หน้าแรก คอลัมนิสต์ เราจะทำให้เด็...

เราจะทำให้เด็กไทยมีคะแนน PISA ดีขึ้นได้อย่างไร?

23.12.22 | 12:15 น.
เราจะทำให้เด็กไทยมีคะแนน PISA ดีขึ้นได้อย่างไร?

 

เราจะทำให้เด็กไทยมีคะแนน PISA ดีขึ้นได้อย่างไร?

การศึกษานั้นเป็นการลงทุนทางสังคมที่สำคัญที่สุดสำหรับประเทศไทยและเราได้ลงทุนกับการวิจัยด้านการศึกษามาเป็นเวลาติดต่อกันหลายปี ระหว่างปี 2553-2561 สถิติจากการฐานข้อมูลของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ที่รวบรวมโดย รศ.ดร.อรุณี อินทรไพโรจน์ ภายใต้แผนงาน

คนไทย 4.0 ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พบว่า รัฐบาลลงทุนในงานวิจัยด้านการศึกษาเกือบ 1,500 ล้านบาท จำนวนโครงการวิจัย 2,291 โครงการ ในขณะเดียวกันผลสัมฤทธิ์ด้านการศึกษาของเด็กไทยเทียบกับเด็กในประเทศอื่นๆ ค่อนข้างต่ำและคงที่หรือถดถอยมาตลอดในตลอด 10 ปีที่ผ่านมา (รูปที่ 1)

Advertisement

รูปที่ 1 แสดงแนวโน้มคะแนนการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ของประเทศไทย จากผลการทดสอบ PISA

เมื่อพิจารณาเป็นรายวิชา สำหรับวิชาวิทยาศาสตร์ผลการประเมินความสัมฤทธิผลของนักเรียนนานาชาติ (PISA) ขององค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจพบว่า ความสัมฤทธิผลของนักเรียนไทยมีแนวโน้มถดถอยอย่างเห็นได้ชัด และประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีคะแนนต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยของประเทศต่างๆ ทั่วโลกตั้งแต่เริ่มมีการประเมินผลในปี 2543 สำหรับการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ข้อมูลผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-net) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มัธยมศึกษาปีที่ 3 มัธยมศึกษาปีที่ 6 ของปีการศึกษา 2564 พบว่า ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนไม่ถึงเกณฑ์ครึ่งหนึ่งของคะแนนเต็ม ผู้เรียนประสบปัญหาในการอ่าน ไม่สามารถรวบรวมความคิด สรุปความเข้าใจในสิ่งที่อ่านได้ ทำให้ความสามารถของนักเรียนไทยยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ

ในประเทศไทยมีการวิจัยวิเคราะห์เกี่ยวกับการเรียนการสอนในมัธยมศึกษาและประถมศึกษาเป็นจำนวนมากและมีการเปรียบเทียบวิธีการสอนต่างๆ แต่เป็นการเปรียบเทียบทีละคู่ ยกตัวอย่างเช่น ในด้านคณิตศาสตร์มีการสอนประมาณ 14 วิธี ก็อาจจะมีการเปรียบเทียบกันระหว่างวิธีการสอนแบบที่ 1 กับแบบที่ 3 แบบที่ 3 กับแบบที่ 7 แบบที่ 6 กับแบบที่ 8 ในที่สุดก็สรุปไม่ได้ว่าวิธีการสอนใดดีที่สุด ดังนั้นยังต้องใช้การวิเคราะห์อภิมานเครือข่าย (Network Meta Analysis) ซึ่งเป็นวิธีการสำหรับ สังเคราะห์งานวิจัยจำนวนมากด้วยกันเพื่อที่จะประมาณค่าขนาดอิทธิพลของตัวแทรกแซงหรือพูดเป็นภาษาง่ายๆ ได้ว่า เพื่อใช้ในการประเมินบทบาทของมาตรการหรือนโยบายที่มีประสิทธิภาพ และช่วยให้สามารถเปรียบเทียบประสิทธิผลของวิธีสอนทั้งหมดจากขนาดหรือลำดับอิทธิพลของแต่ละวิธีเพื่อสามารถเลือกวิธีการสอนที่มีความสัมฤทธิผลสูงสุด

นักวิจัยภายใต้แผนงานคนไทย 4.0 ได้พยายามทำการวิเคราะห์อภิมานเครือข่ายพบว่า มีงานวิจัยเกี่ยวกับด้านการสอนคณิตศาสตร์กว่า 300 งานวิจัยที่ปรากฏอยู่ในฐานข้อมูล TCI วารสารวิชาการและฐานข้อมูล Scopus ซึ่งมีการสอนทั้งสิ้น 14 แบบ ซึ่งได้ทำมาคัดกรองเพื่อทำการวิเคราะห์อภิมานเครือข่าย

ดร.ธีรยุทธ พิริยะอารยะกูล นักวิจัยที่ศึกษาเรื่องนี้พบว่า ขนาดอิทธิพลของวิธีการสอนแบบต่างๆ มีผลสัมฤทธิ์ต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์และวิธีการสอนแบบร่วมมือมีผลดีที่สุดกล่าวคือ ขนาดอิทธิพลเมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการสอนแบบดั้งเดิมสูงที่สุดเท่ากับ 0.86 ที่ความเชื่อมั่น 95%

สำหรับการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งวิเคราะห์โดย ดร.ณัฐพล อนันต์ธนสาร พบว่า วิธีการสอนมีผลต่อความสำเร็จผลทางการเรียนวิทยาศาสตร์เช่นกัน แต่มีผลน้อยที่สุดสำหรับการเรียนการสอนด้านฟิสิกส์ ส่วนผลการวิเคราะห์อภิมานเครือข่ายเพื่อเปรียบเทียบวิธีการสอนทั้งหมด 13 แบบ พบว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (cooperative learning) และการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (constructivism) มีผลต่อการเรียนการสอนมากที่สุด และวิธีการที่มีขนาดอิทธิพลน้อยที่สุดได้แก่ การเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีแบบเครือข่ายไร้สาย (mobile learning) ซึ่งมีขนาดอิทธิพลน้อยกว่าการจัดการเรียนแบบปกติ ซึ่งข้อมูลนี้ก็ยืนยันว่าในช่วงโควิด-19 ที่นักเรียนต้องเรียนผ่านอุปกรณ์ออนไลน์จะทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ต่ำกว่าการเรียนแบบปกติ

ผลการวิเคราะห์อภิมานของ ดร.สกุลกาญจน์ วลีอิทธิภัสร์ พบว่า ขนาดอิทธิพลในภาพรวมของวิธีการสอนที่มีต่อการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนอยู่ในระดับปานกลาง และการทำกิจกรรมกลุ่มการใช้จิตวิทยาร่วมในการจัดการเรียนการสอนส่งผลต่อขนาดอิทธิพลของวิธีการสอนแบบต่างๆ ที่มีต่อการอ่านภาษาอังกฤษแตกต่างกัน โดยงานวิจัยที่ไม่ได้มีกิจกรรมกลุ่มมีขนาดอิทธิพลมากกว่ากลุ่มที่ทำกิจกรรมกลุ่ม และการใช้จิตวิทยาร่วมกับการจัดการเรียนการสอนทำให้เกิดความสัมฤทธิผลมากกว่ากลุ่มที่ไม่ใช้จิตวิทยาร่วมกัน ในส่วนของผลการวิเคราะห์อภิมานเครือข่ายพบว่า กลวิธีการอ่าน (Reading strategy) ส่งผลต่อความสัมฤทธิผลทางการอ่านภาษาอังกฤษมากที่สุด รองลงมาคือการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ส่วนการจัดการเรียนการสอนแบบดั้งเดิมเป็นวิธีการที่ทำให้ความสัมฤทธิผลต่ำที่สุด

เมื่อมีความรู้เช่นนี้แล้วก็ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด คะแนน PISA ของนักเรียนไทยจะได้ค่อยๆ ขยับสูงขึ้น

สุดท้ายนี้ก็ขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกจงได้ปกปักรักษาประเทศไทย คนไทย ทั้งปวง และบรรดาแฟนคลับของคอลัมน์นี้ให้มีความสุข ร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคร้ายตลอดปี 2566 และสวัสดีปีใหม่ค่ะ

มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด
มูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ