กระบวนการของ “เฒ่าศิลาเหลือง” ไม่เพียงแต่ทิ้งปริศนาต่อตัวตนแห่ง “เฒ่าศิลาเหลือง” เท่านั้น หากแม้กระทั่งตำรับกลศึกก็ยังเป็นคำถาม
เป็นของ “เฒ่าศิลาเหลือง” หรือเป็นของ “เจียงไท่กง”
น้ำหนักของยุทธพงศาวดารเรื่อง “ไซฮั่น” ไม่ว่าฉบับสำนวนแปลของวังหลัง ไม่ว่าฉบับสำนวนแปลของ วิวัฒน์ ประชาเรืองวิทย์
ให้น้ำหนักไปกับการส่งมอบจาก “เฒ่าศิลาเหลือง” มายัง “จางเหลียง”
คำถามที่ตามมาก็คือ ตกลง “เฒ่าศิลาเหลือง” เป็นใครมีความเป็นมาอย่างไร คำถามก็คือ “เฒ่าศิลาเหลือง” มีบทบาทอย่างไรกับ “คัมภีร์” นี้
น่ายินดีที่มีหนังสือ “ไตรยุทธศิลป์:ลูกไม้การเมือง”
หนังสือเล่มนี้เป็นการเรียบเรียงของ อดุลย์ รัตนมั่นเกษม เล่าลือว่า ไตรยุทธศิลป์ เป็นผลงานประพันธ์ของ หวงสือกง และได้ถ่ายทอดให้แก่ จางเหลียง
เสมอเป็นเพียง “การเล่าลือ” กระนั้น “หวงสือกง” ก็สำคัญ
ใครที่ได้อ่านหนังสือ “ฉางต่วนจิง คัมภีร์แห่งการยืดหยุ่น พลิกแพลง ประยุกต์” อันเป็นการรจนาโดย “เจ้าหยุย” และ อธิคม สวัสดิญาณ แปลและเรียบเรียง
ก็จะพบการอ้างอิงคำกล่าวของ “หวงสือกง”
แรกสุดก็ในบทที่ 7 ว่าด้วยปราชญ์ หวงสือกง กล่าวว่า “อดีตกาลยามแผ่นดินสันติ สามนตราชมีกองทหารสองกองพล ผู้สำเร็จราชการมีกองทหารสามกองพล กษัตริยราชมีกองทหารหกกองพล
เมื่อแผ่นดินไม่สงบ กบฏก็เกิดขึ้นไม่หยุด
กษัตริยราชจึงเสื่อมอำนาจ เจ้าแคว้นก็ไม่ภักดี เหล่าสามนตราชบ้างปฏิญาณเป็นพันธมิตรต่อกัน บ้างโจมตีซึ่งกันและกัน ผู้คุมกำลังต่างช่วงชิงซื้อใจเหล่านักปราชญ์และวีรบุรุษบนแผ่นดินเพื่อเสริมอำนาจบารมีแก่ตนเอง”
จึงมีคำพังเพยว่า “ได้ปราชญ์จักรุ่ง เสียปราชญ์จักทรุด”
จึงถูกต้องแล้วที่ไซฮั่นสำนวนแปล “วังหลัง” จะยืนยัน ผู้เฒ่าเสื้อเหลืองหยิบหนังสือออกมาจากแขนสื้อมอบให้จางเหลียง
พลางกำชับกำชาว่า “เจ้าอ่านหนังสือนี้ภายภาคหน้าเป็นอาจารย์ของราชันได้”
หนังสือ “10 กุนซือยอดอัจฉริยะ” จากการเรียบเรียงของ วัชระ ชีวะโกเศรษฐ ตรงประวัติของ จางเหลียง
พ่อเฒ่ายื่นหนังสือที่แกเก็บไว้อย่างดีให้แก่จางเหลียง
เมื่อฟ้าสาง พอจางเหลียงเปิดหนังสือเห็นตัวอักษรก็ต้องตะลึงงัน ที่แท้ก็เป็นหนังสือ “ตำราพิชัยสงครามไท่กง” อันทรงคุณค่าหาที่สุดมิได้อีกแล้ว
จางเหลียงอ่านด้วยความกระหาย อ่านจนไม่ยอมวางหนังสือ
โดยเขาได้ถือหนังสือเล่มนี้เป็นคัมภีร์ที่ควรค่าต่อการศึกษาค้นคว้า อ่านทุกวันโดยไม่เคยว่างเว้น ได้ความรู้ทั้งศาสตร์และศิลปะอย่างมากมาย ได้สะสมความรู้และประสบการณ์จนเป็นภูมิปัญญา
ในการช่วยเหลือเล่าปังขึ้นเป็นพระเจ้าจักรพรรดิปกครองแผ่นดินในภายหลัง
นี่ย่อมสัมพันธ์กับ “เจียงไท่กง” โดยตรง จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจ 1 เจียงไท่กงคือใคร และ 1 บทบาทของหวงสือกง
พลิกหนังสือ “100 เทพและเซียนจีน” อัน ส.สิริวิทย์ แปลจาก “อู๋ลี่ว์ซิง”
เจียงไท่กงเป็นยอดขุนพลผู้ร่วมสร้างประเทศของราชวงศ์โจวตะวันตก (ราว 1027-771 ปีก่อน ค.ศ.) เชื่อกันว่าตำราพิชัยสงครามโบราณ 2 ฉบับ ได้แก่ ซานเทา และ ซานเล่ว์ ซึ่งรวมเรียกกันว่า “ไท่กงปิงฝ่า” (พิชัยสงครามไท่กง) นั้น เจียงไท่กง
เป็นผู้แต่ง
หรือเป็นเพียงการขอยืมชื่อของไท่กงมาใช้
นอกจากนี้ ก็ยังมีเรื่องเล่าลือในหมู่ชาวบ้านอีกมากมาย เรื่องที่รู้จักกันดีที่สุดคือ เรื่อง “ไท่กงตกปลา”
ตามตำนานเล่าว่า
เจียงไท่กงชื่นชอบการนั่งตกปลาริมลำธาร แต่ปลายสายเบ็ดกลับไม่มีตะขอ ตกปลามา 3 ปีไม่ได้ปลาแม้แต่ตัวเดียว
เมื่อมีคนมาทักท้วง
เขากล่าวว่า “ผู้ยินยอมจะติดเบ็ดเอง”
ซึ่งเป็นคำกล่าวที่แฝงความนัยล้ำลึกมาก
และในที่สุด อีกไม่นานต่อมาก็มีปลาใหญ่ตัวหนึ่งมาติดเบ็ด ในท้องปลามี “ตำราพิชัยสงคราม”
พระเจ้าโจวเหวินหวังจึงชวนเชิญเจียงไท่กงมาเป็นมหาเสนาบดี
ยุติชีวิตเร้นกายอันยาวนานหลายปี เจียงไท่กงช่วยบริหารบ้านเมือง สร้างความดีความชอบไว้มากมาย
และร่วมก่อตั้งราชวงศ์โจวจนสำเร็จ
ไม่ว่าจะมองผ่านกระบวนการตกปลาโดยที่ที่ปลายสายไม่มี “ตะขอ” ไม่ว่าในที่สุดก็ตกได้ปลาใหญ่ขึ้นมาตัวหนึ่ง
ล้วนดำเนินไปอย่างมี “ความนัย”
เป็นความนัยในเชิง “สัญลักษณ์” เป็นความนัยในลักษณะอันเป็นดั่ง “ตัวแทน” ในทางความคิด
เพราะถึงอย่างไรปลาก็ยังมากินเบ็ด
ทั้งยังเป็นปลาตัวใหญ่ และเมื่อผ่าท้องปลาเข้าไปก็ได้พบ “คัมภีร์” เล่มหนึ่งซึ่งได้กลายเป็นเครื่องมืออย่างสำคัญ
ในที่สุด ก็มี “อ๋อง” เข้ามาหา “เจียงไท่กง”
ในที่สุด เจียงไท่กงก็ได้รับเชิญให้ไปทำหน้าที่ “บริหาร” และเป็นโอกาสในการใช้ “คัมภีร์” เป็นประโยชน์
สร้างแผ่นดินให้กับราชวงศ์โจว
อดุลย์ รัตนมั่นเกษม กล่าวถึง “ไตรยุทธศิลป์” (ซานเลี่ย) ว่า เพิ่งจะเริ่มได้รับการกล่าวถึงกันในปลายสมัยราชวงศ์ตงฮั่น (ค.ศ.?-217)
จนถึงสมัย เว่ยหมิงตี้ฮ่องเต้ แห่งราชวงศ์เว่ย
หลี่คังเป็นคนแรกที่บอกว่า “จางเหลียงท่องอ่านไตรยุทธศิลป์ที่ได้มาจากหวงสือกง”
จึงเริ่มมี “ไตรยุทธศิลป์” ของหวงสือกง แพร่หลายกันในปลายสมัยราชวงศ์ตงจิ้น และมีบันทึกอยู่ในจดหมายเหตุสุยซู
ด้วยเหตุนี้ ช่วงเวลาที่เรียบเรียงหนังสือเล่มนี้ขึ้นจึงน่าจะเป็นช่วงปลายราชวงศ์ตงฮั่นไปจนถึงราชวงศ์เว่ยและราชวงศ์จิ้น
“ไตรยุทธศิลป์” ได้รวมความคิดขงจื่อ เล่าจื่อ โม่จื่อ และหลักนิติธรรมเอาไว้ด้วยกัน
แม้ยุทธพงศาวดารเรื่อง “ไซ่ฮั่น” จะเป็นเรื่องในสมัยก่อนราชวงศ์ฉิน ก่อนราชวงศ์ฮั่น แต่ก็เป็นการแต่งขึ้นในภายหลัง
การปรากฏขึ้นของ “หวงสือกง” จึงเป็น “สีสัน” หนึ่งซึ่งแต่งแต้มเข้ามา
พอผู้เฒ่าเห็นจางเหลียงก็ดีใจ พูดกับเขาว่า “ต้องอย่างนี้ซี” แล้วก็หยิบเอาตำราที่ตนเองเก็บรักษาไว้อย่างดีออกมาให้แก่จางเหลียงเล่มหนึ่ง
พร้อมทั้งพูดให้กำลังใจว่า
“พ่อหนุ่มอ่านหนังสือเล่มนี้จบก็จะสามารถเป็นแม่ทัพของมหาราชาได้ 10 ปีให้หลังพ่อหนุ่มจะประสบความสำเร็จ และ 13 ปีให้หลังหากพ่อหนุ่มอยากพบข้าก็ให้ไปที่เชิงเขาเมืองกู่เฉิงทางจี้ไป่” (คือทางใต้ของอำเภอตงย่า มณฑลชานตงในปัจจุบัน)
ข้าคือ “หวงสือ” ว่าแล้วผู้เฒ่าก็เดินหายลับตาไป
รอจนสว่างจางเหลียงเปิดหนังสือออกดูก็ถึงกับตกใจ ที่แท้คือ “พิชัยสงครามไท่กง” อันล้ำค่า
พิชัยสงครามเล่มนี้เรียบเรียงขึ้นโดยไท่กง ขุนนางใหญ่ในสมัยราชวงศ์โจว
สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาของจางเหลียงทันทีที่เขาเปิดอ่านก็คือ “คนเป็นผู้นำกองทัพจะต้องร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมเป็นร่วมตายกับเหล่าทหารหาญ จึงจะนำพาทั้งกองทัพออกทำศึกกับข้าศึกได้
ซึ่งจะทำให้กองทัพฝ่ายเราประสบชัยชนะอย่างงดงาม ข้าศึกจะถูกกำจัดไปหมดสิ้น”
กลับกลายเป็นว่าที่อ้างว่าเป็นหวงสือกงกลับเป็นเจียงไท่กง ขณะเดียวกัน ที่อ้างเป็นเจียงไท่กงก็มีหวงสือกงดำรงอยู่
นี่คือความยอกย้อนแห่ง “คัมภีร์”
กระนั้น การดำรงอยู่ของ “คัมภีร์” ก็มิได้เลื่อนลอย ขณะเดียวกัน การดำรงอยู่ของ “จางเหลียง” ก็มิได้เลื่อนลอย
ทุกอย่างสามารถพิสูจน์ได้

