เดินหน้าชน : รบ.ต้องจริงใจ

21.12.22 | 09:21 น.

เดินหน้าชน : รบ.ต้องจริงใจ

เชื่อว่าชาวบ้านร้านรวงจำนวนมาก สนใจจะติด “โซลาร์รูฟท็อป” เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาค่าไฟฟ้าแพงขึ้นทุกวัน

ปัญหาก็คือ การติดตั้งยังมีราคาแพงมาก ทั้งที่รัฐบาลประกาศว่าสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้ง แต่ยังสงสัยว่าสนับสนุนจริงหรือไม่ เพราะยังมีอุปสรรคอยู่มาก

แม้ว่าสถานการณ์ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น ส่งผลให้ตลาดโซลาร์รูฟท็อปขยายตัวต่อเนื่อง จากปี 2564 ขยายตัวถึง 4-5 เท่าตัว เพราะค่าไฟฟ้าปรับสูงขึ้น

รวมถึงประชาชนไม่มีทางเลือกและต้องจ่ายค่าไฟฟ้าตามที่กำหนด

Advertisement

จากอดีตค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า Ft) อยู่ระดับ 3.7 บาทต่อหน่วย ขยับขึ้นมา 4.72 บาทต่อหน่วย

ล่าสุดจะขยับขึ้นถึง 5 บาทต่อหน่วย ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ตามที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติให้ปรับเพิ่มค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า Ft) รอบเดือนกันยายน-ธันวาคม 2565

ให้เรียกเก็บที่ 93.43 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย ทำให้มีผู้ติดต่อเพื่อติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมากขึ้น

โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น อุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้ไฟฟ้าสูง โรงงาน ห้างสรรพสินค้า โชว์รูม เป็นต้น

นอกจากนี้ เริ่มมีมากขึ้นในกลุ่มบ้านเรือน แต่ก็ยังไม่มากเพียงพอกับความต้องการของประชาชน

นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานกรรมการบริหารบริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด หรือ NEPS อธิบายถึงการติดตั้งว่า ขึ้นอยู่กับขนาดของอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง

ปกติจะเริ่มที่ 3-5 กิโลวัตต์ สามารถประหยัดไฟฟ้าได้ 2,000-2,100 บาทต่อเดือน มีสัดส่วนการติดตั้งถึง 70%

หากติดตั้ง 10 กิโลวัตต์ สามารถประหยัดไฟฟ้าได้ 4,000-4,100 บาทต่อเดือน มีสัดส่วนการติดตั้งถึง 20%

นอกจากนี้ การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์มีราคาถูกลงหากติดตั้งที่ 5 กิโลวัตต์ ราคาเริ่มต้นที่ 130,000 บาท

ผู้ติดตั้งจะสามารถคืนทุนได้ภายใน 5 ปี และมีอายุการใช้งาน 25-30 ปี

ดังนั้น การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปจึงเป็นทางเลือกที่ควรลงทุน เพราะคุ้มค่าต่อการใช้งานในอนาคต

นายตรีรัตน์ มองว่า ปี 2566 คาดว่าภาคครัวเรือนจะติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์มากขึ้น

อีกทั้งกระแสรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) หายไป เพราะประชาชนคงไม่อยากซื้อรถอีวีไปแล้วต้องจ่ายค่าไฟฟ้าหน่วยละ 5 บาท ประชาชนคงเลือกใช้รถยนต์เติมน้ำมันตามปกติจะคุ้มมากกว่า

เพราะค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น จะไม่ตอบโจทย์การใช้รถยนต์อีวี เนื่องจากค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น สวนทางกับมาตรการกระตุ้นการซื้อรถยนต์อีวี ที่ภาครัฐกำลังพยายามสนับสนุน

นอกจากนี้ ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น ไม่ได้มาจากต้นทุนด้านพลังงาน แต่มาจากค่าความพร้อมของพลังงาน และการสำรองไฟมากเกินไปของรัฐมากกว่า

เป็นการนำภาระต่างๆ มาตกสู่ประชาชน โซลาร์เซลล์จึงเป็นทางเลือกของประชาชนและสามารถติดตั้งได้

แต่ยังมีอุปสรรคค่อนข้างสูง เนื่องจาก 1.รัฐไม่สนับสนุนเงินทุนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ให้กับผู้ประกอบการรายเล็ก หรือประชาชนที่สนใจรายเล็ก

ยกตัวอย่างในสหรัฐ คำนวณจากอายุการใช้งานของโซลาร์เซลล์ใช้ถึง 25 ปี จึงมีการรณรงค์ให้ประชาชนที่ติดตั้ง สามารถผ่อนจ่ายค่าติดตั้งเป็นรายเดือนกับการไฟฟ้าถึง 20 ปี

ขณะที่ประเทศไทยผู้ประกอบการจะต้องหาทางเพื่อเข้าถึงสินเชื่อ และเป็นเรื่องยาก เนื่องจากเป็นผู้ประกอบการรายเล็กมีเงินหมุนเวียนในธุรกิจต่ำ

และ 2.ขั้นตอนการขอใบอนุญาตติดตั้งซับซ้อนและยุ่งยาก เพราะผู้ขอติดตั้งต้องดำเนินเรื่องขออนุญาตการดัดแปลงอาคาร ขอขนาดไฟฟ้า และขอยืนเพื่อกำกับกิจการพลังงานด้วยตนเอง

จึงมองว่ากฎหมายเหล่านี้เป็นอุปสรรในการติดตั้งยากขึ้น

นายตรีรัตน์มองว่า รัฐสนับสนุนให้ประชาชนจ่ายค่าไฟฟ้าถูกลง แต่รัฐกลับเอากฎหมาย หรือกฎเกณฑ์ต่างๆ มาเป็นอุปสรรคในการดำเนินงานให้ติดตั้งได้ยากขึ้น

สิ่งเหล่านี้บริษัทผู้ให้บริการสามารถติดตั้งให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงถ้ารัฐยืดหยุ่นหรือยกเลิกขั้นตอนดังกล่าว มารวมเป็นระบบออนไลน์สามารถทำเรื่องขออนุญาตไว้ที่เดียวจะเป็นการสนับสนุนที่ดีกว่า

เป็นข้อแนะนำที่น่าสนใจ หากรัฐบาลมีความจริงใจในการสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้ง “โซลาร์รูฟท็อป” อย่างที่ประกาศไว้

หรือว่าจริงๆ แล้ว ไม่ได้สนับสนุนอย่างจริงใจ เพราะเป็นห่วงนายทุนด้านพลังงานและโรงไฟฟ้า ที่กำลังโกยเงินเข้าประเป๋า ร่ำรวยอู้ฟู่กันทั่วหน้า

ในขณะที่ประชาชนยังต้องแบกรับภาระ ค่าพลังงาน ค่าไฟฟ้า แพงหูฉี่อยู่ในขณะนี้