล้ว เสี่ยงหลุด และจะหลุดในเทอมการศึกษาหน้า ทุกกรณีล้วนหนักหน่วงยิ่ง 95% ถ้าไม่มีใครช่วยเหลือต้องหลุดออกกลางคันแน่นอน ครอบครัวเสี้ยวเดี่ยวเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่เคลื่อนตัวไปอยู่โดดเดี่ยว เล็กเรียวลงต่อสู่ดิ้นรน 2 ชีวิต หลานอยู่ย่าหรือยาย พ่อแม่ตัดความสัมพันธ์ทิ้งลูกตัวเองไปอยู่กับครอบครัวใหม่ ไปไกลยิ่งกว่าครอบครัวแหว่งกลางที่มีปู่ย่าตายายอยู่กับลูกหลาน พ่อแม่ไปทำงานต่างถิ่นส่งเงินกลับมาให้ ครอบครัวเสี้ยวเดี่ยวที่ส่วนใหญ่แยกกันอยู่ ยังมีพ่อหรือแม่คอยดูตลอดเวลา ครอบครัวเสี้ยวเดี่ยวยิ่งเล็กลง รายได้แทบไม่มีเพราะมีแต่เด็กกับคนสูงอายุ สภาพบ้านเป็นกระท่อมหรือเพิงชั่วคราว บ่อบครั้งไม่มีบ้านเลขที่ต้องอาศัยต่อน้ำต่อไฟจากบ้านอื่น ปลูกบ้านอาศัยที่ดินคนอื่น มีความไม่แน่นอนในชีวิตสูงมาก ย่าหรือยายมีโรคประจำตัวเจ็บป่วยบ่อย ยังชีพด้วยรับจ้าง กรีดยาง หักหัวมัน ทำความสะอาด รับทำงานทุกอย่างที่มีผู้ว่าจ้าง ไม่มีรายได้แน่นอน เด็กกลุ่มนี้จะมีลักษณะเฉพาะ คือ เป็นเด็กยากจนเงียบเชียบ ตั้งใจเรียนหนังสือ ดวงตาเศร้าสร้อย ถามคำตอบคำ เงียบ ไม่แสดงตนว่ายากจน กตัญญูรักย่ายายประดุจพ่อแม่ของตนเอง หลานกับย่าหรือยายในครอบครัวเสี้ยวเดี่ยวในปัจจุบันจะพบเห็นแทบทุกภูมิภาค แถบชายขอบ ชุมชนแออัด ยากจนล่างสุด และอื่น ๆ

“น้องบิ๊ก” อยู่กับคุณย่า 2 คน เป็นหลาย ๆ ตัวอย่างที่พบในครอบครัวเสี้ยวเดี่ยว คุณย่ากับน้องบิ๊กไม่มีบ้านอาศัยเป็นของตนเอง ต้องอยู่ในโรงไม้ (ยกไม้) เฝ้าโรงไม้ให้แลกกับห้องเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ได้ ย่าเปิดร้านชำเล็ก ๆ ขายของคนที่ทำงานในโรงไม้ มีรายได้เพียงเดือนละ 900 บาท โรงไม้ต้องปิดไปช่วงหนึ่งเนื่องจากคนงานติดโควิด ทำให้ขาดรายได้ ไม่มีงานทำ ย่าไม่ได้ขายของเหมือนเดิม มีรายรับจากเงินผู้สูงอายุเพียงอย่างเดียว ในขณะที่

Advertisement

น้องบิ๊กเรียนออนไลน์ในช่วงโควิด เสียงการเลื่อยไม้ดังมาก ไม่มีสมาธิในการเรียน แต่ต้องตั้งใจมีมานะมาก

ครูทุ่มเทเอาใจใส่คอยช่วยเหลือติดตามตลอดเวลา น้องบิ๊กยอมรับว่าขาดเรียนบ่อยครั้งเพราะไม่มีเงินเติมเน็ต ในเวลานั้นได้หลุดการศึกษาไประยะหนึ่ง อย่างไรก็ตามครูได้พยายามทุกวิถีทางจนสามารถเรียนต่อที่วิทยาลัยเทคนิคแห่งหนึ่งได้ในสาขาช่างเชื่อม เมื่อเปิดเรียน Onsite เด็กมีค่าใช้จ่ายการเรียนหลายอย่าง เช่น ค่าเล่าเรียน 1,100 บาท ค่าอุปกรณ์การเรียน ชุดฝึกงาน รองเท้า 2,000 บาท ค่าอาหาร 3 มื้อ มื้อละ 50 บาททุกวัน ค่าเดินทางจากบ้านไปวิทยาลัยเดือนละ 500 บาท ค่าอินเตอร์เน็ตเพราะมีการเรียนผสมทั้ง Online และ Onsite อีกเดือนละ 150 บาท รวมเฉลี่ยเดือนละ 5,150 บาท เด็กกับย่าแทบไม่มีเงินเลย โอกาสศึกษาต่อเป็นศูนย์ ครูท่านนี้ได้เสนอประวัติความตั้งใจเรียนของเด็กมายังศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤตทางการศึกษาของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ทางศูนย์ช่วยเหลือฯ รับเรื่องและช่วยเหลือเร่งด่วนเบื้องต้น 3,000 บาท และอนุมัติช่วยเหลือในกรอบ 6 เดือน อีก 34,000 บาท เพื่อให้โอกาสและประคับประคองการศึกษาให้ไปต่อได้ในเทอมถัดไป ในขณะนี้น้องบิ๊กอายุ 16 ปี ทั้งเรียนหนังสือและทำงานไปด้วยกัน โดยในวันจันทร์ถึงศุกร์เรียนหนังสือ วันเสาร์อาทิตย์รับจ้างเลื่อยไม้และเต้นสิงโต มีรายได้เดือนละ 2,500 – 3,000 บาท ถามว่าเงินทุนที่ได้รับใช้จ่ายอย่างไร น้องบิ๊กตอบว่า ช่วยค่าเทอม ค่าเสื้อผ้า ตอนเปิดเทอม ยังเหลืออีกมากฝากธนาคารไว้ ต้องเก็บเงินไว้เผื่อย่าเจ็บป่วย จะได้มีเงินมารักษาได้ อนาคตไม่แน่นอน คณะติดตามฯ พวกเราทุกคนต้องสะอึกและตื้นตันใจต่อการต่อสู้ดิ้นรน ทุ่มเทกับโอกาสทางการศึกษาที่ได้รับกลับมา ระมัดระวังการใช้เงิน กตัญญูต่อย่าอย่างเต็มเปี่ยม ช่วยเหลือทำงานอย่างหนักพึ่งพาตนเองได้ มี กสศ. ดูแลอยู่ห่าง ๆ และครูที่เป็นกัลยาณมิตรของลูกศิษย์ตนเอง

ในสถานการณ์โควิด-19 แม้จะดีขึ้น เศรษฐกิจ การทำมาหากิน การท่องเที่ยว กลับมาคึกคัก มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นแต่กลับขยายตัวล่าช้ามาก โดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้าจำนวน 1.9 ล้านคน ที่มีรายได้เพียง 2,607 บาทต่อเดือน ลูกหลานของคนกลุ่มนี้มีโอกาสศึกษาต่อเพียง 50% ยิ่งเรียนสูงค่าใช้จ่ายยิ่งเพิ่ม แม้รัฐบาลจะบอกว่ามีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ไม่เก็บค่าใช้จ่าย เป็นการศึกษาภาคบังคับ นโยบายตามน้องกลับมาเรียน ในข้อเท็จจริงสำหรับครอบครัวเด็กยากจนเงียบเชียบ ครอบครัวเสี้ยวเดี่ยวอาจมีโอกาสกลับมาเรียนได้ แต่โอกาสหลุดวนซ้ำมีมากกว่า 40% เพราะผลของโควิด-19 ครอบครัวยังอยู่ในภาวะตกงาน เลิกจ้าง รายได้ลดลง ไม่สามารถอุปการะให้ลูกหลานเรียนหนังสือได้ ปัจจุบันเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ยังลงไม่ถึงกลุ่มล่างสุดแม้แต่น้อย เด็กในแต่ละจังหวัดประมาณ 150-200 คน ที่ยากจนปลายสุดของสังคม ยังอยู่ในภาวะเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาตลอดเวลา นี่คือ ความท้าทายของนโยบายการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังเป็นจริงมากน้อยเพียงใด