รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และความพัวพันของสังคมต่อการเลือกตั้งที่จะมาถึง

เมื่อสัปดาห์สองสัปดาหห์ที่ผ่านมา มีเรื่องหลายเรื่องที่ผมเข้าไปเกี่ยวข้องกับแสดงความคิดเห็นทั้งในวงปิดและวงเปิด ก็เลยนำมาบันทึกเอาไว้ อย่างน้อยสองเรื่อง

เรื่องแรกว่าด้วยรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

เรื่องที่สองว่าด้วยความพัวพันของสังคมต่อการเลือกตั้งที่จะมาถึง

มาว่าด้วยเรื่องของรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนก่อน

Advertisement

เรื่องรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนสำหรับผมเป็นเรื่องที่เหมือนจะเข้าใจตรงกันก็ได้ หรือไม่เข้าตรงกันก็มีเยอะ

อย่างน้อยในสองกรณีสำคัญ

หนึ่งคือ รัฐธรรมนูญ เราเข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร ซึ่งผมเคยให้ทรรศนะอยู่บ่อยๆ

สองคือ ประชาชน เราเข้าใจว่าหมายถึงอะไร

คำว่ารัฐธรรมนูญ ผมว่าเป็นคำที่ในปัจจุบันเรามักไปคิดกันโดยลืมว่ามันมีได้หลายความหมาย

ไม่ใช่จะหมายถึงแค่กฎหมายลายลักษณ์อักษรที่สูงสุดในการใช้ปกครองประเทศ

เอาเข้าจริงรัฐธรรมนูญไทยไม่ค่อยเป็นกฎหมายสูงสุดเท่าไหร่ เพราะกฎหมายถูกฉีกบ่อย และกฎหมายบางมาตราก็ถูกฉีกน้อยกว่า

มิพักต้องกล่าวถึงว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งหลายคนมักเข้าใจว่าบัญญัติไว้ซึ่งสิทธิเสรีภาพนั้น บางทีกลับบอกว่าให้เว้นเรื่องนี้ไว้หากมีกฎหมายอื่นเขึ้นมากำหนดเอาไว้

รัฐธรรมนูญในความหมายกว้างสุดมันคือโครงสร้างกติกา คงไม่มีใครเถียง เขาแค่เถียงกันว่าโครงสร้างกติกานั้นมันกำหนดความสัมพันธ์อย่างไร ใครมีมาก ใครมีน้อย แล้วเปลี่ยนแค่ไหน

ที่สำคัญในมุมของผมเวลาพูดเรื่องรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้จำเป็นจะต้องพูดแบบเดิมที่เรียนกันว่า รัฐธรรมนูญแบ่งเป็นฉบับประชาธิปไตย และฉบับเผด็จการ หรือฉบับครึ่งใบ

ส่วนสำคัญคือการกลับไปสู่ที่มาของรัฐธรรมนูญด้วย

ซึ่งอาจมีแบบที่คนที่มีอำนาจเดิมเขียนไว้ หรือการโค่นล้มอำนาจอย่างถอนรากถอนโคนแล้วเขียนขึ้นมาใหม่

แต่อีกหลายประเทศรัฐธรรมนูญมันมาจากการสร้างข้อตกลงกัน จากการประนีประนอมอันเป็น นิรันดร์ (contested compromise) คือ ตกลงกันว่าจะอยู่ในกฎกติกานี้ แล้วก็ต่างฝ่ายต่างพยายามช่วงชิงอำนาจและขยายเขตแดนของอำนาจของตนอยู่ในกรอบนี้

การมองรัฐธรรมนูญในฐานะข้อตกลงของแต่ละฝ่ายอาจไม่ใช่เรื่องเดียวกับการมองว่ารัฐธรรมนูญควรตั้งหลักมาจากการถกเถียงเรื่องอำนาจสถาปนาเสมอไป บางครั้งมันเป็นการสร้างข้อตกลงเพื่อสร้างข้อจำกัดในการใช้อำนาจซึ่งเป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

เจ้ามีอำนาจมากไปก็ต้องแบ่งและต้องปรึกษาหารือกับชนชั้นอื่นเช่นขุนนาง จากนั้นก็ขยับจากขุนนางมาต่อรองกับพ่อค้า คนชั้นกลาง และขยายตัวลงมาถึงคนชั้นล่างหรือขายแรงงาน ไล่เรียงจนถึงคนอพยพจากแดนอื่นที่มาอาศัยอยู่

ในแง่นี้การได้มาซึ่งประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงหลักการง่ายๆ ว่าทุกคนเชื่อว่าอำนาจเป็นของประชาชน แล้วคนที่ไม่เชื่อถูกกำจัดไป หรือถูกกดเอาไว้ แต่อาจมีที่มาจากประวัติศาสตร์ของการต่อสู้กันของกลุ่ม หรือชนชั้นที่ยอมที่จะสละอำนาจบางอย่างเพื่อคงไว้ซึ่งสถานะอำนาจบางอย่างเอาไว้ เช่นยอมสละอำนาจเหนือกว่าทางการเมืองลงบ้างให้เกิดกติกาประชาธิปไตย แต่ยังครองอำนาจทางเศรษฐกิจต่อไป

ในอีกด้านหนึ่ง หากเชื่อว่า ประชาชนมีอำนาจก็ต้องถูกจัดแบ่งอำนาจให้คานกัน ให้แต่ละฝ่ายยึดโยงกับประชาชน แต่ประชาชนต้องตระหนักด้วยว่าอำนาจที่ใช้ปกครองตนเองนั้นไม่ได้สมบูรณ์แบบ มันมีศีลขั้นต่ำที่ละเมิดไม่ได้

นั่นคือการจัดความสัมพันธ์ระหว่างเสรีภาพของประชาชน ประชาชนในฐานะปัจเจกบุคคลที่มีเงื่อนไขขั้นต่ำที่ละเมิดไม่ได้ และประชาชนในฐานะของพลังในการปกครองที่ต้องอยู่ร่วมกันและแสดงพลังในฐานะองค์รวมบางอย่าง

ความไม่ซ้อนทับกันพอดีของความเข้าใจในเรื่องรัฐธรรมนูญในหลายความหมายจึงเป็นเรื่องควรทำความเข้าใจ การแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับในรัฐสภามีความหมายแค่ไหน มีความหมายแค่การจัดการกับระบอบประยุทธ์ใช่ไหม? ขณะที่นักการเมืองส่วนใหญ่อาจจะต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเน้นไปที่การแก้ระบบเลือกตั้ง

ขณะที่เยาวชนคนรุ่นใหม่บนถนนเมื่อเขาออกมาเคลื่อนไหวในรอบหลายปีนี้ เขาอาจต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในความหมายที่กว้างกว่าการล้มเลิกระบอบประยุทธ์ หรือปรับระบบการเลือกตั้ง

แต่อาจจะเป็นทั้งสองความหมาย คือ การย้อนกลับไปถามเรื่องการต่อรองอำนาจที่เรียกว่าจะไม่มีอำนาจใดที่ผูกขาดเอาไว้ฝ่ายเดียว หรืออาจจะตั้งหลักจากอำนาจสถาปนาที่เชื่อว่าจะไม่มีการต่อรองใดๆ ประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดินเท่านั้น

ในส่วนของคำว่าประชาชนนั้น คำว่าประชาชน ก็เป็นคำที่ไม่ได้เข้าใจตรงกันมากนัก อย่าลืมว่าเผด็จการนั้นเป็นระบอบการปกครองที่อ้างประชาชนไม่น้อยกว่าประชาธิปไตย และหัวใจของเผด็จการคือการทำเพื่อประชาชน ไม่งั้นเขาคงอยู่มาไม่ได้นาน

คำว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชนจึงต้องเป็นอะไรมากกว่าชื่อ และหลักอุดมการณ์ แต่ต้องมีความหมายไปถึงหลักการอื่นๆ นอกไปจากแค่การปกครองเพื่อประชาชน และแม้กระทั่งการพูดว่าการปกครองโดยประชาชนเองก็ต้องไม่ลืมว่ามีภารกิจอีกหลายประการที่คำว่าประชาชนไม่ใช่คำที่มีธรรมชาติที่แข็งแรงและรวมตัวได้เองโดยอัตโนมัติ

พลังของประชาชนจำต้องถูกขัดเกลาจากภายใน จากประสบการณ์และจากความตึงเครียดขัดแย้งภายในและจากการปะทะจากภายนอกเช่นกัน

ที่ผ่านมาแทนที่จะมองแค่ว่ารัฐธรรมนูญไทยฉบับไหนดีที่สุด หรือเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด อาจต้องเข้าใจเงื่อนไขกำเนิด พัฒนาการ และจุดอ่อนของแต่ละฉบับ

สำหรับผมแทนที่จะพูดเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ในฐานะเป้าหมายใหญ่ เราอาจจะต้องมาแตกประเด็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนจะต้องมีหลักการอะไรอีกที่เหนือไปจากอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน หรือมาจากประชาชน

มาสู่คำถามว่าอำนาจอธิไตยนั้นจะถูกใช้อย่างไร

คำว่าการใช้อำนาจอธิปไตยอย่างไร ผ่านสถาบันต่างๆ และความสัมพันธ์ของสถาบันต่างๆ รวมทั้งการยึดโยงกับหลักอำนาจอธิปไตยของประชาชนเป็นที่มาของการร่างรัฐธรรมนูญที่มีรายละเอียดอีกมากมาย ซึ่งดังที่กล่าวไปแล้วว่าไม่ใช่ทุกสังคมที่วิวัฒนาการดังกล่าวมาจากการโค่นล้มระบอบเก่าลงอย่างเบ็ดเสร็จราบคาบ เท่ากับการต่อรองกันไปมา

หนึ่งในหนทางที่จะสร้างความลุ่มลึกในการถกเถียงเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนจึงจะต้องไปตั้งคำถามเรื่องการจำกัดอำนาจของแต่ละฝ่าย การยึดโยงกับประชาชน การตรวจสอบอำนาจ และการให้ความสำคัญกับมิติเรื่องเสรีภาพ และความยุติธรรม

เรื่องเหล่านี้ไม่เคยสิ้นสุดลงแม้แต่ในประเทศที่ถูกแปะป้ายหรือยอมรับว่ามีประชาธิปไตยแล้วก็ตาม

ทีนี้ในส่วนที่สอง คือเรื่องของความพัวพันของสังคมต่อการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ผมเองไม่ทราบว่าจะใช้คำว่าอะไรดีเลยนึกถึงคำว่าความพัวพัน จากความหมายของคำว่า engagement หรือหมายถึงว่า สังคมและประชาชนจะทำอะไรเกี่ยวกับการเลือกตั้งในรอบหน้าได้บ้าง

นอกเหนือจากการไปลงคะแนนเสียง

โดยเฉพาะต่อคำถามที่เกี่ยวข้องกับการ “จับตา” หรือ “สังเกตการณ์” ต่อการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ผมตั้งคำถามกับทีมงานที่มาพูดคุยกับผมว่า การสังเกตการณ์เลือกตั้งนั้นเป็นเสมือนดาบสองคม

คือถ้าทำในแง่วิชาการไปเลย มันก็อาจจะไม่สร้างผลสะเทือนระยะสั้นในสังคม โดยเฉพาะในกรณีของระบอบที่มันซับซ้อนหมกเม็ด หรือผสม/หัวมังกุท้ายมังกร

แต่ถ้าจะทำในแง่การเคลื่อนไหวที่จะเข้าไปสังเกตการเลือกตั้งในระบอบผสม หรือระบอบประชาธิปไตยคุณภาพต่ำ หรือเผด็จการที่อ้างอิงหลักการประชาธิปไตยไปเป็นนั่งร้าน ขอบอกว่าจะยิ่งสร้างความลำบากใจให้กับขบวนการเคลื่อนไหวจับตาการเลือกตั้ง

ด้วยว่าสุดท้ายมันจะกลายเป็นแรงกดดันให้กับการจับตาการเลือกตั้ง ทั้งในแง่ของการถูกบีบให้ทำงานไม่ง่าย และในอีกด้านหนึ่ง ถ้าไม่ใช่การโกงถล่มทลายแต่โกงอย่างมียุทธศาสตร์ แล้วสุดท้ายต้องมาถูกตัดเกรดว่าผ่านหรือไม่ผ่าน แต่สังคมการเมืองต้องเดินหน้าไป

การสังเกตการณ์เลือกตั้งก็อาจจะเป็นกิจกรรมที่ถ้าไม่ถูกให้ความสำคัญไปเลย ก็อาจจะรองรับระบอบประชาธิปไตยไร้คุณภาพ หรือเผด็จการที่เปิดให้มีการแข่งขันได้ดำเนินต่อไปได้อีก

ประเด็นสำคัญในเรื่องการซื้อเสียงนั้นไม่ได้อยู่ที่ว่าซื้อมาก ซื้อน้อย หรือทุกคนก็ซื้อแต่คนเลือกเลือกได้

แต่มันอยู่ที่ยุทธศาสตร์การซื้อ เขาอาจซื้อในรูปแบบที่หลากหลาย ไม่ใช้เงินตรง หรืออาจจะซื้อเฉพาะบางกลุ่มบางพวก

หรือการที่พรรคบางพรรคอ้างว่าไม่ซื้อ ไม่ได้ทำให้เราเข้าใจระบบการใช้เงินและการบริหารพรรคทั้งหมดได้ เช่นไม่ซื้อเท่ากับว่าอาจจะซื้อกันเองในพื้นที่ พรรคไม่ได้ส่งเงินให้ แต่หลังเลือกตั้งอาจจะเก็บใบเสร็จแล้วมาคิดเงินว่าใครทำผลงานได้เท่าไหร่ และจะมาสัมพันธ์กับการคำนวณความดีความชอบในการให้ตำแหน่งทางการเมืองก็ได้

ดังนั้นการจับตาการเลือกตั้งจึงต้องมีความหมายที่กว้างขึ้นจากเฉพาะวันเลือกตั้งไปดูการทำงานของพรรคและนักการเมืองทั้งระบบ แต่ต้องไม่หล่นไปอยู่ในกับดักแค่ว่าซื้อเสียงเท่ากับเลวไปซะทั้งหมด มาสู่การเข้าใจของระบบการใช้เงินกับระบบเลือกตั้งในภาพกว้าง โดยไม่ไปถึงขั้นที่ยอมรับการใช้เงินในฐานะเรื่องปกติ หรือตั้งหลักว่าการใช้เงินของนักการเมืองเท่ากับควรหันไปใช้การเมืองแบบอื่นแทน

ในอีกด้านหนึ่ง สิ่งที่ยังอ่อนด้อยมากในการทำงานจับตาการเลือกตั้งที่ผ่านมา คือการจับตาการทำงานขององค์กรที่กำกับดูแลการเลือกตั้งอย่างเอาจริงเอาจัง

จนถึงวันนี้ยังไม่มีการทำความเข้าใจอย่างเป็นระบบถึงการทำงานของ กกต.ในทุกๆ ด้านจากมุมมองของสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการประกาศสูตรการนับคะแนน การจัดวางเขตการเลือกตั้ง การจัดการในระดับหน่วยเลือกตั้ง การนับคะแนนรายเขต การตัดสินข้อพิพาทต่างๆ ความสมเหตุสมผลในการให้ใบแดง ใบเหลือง ใบส้ม การตัดสิทธินักการเมืองที่ผิดพลาด ฯลฯ

ผมคิดว่าในรอบนี้นอกเหนือจากการจับตาการซื้อสิทธิขายเสียงที่เคยทำมา สิ่งที่ต้องไม่ลืมก็คือ การจับตาองค์กรบริหารการเลือกตั้งให้จริงจังขึ้น จนถึงขั้นตั้งคำถามมากกว่าการตัดเกรดไปสู่การทำความเข้าใจบทบาทและความสำคัญของ กกต.ในความพยายามของระบอบหัวมังกุท้ายมังกรที่มีในการสืบสานอำนาจต่อไป

โจทย์ไม่ได้อยู่ที่ว่า กกต.ควรได้คะแนนเท่าไหร่ สอบผ่านหรือไม่ผ่าน แต่ควรไปอยู่ที่ว่า ในความพยายามทุกหนทางของระบอบนี้ในการอยู่ต่อ การทำงานของ กกต.มีผลทำให้ระบอบนี้อยู่ต่อไปได้อย่างไร ทั้งที่อาจไม่ใช่เรื่องใบสั่งตรงๆ ด้วยซ้ำ

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image