ขณะที่กำลังนั่งภาวนาอยู่ในกลุ่มเพื่อนออนไลน์เมื่อวันอังคารที่แล้ว มีเพื่อนคนหนึ่งปรารภขึ้นมาว่า เรื่องที่ก่อกวนใจให้ว้าวุ่น คือข่าวนักศึกษาพม่า 7 คนถูกศาลพิจารณาคดีเป็นการลับ และถูกตัดสินประหารชีวิต พวกเขาถูกกล่าวหาว่าเข้าร่วมประท้วงต่อต้านรัฐประหาร และมีส่วนรู้เห็นในการยิง ซอ โม วิน อดีตผู้จัดการสาขาของธนาคารแห่งหนึ่งที่เป็นอดีตทหารจนเสียชีวิต สำนักข่าวอิรวดีลงรูปนักศึกษา 7 คน เอาไว้ จึงขออนุญาตนำมาลงในบทความนี้ด้วย

พวกเขาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยดากอง ซึ่งควรจะเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าต่อไปในอนาคต ขอจารึกนามของพวกเขาไว้ ได้แก่ คั่นซินวิน, ธุระหม่องหม่อง, ซอลินหน่าย, ธีหะเต็ดซอ, เฮนเต็ด, เต็ดไป่อู, และคั่นลินหม่องหม่อง เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทางการพม่าได้ทำการแขวนคอนักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยไปแล้ว 4 ราย ได้แก่ โกจิมมี หรือจ่อมินยู นักกิจกรรมวัย 53 ปี และเพียวเซยาต่อ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ เอ็นแอลดี ในข้อหาก่อการร้าย ขณะที่หล่ะเมียวอ่อง อายุ 41 ปี และอ่องทุระซอ อายุ 27 ปี ถูกประหารในข้อหาฆาตกรรมผู้ให้ข้อมูลแก่ทหาร สำนักข่าวอิรวดีให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีผู้เห็นต่างถูกพิพากษาประหารชีวิตไปแล้ว 128 คน รวมถึง นักศึกษา ผู้เชี่ยวชาญ และแพทย์ แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าถูกประหารไปแล้วจริง ๆ จำนวนกี่ราย
ผมอยากเสนอว่า ทหารไม่มีความชอบธรรมในการยึดอำนาจ ต้นเหตุความรุนแรงในพม่าก็คือทหาร พวกเขาก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองมาโดยตลอด กระนั้นก็ตาม แม้ในสงคราม เชลยศึกยังต้องได้รับการคุ้มครองตามอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 3 ซึ่งถือเป็นกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ พวกเขามีสิทธิ์ที่จะต่อสู้คดีอย่างมีประสิทธิผล และต้องไม่ถูกลงโทษร่วมกันแบบกลุ่มเหมารวม เพราะการรับผิดทางอาญาจะต้องเป็นการรับผิดชอบส่วนบุคคลเท่านั้น โดยทั่วไปเชลยศึกจะถูกกักขังไว้ เมื่อสิ้นสงครามก็ปล่อยตัว หรือระหว่างนั้นอาจมีการแลกเปลี่ยนตัวนักโทษสงครามระหว่างกันก็ได้ โดยทั่วไปไม่ควรมีการประหารชีวิต โดยเฉพาะในสังคมพุทธ ที่ถือชีวิตเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้มีอำนาจที่ตั้งอยู่ในคุณธรรมย่อมไม่ก่อกรรมทำผิดศีลอย่างร้ายแรงที่สุด ผมอยากตะโกนบอกผู้นำทหารพม่าในเรื่องนี้ แม้ว่าเขาจะไม่ฟัง แต่ขอได้มีส่วนเตือนสติอยู่ดี
ข่าวอีกข่าวหนึ่งที่มีการวิภาษณ์วิจารณ์กันมากคือ “วิสัยทัศน์” ของพรรคเพื่อไทย ที่มองว่า เศรษฐกิจไทยควรเติบโตปีละ 5% และภายในปี 2570 ค่าแรงขั้นต่ำควรเป็น 600 บาท/วัน และเงินเดือนผู้จบปริญญาตรีควรเป็น 25,000 บาทต่อเดือน เป็นต้น ผมจำได้ถึงการถกแถลงความหมายของค่าแรงขั้นต่ำว่าต้องเพียงพอสำหรับครอบครัวผู้ใช้แรงงาน (มิใช่เฉพาะสำหรับผู้ใช้แรงงานคนเดียว) และค่าแรงคิดเป็นประมาณ 10% ของต้นทุนการผลิต ซึ่งสามารถเพิ่มได้อีกโดยไม่เป็นภาระแก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคจนเกินไป ถ้าการเพิ่มค่าแรงหมายถึงการมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และความเป็นไปได้ที่ผู้ใช้แรงงานจะมีเงินออมไว้ใช้ยามสูงวัย ก็จะมีผลดีมากกว่าข้อเสีย
ข้อเสียที่มักพูดถึงคือความสามารถที่จะจ่ายค่าจ้างเพิ่มขึ้นของผู้ประกอบการ และความวิตกว่าจะมีการว่างงานมากขึ้น อย่างไรก็ดี ในปี 2555 มีการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำแบบก้าวกระโดดถึง 40% คือจากประมาณ 180 บาทเป็น 300 บาท แถมยังพยายามให้เป็นอัตราเดียวกันทั้งประเทศ ปรากฏว่าธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ และอัตราว่างงานลดลงเล็กน้อยเพราะเป็นช่วงเวลาเศรษฐกิจขาขึ้น คราวนี้ถ้าจะเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำแบบก้าวกระโดดจากประมาณ 350 บาทเป็น 600 บาท หรือประมาณ 42% ก็ดูจะเกินกำลัง ขอเสนอว่า พรรคพลังประชารัฐทำตามนโยบายของตนก่อนดีหรือไม่ คือในขั้นต้นเพิ่มจาก 350 บาทเป็น 400 บาท (ประมาณ 14%) ทั้งนี้ขอให้ทำในสมัยที่พรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำรัฐบาล ถ้าทำสำเร็จ ก็เป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ใช้แรงงานและต่อคะแนนเสียงของพรรคพลังประชารัฐ เพื่อจะได้บอกกล่าวในช่วงเลือกตั้งได้เต็มปากเต็มคำว่า ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ในปี 2562 ได้สำเร็จ ที่ล่าช้าก็เพราะโรคโควิด-19 ระบาด แต่ช่วงนี้เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวแล้ว แต่ถ้าพรรคพลังประชารัฐทำไม่สำเร็จ จะเสนอนโยบายในเรื่องนี้อย่างไรในการหาเสียงปี 2566 ขอให้บอกด้วย
อย่างไรก็ดี พรรคเพื่อไทยน่าจะศึกษานโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทของพรรคพลังประชารัฐให้ดี ว่าเขาแจงไว้ต่อ กกต. ว่านโยบายดังกล่าวคาดว่าจะต้องใช้เงินเท่าใด จากแหล่งเงินแหล่งใด และจะมีผลกระทบอย่างไร เป็นต้น ตอนนี้พรรคเพื่อไทยบอกว่าค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท เป็น “วิสัยทัศน์” ซึ่งจะนำไปเข้ากระบวนการจัดทำนโยบายในการหาเสียง นโยบายต้องแสดงให้เห็นความเป็นไปได้ด้านการเงิน การศึกษาด้านการเงินอย่างไม่รอบคอบ อาจถูกกล่าวหาว่าเป็น “ประชานิยม” คือหาเสียงไว้ก่อน ทำได้หรือไม่ก็ไม่ทราบ ทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องค่าแรงขั้นต่ำเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณากันสามฝ่าย คือฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และฝ่ายรัฐบาล เรื่องจึงมีความซับซ้อนที่จะต้องหาความสมดุลและศึกษาพลวัตให้ดี
เป็นธรรมดาที่ฝ่ายผู้ใช้แรงงานจะสนับสนุนนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2565 ปิยรัชต์ สมาทา ประธานสหภาพแรงงานโตโยต้า พร้อมด้วยสมาชิกผู้ใช้แรงงาน เดินทางมาให้กำลังใจพรรคเพื่อไทย เขาให้สัมภาษณ์ว่า แรงงานไทยต้องการให้ปรับค่าแรงเพื่อให้มีความสมดุลกับค่าครองชีพ เพื่อให้เพียงพอต่อการดำเนินชีวิตได้โดยปกติ สามารถดูแลครอบครัวได้ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทไม่ได้เกินเลยกำลังของนายจ้างหรือผู้ประกอบการ ผู้ใช้แรงงานมีความเข้าใจดีว่า ธุรกิจต้องมีกำไรจึงจะทำให้ธุรกิจเดินต่อไปได้ ภาครัฐเองซึ่งเป็นส่วนกลาง ในกรณีที่นำเสนอนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ก็ควรจะมีมาตรการรองรับด้วย
ในเรื่องนี้ พงศ์พลิน ยิ่งชนม์เจริญ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำย่อมเป็นผลดีต่อผู้ใช้แรงงาน ถือว่าเป็นผลลัพธ์ในเชิงบวก ในขณะเดียวกัน การเพิ่มค่าแรงอาจมาพร้อมกับผลในเชิงลบ เช่น ในด้านเงินเฟ้อที่อาจขยับตัวขึ้นจากด้านอุปทาน ซึ่งเป็นผลจากการที่ผู้ประกอบการผลักภาระต้นทุนให้ผู้บริโภคผ่านการขึ้นราคาสินค้า หรือว่าการที่ต้นทุนของผู้ผลิตเพิ่มมากขึ้นจนหลายคนถอยหนีไป จนทำให้ GDP ของประเทศปรับตัวลดลง เป็นต้น และมีอีกมุมมองหนี่งที่ต้องระวังคือ ค่าแรงที่สูงขึ้นอาจทำให้นายจ้างปลดแรงงานไร้ฝีมือออกจากงาน เก็บแรงงานที่มีฝีมือ หรือมีทักษะสูงกว่าไว้ เพราะน่าจะคุ้มกว่าในการจ้างงานในเมื่อต้องจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำในอัตราที่สูงขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าแรงงานล้นตลาด นายจ้างจะเลือกจ้างแรงงานที่มีฝีมือ ส่วนแรงงานไร้ฝีมืออาจไม่ใช่ส่วนจำเป็น (เป็นพวก dispensable หรือหาแทนได้ง่าย)
ข้อดีข้อหนึ่งของการประกาศวิสัยทัศน์ของพรรคการเมือง คือการเปิดประเด็นให้คิดและติดตาม เป็นธรรมดาที่พรรคการเมืองต้องการประชันวิสัยทัศน์โดยหวังผลในการเลือกตั้ง ประชาชนจึงต้องเรียนรู้และรู้ทัน โดยหวังว่าพรรคจะนำปัญญาที่ปฏิบัติได้และเป็นผลดีต่อคนส่วนมากมาใช้ ขณะเดียวกัน ก็ให้ระบบเศรษฐกิจและสังคมสามารถพัฒนาต่อไปได้
มาถึงข่าวสุดท้ายที่ขอนำเสนอในบทความนี้ ผมอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ก็ไม่พบข่าวนี้ แต่ขอถือว่าเป็นข่าวสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับมนุษยชาติและสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลกนี้ ผู้อ่านอาจไม่รู้ว่ามีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Convention of Biodiversity COD) ซึ่งประเทศที่เข้าเป็นภาคีอนุสัญญานี้มีอยู่ 196 ประเทศ และไทยเข้าเป็นภาคีในลำดับที่ 188 วัตถุประสงค์ของ COD มีอยู่ 3 ข้อหลัก คือ
1) การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
2) การใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน
3) การแบ่งปันประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างยุติธรรมและเท่าเทียม
เป้าหมายคือความเป็นอยู่ที่ดี โดยเฉพาะในด้านปัจจัยสี่ (อาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย) โดยมีคำขวัญว่า “การอยู่อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ” (Living in harmony with nature) ภัยคุกคามที่ร้ายแรงภัยหนึ่งคือการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก ที่มีผลกระทบอย่างมาก มิเฉพาะต่อผู้คนที่อาศัยอยู่เหนือระดับน้ำทะเลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ยังจะกระทบอย่างรุนแรงต่อสัตว์นานาชนิด เช่น ต่อแมลงจำนวน 6% ต่อพืชจำนวน 8% และต่อสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังจำนวน 4% ด้วย
เราคงคุ้นเคยกับคำว่าการประชุม COP มาบ้างแล้ว เมื่อมีข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีรัฐเป็นภาคี จะมีการจัดประชุมตัวแทนรัฐภาคีเป็นระยะ ๆ COP เป็นอักษรย่อที่ใช้เป็นการทั่วไปสำหรับการประชุมดังกล่าว คือย่อมาจาก Conference of the Parties การประชุม COP ซึ่งรู้จักกันกว้างขวางคือการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change Conference of the Parties: UNFCCC COP) การประชุม COP ในเรื่องนี้ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 27 จัดขึ้น ณ เมืองชาร์มเอลชีค ประเทศอียิปต์ ระหว่างวันที่ 6-18 พฤศจิกายน 2565 โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 35,000 คน รวมถึงตัวแทนรัฐบาล ผู้สังเกตการณ์ และภาคประชาสังคม และมุ่งประเด็นข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนเพื่อชดเชย “ความสูญเสียและเสียหาย” (Loss and Damage) ที่เกิดจากภาวะโลกร้อน รวมถึงภัยพิบัติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น การประชุม COP 27 มีข้อสรุปที่สำคัญ อาทิ
• เน้นย้ำถึงการทำตามคำสัญญารัฐภาคีให้ไว้เมื่อ COP26 ว่าต้องระดมเงินทุน 1 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี เพื่อสนับสนุนกลุ่มประเทศยากจนในการปรับตัวและเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ และเพิ่มกองทุนเพื่อการปรับตัวเป็นสองเท่าภายในปี 2568
• เน้นย้ำเป้าหมายของข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศกลาสโกว์ (Glasgow Climate Pact) เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นในมาตรการลดการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินและเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นต้นตอของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาแต่ละปี แต่กระนั้น ก็ไม่ได้มีการเรียกร้องให้หยุดใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหมดตามข้อเสนอของอินเดียและสหภาพยุโรป
• เน้นย้ำถึงความพยายามในทุกระดับเพื่อบรรลุเป้าหมายการรักษาอุณหภูมิทั่วโลกตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ไม่ให้สูงขึ้นเกินกว่า 2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบยุคอุตสาหกรรม และพยายามจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม ภายในปี 2643
ถึงตรงนี้ขอกลับมาที่ COP 15 ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งปกติจะประชุมกันทุกสองปี คราวนี้รัฐบาลจีนเป็นเจ้าภาพ แต่เนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19 จึงแบ่งการประชุมเป็น 2 ช่วง ช่วงที่ 1 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-15 ตุลาคม 2564 เป็นการประชุมแบบผสม ทั้งที่คุนหมิงและผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยเน้นในเรื่องการสร้างความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือ ทั้งในด้านการเงิน การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการเสริมสร้างสมรรถนะ ทั้งนี้ ผลลัพธ์ของการประชุมช่วงที่ 1 ได้สะท้อนผ่านปฏิญญาคุนหมิง (Kunming Declaration) ซึ่งแสดงความมุ่งมั่น ในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ค.ศ. 2030 และการมีวิสัยทัศน์ความหลากหลายทางชีวภาพ ค.ศ. 2050
การประชุม CBD COP15 ช่วงที่ 2 เป็นการประชุมต่อหน้าปกติ และจัดให้มีขึ้นที่กรุงมองตรีอัล มลรัฐเกแบค ในระหว่างวันที่ 7-19 ธันวาคม 2565 โดยมีคานาดาและจีนร่วมเป็นเจ้าภาพ ก่อนการประชุมอย่างเป็นทางการ ได้ในการประชุมคอลเล็กทีฟ COP15 (Collectif COP15) ซึ่งเป็นการประชุมขององค์กรภาคประชาสังคมในมลรัฐเกแบค 94 องค์กร ในวันที่ 6-8 ธันวาคม เพื่อหารือถึงแนวทางแก้ไขสาเหตุแท้จริงของการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ประชุมได้กำหนดแนวทางการดำเนินการเพื่อปรับเปลี่ยนทั้งโมเดลเศรษฐกิจและระบบค่านิยมที่เป็นภัยต่อธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอว่า การประชุมครั้งหน้า (COP 16) ขอให้เน้นแนวทางแก้ไขให้ตรงสาเหตุที่แท้จริงให้มากขึ้น โดยรวมเรื่องสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพเข้าด้วยกัน
การประชุม COP 15 ที่มองตรีอัลเพิ่งเริ่มขึ้น แต่มีความคาดหวังว่าการประชุมจะบรรลุผลเป็นการตกลงในประเด็นสำคัญหลายประเด็น เช่น การลดการใช้ยาฆ่าแมลง การป้องกันมิให้สายพันธุ์ใหม่รุกรานสายพันธุ์ดั้งเดิม การปฏิรูประบบเงินอุดหนุนที่เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม การเพิ่มการลงทุนทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนในการอนุรักษ์ธรรมชาติ เป็นต้น
ประเด็นเร่งด่วนคือการรับมือกับการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรและการขยายเมืองที่เป็นสาเหตุการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพถึง 80% ในบางพื้นที่ รวมถึงการตัดไม้ทำลายป่าในป่าเขตร้อน ดังนั้น เพื่อปกป้องมิให้กิจกรรมของมนุษย์ไปรุกรานและทำลายธรรมชาติ จำเป็นต้องให้ชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจที่เกี่ยวกับธรรมชาติ และจำเป็นต้องยอมรับสิทธิในผืนแผ่นดินของพวกเขา
นักศึกษาพม่าถูกจองจำรอประหาร นี่คือข่าวที่เลวร้าย การถกเถียงเรื่องค่าแรงขั้นต่ำเป็นข่าวที่น่าจะดี สำหรับข่าวเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติ ขอฝากคำคมของเลขาธิการองค์การสหประชาชาติในพิธีเปิดประชุม COP 15 ไว้ดังนี้
“Humanity has become weapon of mass extinction” ถอดความได้ว่า “มนุษยชาติได้กลายมาเป็นอาวุธแห่งการสูญพันธุ์ของสรรพสัตว์”
ขออย่าได้เป็นจริงเลย เราอยากให้ลูกหลานของเราได้ชื่นชมธรรมชาติท่ามกลางความหลากหลายอีกนานแสนนาน
โคทม อารียา

