สถานีคิดเลขที่ 12 : สิ่งที่สูญเสียไปของ‘คนรุ่นใหม่’
เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว มีโอกาสไปดูภาพยนตร์ไทยเรื่อง “อานนเป็นนักเรียนตัวอย่าง” หนังยาวเรื่องแรกของ สรยศ ประภาพันธ์ ผู้กำกับภาพยนตร์สั้นและคนทำงานในแวดวงหนังอิสระ ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติหลายแห่งที่ต่างประเทศ
โดยหนังน่าจะเข้าฉายเชิงพาณิชย์ที่เมืองไทยในปีหน้า
ส่วนตัวมองว่า ประเด็นหลักข้อหนึ่งของหนัง “อานนเป็นนักเรียนตัวอย่าง” ก็คือการนำเสนอ “ช่วงเวลาที่หายไป-โอกาสที่สูญเสียไป” ของบรรดา “คนรุ่นใหม่” ในสังคมไทย
ทั้งนี้ ตัวละคร “คนรุ่นใหม่” ในหนัง ก็มีอยู่สองประเภท
กลุ่มแรก คือ เยาวชนหญิง-ชายที่รวมตัวกันขึ้นเป็นกลุ่ม “นักเรียนเลว” เพื่อตั้งคำถามกับความไม่เป็นธรรม ระบบระเบียบอันหยุมหยิมไร้สาระที่ดำเนินไปทุกเมื่อเชื่อวันใน “สังคมโรงเรียน” ซึ่งเป็นภาพจำลองขนาดย่อยของสังคมไทยหรือระบบรัฐราชการแบบไทยๆ
นี่เป็นการลุกขึ้นท้าทายการใช้อำนาจในชีวิตประจำวันอย่างทรงพลัง ทว่า ก็คล้ายจะเป็นสิ่งที่ต้องต่อสู้กันไปอย่างไม่รู้จบ และไม่รู้จะไปลงเอยที่จุดไหน?
จนถึงตอนนี้ เราก็ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่คนรุ่นใหม่เหล่านี้ตั้งคำถามหรือขัดขืนไป สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับใหญ่ได้เพียงใด?
ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้เข้าอกเข้าใจพวกเขาและเธอมากน้อยแค่ไหน? หรือมุ่งแต่จะกำราบควบคุมพวกเขาและเธอเอาไว้ (เพื่อรอวันเชื่อง) เพียงเท่านั้น?
คนรุ่นใหม่อีกกลุ่มที่ปรากฏในหนัง ถูกสะท้อนผ่านภาพชีวิตของ “นักเรียนตัวอย่าง” และตัวละครนำ เช่น “อานน”
“อานน” ไม่ได้มีบุคลิกเป็น “เด็กดี” หรือ “เด็กเรียน” ตามระเบียบแบบแผน แต่เขาก็เป็น “คนหัวดี” เรียนเก่งฉลาดเฉลียว จนได้เหรียญรางวัลโอลิมปิกวิชาการ และได้ทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศในท้ายที่สุด
ด้านหนึ่ง “อานน” มี “จิตวิญญาณขบถ” ตามประสาวัยรุ่น เมื่อเขาโต้เถียง-เลือกจะไม่เชื่อฟังครูบางคน ที่เป็นตัวแทนของการใช้อำนาจแบบไร้เหตุผล
แต่อีกด้าน “อานน” ก็ไม่กล้าก้าวออกไปเรียกร้องเคลื่อนไหวเพื่อก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เหมือนกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันอีกหลายคน เพราะห่วงอนาคตของตนเอง มิหนำซ้ำ เขายังยอมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบการสอบเข้ารับราชการที่ทุจริตฉ้อฉลเสียด้วย
ก่อนเดินทางออกจากประเทศไทยเพื่อมุ่งหน้าไปสู่อนาคตที่ดีกว่า “อานน” แสดงอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างออกมา คล้ายเขาจะเสียใจ-ผิดหวังกับตัวเอง ที่ควรลงมือทำอะไรหรือต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้มากกว่านี้ แต่ก็ไม่ได้ทำหรือไม่กล้าทำ
เขาทำได้เพียงแค่ล่องลอยกลืนกลายไปกับระบบ-โครงสร้างเดิมๆ โดยไม่พยายามขัดฝืน-ทัดทาน
ยังมี “คนรุ่นใหม่” อีกมากมายในสังคมไทย ไม่ว่าจะสังกัดกลุ่มอุดมการณ์-กลุ่มผลประโยชน์แบบไหน และมีสถานภาพทางสังคม-เศรษฐกิจแบบใด
ที่ต้อง “สูญเสียโอกาส-เสียดายวันเวลา” ของตนเอง ไม่ต่างจากตัวละคร “นักเรียนเลว” และ “อานน”
ปราปต์ บุนปาน

