ถามว่าแปลกใจมั้ย ? – ไม่มาก สำหรับการเข้ามาถือหุ้นใหญ่ของกลุ่ม “เจ้าสัวเจริญ” แห่งเบียร์ช้างในธุรกิจสื่ออย่าง “อมรินทร์”
ก็อย่างที่เป็นไปตามกระแสโลก
ด้วยเทคโนโลยีที่รุดหน้า มีทางเลือกมากกว่าสื่อเก่าอย่างหน้ากระดาษ จำนวนผู้อ่านสื่อสิ่งพิมพ์ลดลงเรื่อยๆ และแน่นอนว่าถ้าไม่ปรับตัวก็อยู่ไม่รอด
มีนิตยสารหลายหัวปิดตัวไปอย่างที่ได้เห็น และเป็นข่าว
เครือ “อมรินทร์” เองก็เผชิญปัญหาทำนองเดียวกันในรอบหลายปีมานี้
ทว่ามาหนัก และเกินจะแบกภาวะหนี้สินได้อีกต่อไป ก็หลังจากที่ไปร่วมประมูลทีวีดิจิทัลในปี 2556 มานั่นแหละ
เมตตา อุทกะพันธ์ “บิ๊กบอส” แห่งเครือ “อมรินทร์” แจ้งตลาดหลักทรัพย์ถึงสาเหตุการต้องขายหุ้นและเพิ่มทุน กระทั่งปรับเปลี่ยนสัดส่วนเปอร์เซ็นต์การถือหุ้น มีกลุ่ม “เจ้าสัวเบียร์ช้าง” เป็นหุ้นใหญ่ ว่า
เนื่องจากบริษัทประสบภาวะผลประกอบการขาดทุนจากการดำเนินการในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
91.46 ล้านบาท ในงวดปี 2557
416.41 ล้านบาท ในงวดปี 2558
468.93 ล้านบาท ในรอบ 9 เดือน ของงวดปี 2559
จะเห็นว่าภาวะหนี้สินที่ก้าวกระโดดแบบพุ่งพรวดนั้นมาจากธุรกิจทีวีดิจิทัล “ช่องอัมรินทร์ ทีวี” เป็นสำคัญ
และก็ปฏิเสธไม่ได้ด้วยว่า อันเนื่องมาจากการ “รัฐประหาร” โดย “คสช.” เมื่อ 22 พฤษภาคม 2557
ซึ่งจะว่าไปแล้ว ผู้บริหารกิจการและสื่อบางแห่ง มีส่วนในการเชิญทหารออกมา “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” จนเกิดสภาพอย่างที่เห็น
การกระโดดสู่เวทีทีวีดิจิทัล บ้านเมืองอยู่ในสภาวะไม่เป็นประชาธิปไตย เศรษฐกิจฝืดเคือง เม็ดเงินไม่สะพัด โฆษณาไม่เข้า ขณะที่อีกขาหนึ่งอย่างนิตยสารและสื่อสิ่งพิมพ์ก็มีแต่จะซบเซา เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
ถึงตอนนี้ เครือ “อมรินทร์” ยังไม่เปลี่ยนทีมผู้บริหาร แต่แน่นอนว่าสักวันหนึ่งก็ย่อมต้องมีคนจากอีกฝั่ง มาร่วมด้วย (ไม่งั้นเขาจะซื้อหุ้น ถือสัดส่วนสูงกว่าทำไมล่ะ)
จังหวะก้าวต่อจากนี้น่าสนใจ
ธุรกิจในเครือข่ายของ “เจ้าสัวเจริญ” อย่างห้างสรรพสินค้าหลายๆ แห่งที่เกิดขึ้นแล้ว อาทิ เอเชียทีค, เกตเวย์ เอกมัย, เซ็นเตอร์พอยท์, บ็อกสเปซ รัชโยธิน หรืออนาคต ตามข่าวว่าจะมีห้างสรรพสินค้าแบรนด์ใหม่เกิดขึ้นอีกกว่า 30 แห่งทั่วประเทศ น่าจะมีส่วนสำคัญที่จะสนับสนุนธุรกิจใหม่ที่เพิ่งเข้าไปถือหุ้นใหญ่
ห้างสรรพสินค้าที่ว่ามาและที่กำลังจะเกิด ถ้าปรับเพิ่มร้านหนังสือ ในเครือ “อมรินทร์” เข้าไป จัดร้านให้ดูดี ทันสมัยน่าจะเป็นเรื่องดีไม่น้อย
ประเทศไทยจะมีร้านหนังสือน่าไปเยือนเพิ่มขึ้นอีกเพียบ
อ้อ อีกอย่างเลยที่ผมอยากเห็น แต่อาจจะสร้างความขัดเคืองขุ่นข้องใจองค์กรอย่าง “สสส.” อยู่บ้าง
นั่นคือ อยากเห็นร้านหนังสือมีโซน “บุ๊ค แอนด์ เบียร์” ให้บริการ
ลองจัดโต๊ะนั่งอ่านหนังสือ 5-6 ชุด มีตู้แช่เย็นๆ มีเบียร์ดีๆ คอยให้บริการนักอ่านนักดื่ม
ถ้าจะให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปก็คือ เปิดพื้นที่ให้ “คราฟต์ เบียร์ ไทย” แต่ละรายแต่ละเจ้าได้สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันนำเบียร์มานำเสนอด้วย
จิบหนังสือไป อ่านเบียร์ไป เอ้ย!
จิบเบียร์ไป อ่านหนังสือไป เพลินดีครับ
มีกิจกรรมเปิดตัวหนังสือบ่อยๆ มีปาร์ตี้บ่อยๆ งานนี้มีแต่ได้กับได้
ซึ่งไม่แน่ว่า อาจจะช่วยแก้ปัญหา “คนไทยไม่เข้าร้านหนังสือ” ได้อย่างถูกจุด
อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่งล่ะที่จะไปขลุกตัวอยู่ได้ทั้งวัน

