
‘เลือก’ช่วยพัฒนาประชาธิปไตย
หากไม่มีอะไรพลิกไปจากไทม์ไลน์ของประเทศตามที่กติกากำหนดไว้ ไม่เกินครึ่งแรกของปีหน้า 2566 จะมี “การเลือกตั้งทั่วไป” เพื่อให้ประชาชนใช้สิทธิตามอำนาจในระบอบประชาธิปไตยเลือก “ผู้แทนราษฎร” หรือ “ส.ส.” แล้วให้ “ส.ส.” นั้นเลือก “นายกรัฐมนตรี” ที่จะมาจัด “คณะรัฐมนตรี” เพื่อบริหารประเทศ
กลไกตามระบอบประชาธิปไตยที่ควรจะเป็นคือ ต้องมี “พรรคการเมือง” ที่เป็นตัวแทนของอุดมการณ์ต่างๆ ส่งตัวแทนเพื่อให้ประชาชนเลือกว่าจะให้ “อุดมการณ์” แบบไหนบริหารประเทศในวาระต่อไป
ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า ความเป็นไปของประเทศในอนาคตควรจะบริหารจัดการด้วยอุดมการณ์แบบไหน
เพื่อให้ “พรรค” ซึ่งเป็นตัวแทนหรือนำเสนอนโยบายตามอุดมการณ์นั้นได้เข้ามาจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ
มี “พรรคการเมือง” เป็น “สถาบันหล่อหลอมด้วยอุดมการณ์ใดอุดมการณ์หนึ่งอย่างชัดเจน” เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจเลือกใช้ให้เหมาะสมกับความเป็นไปของประเทศแต่ละช่วงเวลา
ประเทศที่ “ประชาธิปไตย” พัฒนาแล้วจะเป็นเช่นนั้น
“พรรคการเมือง” ชัดเจน เลือกใช้ถูก หรือผิดเป็นเรื่องของประชาชนที่เลือกแล้วต้องรับผิดชอบกันไปให้อยู่หรือบริหารไปตามกติกา
แต่ประเทศไทยเราไม่เป็นเช่นนั้น
การพัฒนา “พรรคการเมือง” ให้เป็น “สถาบัน” เป็นไปอย่างยากเย็น เพราะ “ขบวนการ” ที่มีอำนาจซ้อน สามารถจัดการให้ “การตัดสินใจของประชาชน” ไม่มีความหมาย ถูกยึดอำนาจไปเพื่อให้ “คนกลุ่มหนึ่ง” เข้ามาควบคุมความเป็นไปของประเทศได้ ด้วยการใช้กำลังเข้ายึด
พรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์แตกต่างจาก “อภิสิทธิ์ในอำนาจ” ถูกทำลายลง
แล้วมี “นักการเมือง” จำพวกหนึ่ง ที่ไม่ได้ประกาศอุดมการณ์ใดตั้งพรรคขึ้นมาเพื่อหาทางมีส่วนร่วมกับ “เหล่าอภิสิทธิ์ในอำนาจนั้น”
พรรคประเภทนี้เกิดขึ้นมากมาย ด้วยวิธีที่ระดม “นักเลือกตั้ง” อันหมายถึงผู้เชี่ยวชาญในการหาคะแนนเสียงในพื้นที่ให้มารวมตัวกัน แล้วเรียกว่า “พรรคการเมือง”
เป็นพรรคที่ไม่มีความชัดเจนว่ามี “อุดมการณ์แบบไหน” เป็นเพียงแค่ศูนย์รวมของผู้มีอิทธิพลในเขตเลือกตั้ง
คนพวกนี้สามารถย้ายจากพรรคนี้ไปอยู่พรรคโน้น ย้ายไปได้เรื่อยๆ ตามผลประโยชน์ตอบแทนที่ได้รับ
“นักการเมืองจำพวกนี้” มักเป็นข้ออ้างให้ “กลุ่มผู้มีอภิสิทธิ์ในอำนาจ” ใช้โจมตี “ระบอบประชาธิปไตย” ว่าเป็นช่องทางให้ “ผู้หวังแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง” เข้ามามีส่วนในอำนาจรัฐ สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ และก่อการทุจริตคอร์รัปชั่นให้การพัฒนาที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชนมีอุปสรรค
เป็นการอ้างทั้งที่ “กลุ่มผู้มีอภิสิทธิ์ในอำนาจ” เองที่ใช้ “นักการเมืองไร้อุดมการณ์จำพวกนี้เป็นแนวร่วม”
ประเทศไทยเราพัฒนาประชาธิปไตยไม่ได้ เพราะ “นักการเมืองจำพวกนี้” ที่เป็นเครื่องมือให้ “กลุ่มผู้มีอภิสิทธิ์ในอำนาจ” อย่างไร้ศักดิ์ศรีความเป็น “ผู้แทนจากอำนาจประชาชน”
ประชาธิปไตยไทยเสียหายเพราะ “นักการเมืองในพรรคที่ไม่ได้หลอมรวมกันด้วยอุดมการณ์เหล่านี้”
การแก้ไขให้เปิดทางให้ “ประชาธิปไตย” พัฒนาไปได้ เอาเข้าจริงแล้วไม่มีหนทางอื่นเลย นอกจาก “ประชาชนจะมั่นคงในการเลือกผู้แทนราษฎรจากพรรคที่มีความเป็นสถาบันทางการเมือง”
อันหมายถึงพรรคที่ “สมาชิกมาทำงานร่วมกันด้วยอุดมการณ์ชัดเจน”
อาจจะยากสักหน่อยที่จะพิจารณาว่า “พรรคแบบไหนเป็นสถาบัน” แต่ว่าไปแล้วไม่ยากเกินกว่าการพิเคราะห์ด้วยสามัญสำนึก
เมื่อพิจารณาว่าจะต้องเลือกเบอร์ไหนเป็น “ส.ส.” หากเหตุที่ตัดสินใจเลือกมาจาก “พรรค” หรือ “ผู้นำพรรค” นั่นเป็นการเลือกอย่างคิดถึง “อุดมการณ์ของพรรค”
แต่หากตัดสินใจเลือก เพราะ “ผู้สมัคร” โดยเฉพาะที่ไม่รับรู้ หรือไม่พิจารณาพรรค ย่อมไม่ใช่เลือกจากอุดมการณ์ ซึ่งเสี่ยงมากการเลือกตั้งจะเป็นการส่งเสริม “นักการเมืองจำพวกรับใช้เป็นแนวร่วมกลุ่มอภิสิทธิ์ในอำนาจ”
อีกไม่กี่เดือนอำนาจจะกลับมาเป็นของประชาชน การตัดสินเลือกนักการเมืองแบบไหน จะส่งผลต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ว่าจะเป็นเพื่อ “อำนาจของประชาชน” หรือไม่
สุชาติ ศรีสุวรรณ

