หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการมองการย้ายพรรคของ ส.ส.จำนวนมากในขณะนี้ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น สรุปแล้วมีสาเหตุหลักๆ อะไรบ้าง
สุขุม นวลสกุล
อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง

สาเหตุก็อย่างที่ท่านนายกฯพูด มันใกล้เลือกตั้ง กฎหมายก็บังคับอยู่แล้ว คุณจะลงเลือกตั้งในฐานะพรรคไหน ตามที่เวลากำหนด ตอนนี้ถ้ายังนั่งคิดอยู่ว่าจะทำอะไรก็คงไม่ทันกาล ที่เขาชุลมุนย้ายพรรคกันมันไม่ใช่เรื่องใหญ่ เป็นเพียงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อใกล้เลือกตั้งเท่านั้น อันแรกสุดคือ หาที่ลงให้ได้ ส.ส.ก่อน ยังไม่ต้องคิดเรื่องร่วมรัฐบาล หรือได้เก้าอี้รัฐมนตรี เพราะว่าตอนนี้อาจจะไปซ้ำที่กับคนอื่น บางที
ก็ยอมย้ายไปอยู่ฝั่งตรงข้ามเลยก็ได้ ขอแค่ให้เขาได้ลง คนที่ดิ้นรนคือ ขอให้ได้เป็น ส.ส.ก่อน เพราะที่เก่ามีคนจองแล้ว อะไรทำนองนี้
พรรคตัวตึงผมไม่ทราบ แต่ภูมิใจไทยก็มั่นใจว่า ในฟากนี้ของเขาดูจะเป็นหลักเป็นฐานกว่าคนอื่น แต่พวกที่อยู่ฟากนี้ก็ต้องยอมรับเหมือนกันว่า การเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องธรรมชาติหมายความว่า อาจจะมีอำนาจนอกระบบ เข้ามากำกับ อะไรต่อมิอะไร อย่างน้อยที่สุดคือมี ส.ว. 250 เข้ามากำกับ บางคนเห็นเหมือนโดดเดี่ยว เดินเข้ามาจริงๆ ในกระเป๋ามี 250 เสียงแล้ว แต่ไม่กล้าที่จะประกาศ
การที่ ส.ส.แห่ย้ายไปพรรคภูมิใจไทย ถึง 34 คน ผมว่าไม่ได้บ่งบอกอะไรมาก ความเป็น ส.ส.นั้น ตัวอย่างง่ายๆ คือ คุณเอ๋ ปารีณา ไกรคุปต์ จูงมือพี่ชายมาที่พรรคนี้ทำไม เขาบอกที่เก่าของตัวเองคนอื่นเอาไปแล้ว แต่ตัวเองยังรักลุงป้อมอยู่ เห็นไหมว่าต้องดิ้นรนหนีตายกัน ต้องหาที่ ใครได้แล้วก็สบายใจ แต่ก็ยังต้องสอดส่ายสายตาดู เพราะเวลายังเหลือ เกิดพรรคไหนได้ตัวเด็ดตัวดังเข้ามา จะผลักเราไว้ หรือจะอยู่ แล้วอยู่บัญชีรายชื่ออันดับไหนอีก ตอนนี้ก็วุ่นกันตรงนี้
ไม่ต้องพูดถึงสภาล่มไม่รู้กี่เที่ยวแล้ว ไม่มีใครได้หวังผลจากการประชุมสภาเลย การที่ ส.ส.เหลือ 439 คน และรัฐบาลมีเสียงในสภามากกว่าฝ่ายค้านไม่เท่าไหร่ ต่อให้ฝ่ายค้านมีมากกว่านี้ ก็สภาล่มได้ เพราะคนในสภาไม่ได้โฟกัสเรื่องสภาแล้วแถมที่ท่านประธานสภาพูดว่า ท่านนายกฯเอง ก็ไม่ใช่ ส.ส. ผู้สื่อข่าวในรัฐบาลก็ไม่ใช่ ส.ส. ก็เลยสื่อสารไม่ถึงกัน คนเหล่านั้นอาจจะไม่เห็นความสำคัญของสภาเท่าที่ควร ท่านคิดของท่านแบบนั้น
ส่วนการที่อนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศว่า ขอตอกเสาเข็มแทนแลนด์สไลด์เพราะมั่นคงกว่า จะทำให้เพื่อไทยหวั่นหรือไม่นั้น ผมว่าเพื่อไทยเขาไม่มีทางเลือกหรอก จะหวั่น ไม่หวั่น เขาก็ต้องยืนยันว่าแลนด์สไลด์ ทำได้ ไม่อย่างนั้น ถ้าหัวหน้าชักจะไม่แน่ใจแลนด์สไลด์ พังนะ ผมว่าเพื่อไทยเขาก็มั่นใจในแลนด์สไลด์ เพราะพูดตลอดเวลา
ในมุมความรู้สึกของประชาชน ที่ ส.ส.ที่ตัวเองเลือก อยู่ดีๆ ก็ย้ายพรรค ก็แล้วแต่คนไป ว่าคนนั้นเชียร์พรรคนั้นด้วยกระแส หรือว่า อยู่ด้วยกระสุน ถ้าพรรคนั้นเป็นพรรคที่ตัวเองอุปถัมภ์มาเพราะศรัทธา ไม่ว่าอย่างไรก็ยังเชียร์อยู่ แต่กลุ่มที่เชียร์ตามกระแสก็อาจจะรู้สึกเหมือนกัน ‘เอ้า เมื่อก่อนสีนี้นี่หว่า ทำไมกลายเป็นอีกสีไป’
ตรีเนตร สาระพงษ์
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

กระแสการย้ายพรรคของเหล่าบรรดา ส.ส.ที่ดูจะยังไม่นิ่ง ส่งผลต่อคำถามว่าเขาย้ายทำไมและถ้าเขาไม่ย้ายจะเป็นอย่างไร เชื่อว่าคำตอบจะแตกต่างกันออกไปด้วยหลายปัจจัย เมื่อกล่าวถึงพรรคการเมืองในสถานการณ์ที่หลายพรรคมองว่าได้เปรียบทางการเมือง และในขณะที่บางฝ่ายกำลังอ่อนแอ การช่วงชิงความได้เปรียบเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครก็เป็นอีกกลยุทธ์ชิงการนำ การวางเงื่อนไขทำนองว่าหากรักกันจริงก็ให้รีบมาเปิดตัว และการลาออกจากการเป็น ส.ส.ก็ตอบสนองการวางหมากให้เกิดการยุบสภาในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับพรรคตนเอง การย้ายกลุ่มนี้ดูเหมือนจะมี 2 วัตถุประสงค์ คือย้ายมาอยู่ แล้วลาออกให้ยุบสภา ปรากฏการณ์นี้จะมองเห็นชัดที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ถือว่าเป็นพรรคที่มองไปไกลถึงการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะเป็นแกนนำจับมือจัดตั้งรัฐบาล
การวางแผนการของพรรคการเมือง การวางตัวผู้เล่นให้แยกกันไปตีโดยให้แยกย้ายพรรค แบ่งกันเล่นตามพื้นที่ที่คิดว่าตัวเองมีจุดแข็ง รวมถึงการย้ายเพื่อปลดล็อกความขัดแย้งในพรรค คนนี้ออกไป ดึงคนใหม่เข้ามา ภาพการย้ายนี้จะเห็นชัดใน พปชร. และพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โจทย์ใหญ่ตอนนี้น่าจะอยู่ที่ย้ายหรือจัดวางอย่างไรเพื่อการันตีหรือสร้างความมั่นใจให้ได้จำนวน ส.ส.ไม่น้อยกว่า 25 คน เพื่อให้เพียงพอต่อการเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกฯ และจำนวน ส.ส. ที่ไม่น้อยเกินไป หากจัดตั้งรัฐบาลได้ก็จะไม่ถูกสบประมาทได้ว่าเป็นนายกฯปริ่มน้ำที่มาจากพรรคที่มี ส.ส.เพียง 25 คน
ดังนั้น ใน พปชร.และ รทสช.น่าจะยังมีการย้ายพรรคของ ส.ส. หรือของคนดังมาสังกัดเพิ่ม ในแง่กติกาทางการเมืองที่ใช้สูตรหารร้อยทำให้การได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อจะต้องได้จำนวนคะแนนเลือกตั้งที่คาดการณ์กันไว้ว่าต้องไม่ต่ำกว่า 3 แสน หรือมากกว่านั้นขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ก็ก่อให้เกิดการย้ายพรรค หรือควบรวมพรรค จะเห็นภาพบรรดา ส.ส.พรรคเล็ก หรือพรรคกลางจะต้องย้ายพรรค หรือทำการควบรวมพรรค
การย้ายพรรคยังมีปัจจัยเพื่อความอยู่รอดของตัว ส.ส.เอง หลายคนไม่ถูกวางตัวส่งลงสมัครในพื้นที่ที่ต้องการ รวมถึงความขัดแย้งในพรรค ซึ่งจะเป็นได้จากพรรค พท.หรืออุดมการณ์ทางการเมืองที่อาจไม่ตรงกับตน โดยเฉพาะพรรค ก.ก.ที่ต้องการแก้ ป.อาญา มาตรา 112 หรือการย้ายไปอยู่กับพรรคที่เป็นรัฐบาลเพื่อความก้าวหน้า หรือกรณีถูกร้องเรียนต่อองค์กรตรวจสอบ การอยู่ร่วมกับฝ่ายรัฐบาลก็มีความเชื่อว่าจะทำให้การต่อสู้คดีหรือการชี้แจงทำได้ง่ายกว่า หรือแม้แต่การย้ายไปอยู่กับพรรคที่ตรงกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งความเชื่อที่ส่งผลต่อการย้ายพรรค 3 ประการ คือ 1.เชื่อว่าให้ได้กลับมาเป็น ส.ส. อีกครั้ง จึงต้องย้ายพรรค เพราะกระแสของพรรคไม่เป็นที่ชื่นชอบของคนในพื้นที่ หากไม่ย้ายพรรคก็อาจไม่ได้กลับมาเป็น ส.ส. อีกครั้ง การย้ายพรรคด้วยเหตุผลนี้จึงมีความยึดโยงกับประชาชนอยู่บ้าง 2.เชื่อว่าหากได้เป็น ส.ส. แล้วจะมีความก้าวหน้าอาจทำให้ตนหรือผลักดันให้คนในกลุ่มได้เป็น รมต. ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจว่าจะอยู่หรือจะย้าย และ 3.เชื่อว่าให้หลุดรอดพ้นจากคดีความ
นอกจากนั้นในแง่ตัว ส.ส.อาจมีปัจจัยรองอื่นๆ ที่ทำให้ย้ายพรรค รวมถึงนายทุนพรรค เหล่านี้ก็ล้วนแต่เป็นปัจจัยส่งผลต่อการย้ายพรรคทั้งสิ้น
บางคนย้ายตามนาย แต่นายก็ไม่ชัดสักที จะมาหรือจะเท ตัวนายเองก็ไม่ต่างกับ ส.ส. เพราะนายเองก็กลัวจะไม่รอดเหมือนกัน
ชัยธวัช เสาวพนธ์
นักวิชาการอิสระ จ.เชียงใหม่

กระแส ส.ส.ย้ายพรรค เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.สมัยหน้า เพื่อสร้างโอกาสได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สมัยหน้าอีกครั้ง โดยเลือกพรรคที่มีความพร้อม ทั้งกระแส กระสุน และเครือข่ายสนับสนุน เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย สังเกตจาก ส.ส.พรรคเพื่อไทย (พท.) พลังประชารัฐ (พปชร.) ก้าวไกล (ก.ก.) ประชาธิปัตย์ (ปชป.) รวมกว่า 30 คน ย้ายไปพรรคภูมิใจไทย (ภท.) สะท้อน ส.ส.ดังกล่าว ได้รับการดูแลจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้า ภท.มานานแล้ว แต่เพิ่งแสดงตัวชัดเจนก่อนรัฐบาลครบวาระเพียง 2 เดือนเท่านั้น
จากกระแสย้ายไปสังกัด ภท. สะท้อนถึงกระแสความนิยมประชาชนต่อ ภท.สูงขึ้น จากนโยบายกัญชาเสรี เป็นแม่เหล็กดึงดูด ทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล มีความมั่นใจ จึงกล้าดูด ส.ส. เพื่อแสดงศักยภาพเป็นพรรคขนาดใหญ่ ไม่ใช่พรรคขนาดกลางแล้ว สร้างโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้า
กรณีมี ส.ส.ย้ายไปสังกัด ภท.แบบยกจังหวัดส่วนใหญ่เป็นภาคอีสาน เพราะนายอนุทินประกาศแล้วว่า หากจังหวัดใดได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ยกจังหวัด จะได้เก้าอี้รัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง โดยเฉพาะภาคอีสานที่ ภท.คาดหวังมากที่สุด เนื่องจากมีจำนวน ส.ส.มากที่สุดประกอบกับมีฐานเสียงและเครือข่ายสนับสนุน ถือเป็นเมืองหลวงของ ภท.ด้วย
จากสถานการณ์การเมือง ส่งผลให้ ภท.เป็นพรรคที่ถูกจับตามองมากขึ้น เนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาล อาทิ พปชร. ปชป.มีภาวะถดถอยและอ่อนแอมากขึ้น ส่วน รทสช.ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพิ่งตั้งไข่ ยังไม่พร้อมเท่า ภท. ทำให้ ส.ส.เปลี่ยนใจ ย้ายไป ภท.มากกว่า เพราะมีโอกาสชนะเลือกตั้งมากกว่าแพ้
นอกจากนี้ สถานการณ์ของ ปชป.ยังมีความขัดแย้งภายในพรรค ทำให้ ส.ส.ไหลออกไปสังกัด ภท. พปชร. และ รทสช. มากขึ้น อาจส่งผลกระทบ ปชป.ที่ตั้งเป้าได้ ส.ส. 35 คนน้อยกว่าครั้งก่อน ที่ได้ ส.ส.กว่า 50 คน ดังนั้นเลือกตั้งสมัยหน้า ปชป. เป็นพรรคเหนื่อยที่สุด เพราะต้องเผชิญศึกทั้งภายในและภายนอก โอกาสเป็นพรรคขนาดกลางมากขึ้นด้วย
ล่าสุด ภท.ได้ชูนโยบายพักชำระหนี้ 3 ปี ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย และพูดแล้วทำ เพื่อเรียกคะแนนเสียง เป็นการส่งสัญญาณท้ารบ พท.โดยตรง เนื่องจากเป็นนโยบายคล้ายกัน แต่โอกาส ภท.จับมือ พท. เพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้า เป็นไปได้ยาก เนื่องจากเป้าหมายต่างกัน ประกอบกันนายเนวิน ชิดชอบ เคยสร้างวาทะ มันจบแล้วครับนาย ยังคงแสลงใจ พท.และเครือข่ายสนับสนุน หากจับมือเพื่อจัดตั้งรัฐบาล อาจถูกต่อต้านรุนแรงได้
ภาพรวมโอกาสพรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมีเพียง 2 พรรค คือ พท.กับ ภท.เท่านั้น เป็นการแข่งขันสองฝ่าย ระหว่างประชาธิปไตย กับสืบทอดอำนาจเผด็จการขึ้นอยู่ประชาชนจะให้โอกาสฝ่ายไหนมากกว่ากัน
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

ขณะนี้จะพบว่ามีบรรดา ส.ส.ย้ายไปพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จำนวนมาก ประเมินแล้วว่า ภท.น่าจะมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลค่อนข้างสูง และไปได้ทั้ง 2 ฝั่ง ท่ามกลางความขัดแย้ง หากพรรคเพื่อไทย (พท.) แลนด์สไลด์ไม่ได้ ต้องการปิดสวิตซ์ ส.ว. และไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ได้ เมื่อไม่มีทางเลือกก็ต้องมารวมกับพรรค ภท. ขณะเดียวกันถ้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้ 25 ส.ส. และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เมื่อรวมกันแล้วได้ ส.ส.ไม่เพียงพอ ก็จะต้องมายืมมือพรรค ภท. ส่งผลให้บรรดา ส.ส.จับตามองและไหลเข้ามาในพรรค ภท.จำนวนมาก
ส.ส.ส่วนหนึ่งอาจจะมองเรื่องการผลักดันนโยบาย ถึงแม้ว่าจะยังไม่ประสบความสำเร็จ หากดูความมุ่งมั่นตั้งใจที่ผ่านมา พบว่า ภท.มีมากกว่าทุกพรรคที่ร่วมรัฐบาล ประการต่อมาอำนาจของ ภท.มีความชัดเจน คุยกับใครส่วนใหญ่จะจบง่าย หากมอง พท.พบว่าเจรจาจบยาก เพราะมีหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค มีหัวหน้าครอบครัว เมื่อบรรดา ส.ส.หรือ สมาชิกพรรค พท.เข้าไม่ถึง มีโอกาสน้อยที่จะได้ทรัพยากร เพราะมีคนตัดสินใจเยอะจนเกินไป ทำให้มีจุดได้เปรียบเสียเปรียบ
อีกด้านหนึ่ง ภท.วางสถานะทางการเมืองที่ไม่สร้างความขัดแย้งกับใคร แต่สร้างสมดุลทางการเมือง ประกอบกับ ส.ส.บางคนไม่ต้องการความขัดแย้ง และอยากได้ประโยชน์จากการเลือกตั้ง จึงไม่แปลกที่ ส.ส.บางคนจะตัดสินใจเข้าไปอยู่กับพรรค ภท.
หากมองตัวเลขการเลือกตั้งครั้งหน้า ส.ส.ของ ภท.เข้าไปร่วมรัฐบาลได้ หากได้ 100 กว่าที่นั่ง และไปร่วมกับ พปชร. รทสช. และ ปชป. เพื่อการสนับสนุน ส.ว.ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม อยากให้ ภท.มองอนาคตการเมืองด้วย มีกระแสวิจารณ์เยอะจากคนที่ต่อต้าน เพราะมองเป็นพรรคการเมืองแบบเดิม ขณะที่ ภท.มีการสั่งสมบารมีทางการเมืองมาเยอะ หากดูพรรคการเมืองหลักๆ จะมี 2 พรรคเท่านั้นคือ ภท.และ พท.
ถ้า ภท.เล่นเกมระยะสั้นอาจจะทำลายโอกาสระยะยาว ประกอบกับช่วงนี้ ส.ว.ยังมีอำนาจอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อาจจะทำให้ ภท.มีปัญหาถ้าประกาศเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลในเวลานี้ แต่ถ้าอยู่ในฐานะตัวแปรท่ามกลางกระแสการเมืองไม่ปกติ ที่ผ่านมาประกาศเสมอๆ ว่าเป็นพรรคตัวแปร แต่ถ้าหากกำหนดยุทธศาสตร์การเมืองใหม่ โดยเป็นผู้กำหนดวาระทางการเมือง น่าจะเป็นจุดหนึ่งที่ ภท.ควรประเมิน พร้อมทั้งสะสมบารมีทางการเมือง สะสมกำลังรอโอกาสหน้า
มองดูแล้วจะไปได้สวยกว่า ท่ามกลางสถานการณ์ทุกพรรคการเมืองตกต่ำทุกพรรค เหลือแต่ ภท. พท. และ ก.ก.เท่านั้น
ผมมองว่าการย้ายไปครั้งนี้ แบ่ง ส.ส.ออกเป็น 3 กลุ่ม 1.ส.ส.เกรดเอมีโอกาสชนะการเลือกตั้งสูง เป็น ส.ส.เดิมมีตระกูลหรือบ้านใหญ่ อาศัยแรงเสริมนโยบายของ ภท. 2.ส.ส.เกรดบี อาจจะเป็น ส.ส.ไม่มีพื้นที่ หรือเป็น ส.ส.สมัยแรก มีชื่อเสียงและเป็นคนสาธารณะที่ประชาชนรู้จักดี อาทิส.ส.ในพรรค พปชร.มีบทบาทเป็นโฆษกพรรค ทำให้มีพื้นที่ทางการเมืองและ 3.ส.ส.เกรดซี คือ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคเล็กพรรคน้อย และโอกาสชนะการเลือกตั้งมีน้อย แต่ต้องการเข้าไปมีตำแหน่งแห่งที่ ทางการเมืองหลังเลือกตั้ง อาทิ กรรมาธิการ คณะทำงาน จากผู้ชนะการเลือกตั้ง
หากมอง พท.ยอมรับว่ากระแสดีมากและยังมีพลังดูดบ้านใหญ่ทางการเมืองที่ได้เป็นกอบเป็นกำ สิ่งที่พรรค พท.ต้องระวัง คือการสื่อสารทางการเมืองกับประชาชน โดยเฉพาะการรับ ส.ส.จาก พปชร.มาก่อน เพราะจะมีการโจมตีว่าเป็นฝ่ายเผด็จการ ฝ่ายสืบทอดอำนาจ ทำให้ประชาชนมองว่าพรรค พท.เล่นเกมการเมืองแบบเดิม
การไหลออกของ ปชป.ต้องยอมรับว่ามีปัญหาภายใน กรรมการบริหารพรรคมีการต่อรอง และกดดันให้หัวหน้าพรรคลาออก เชื่อว่าต่อไปจะไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์แม้แต่คนเดียว ขณะที่พรรคอื่นๆ เริ่มหาเสียง คิดนโยบาย แต่ ปชป.มัวแต่แก้ปัญหา ที่สำคัญพื้นที่ยุทธศาสตร์คือ กรุงเทพฯ จะต้องปิดจ๊อบไปเลย ภาคใต้อาจจะมีแต่ ส.ส.ที่ลงพื้นที่ แต่หัวหน้าพรรคจะต้องยอมรับบทบาทหลังการเลือกตั้ง อาจจะต้องแสดงสปิริตลาออก เปิดโอกาสให้คนมีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารต่อไป แต่เชื่อว่า ปชป.จะอยู่กับประเทศนี้ไปอีกนาน เนื่องจากเป็นพรรคที่มีสามัญทางการเมืองสูง กฎ กติกาเป็นที่ยอมรับกันภายในพรรค ปัญหาความนิยมของพรรคจะสูงหรือตกต่ำอยู่ที่หัวหน้าพรรค ถ้าแก้ปัญหาได้ ปชป.ก็จะเดินไปต่อได้

