หมอซินเธียเกิดในครอบครัวชาวกะเหรี่ยงที่กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า เมื่อ พ.ศ.2502 บิดาของเธอมีอาชีพเป็นสาธารณสุขอำเภอ ต่อมาครอบครัวของเธอได้ย้ายไปทำงานที่เมืองเมาะลำไย เมืองหลวงของรัฐมอญ (คนไทยเรียกว่าเมืองมะละแหม่ง หรือเมาะลำเลิง) ซึ่งเธอเติบโตอยู่ที่รัฐมอญนี้เอง ต่อมาเธอได้เข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์เมาะลำไยใน พ.ศ.2523 ใน พ.ศ.2530 หมอซินเธียเริ่มทำงานเป็นครั้งแรกที่เมืองอินตู ในรัฐกะเหรี่ยง เมืองอินตูอยู่ไม่จากเมืองผาอัน เมืองหลวงของรัฐกะเหรี่ยง และเป็นเส้นทางเชื่อมต่อกับเมืองเมียวดีที่ชายแดนไทย–พม่า
ได้เกิดการลุกฮือประท้วงในกรุงย่างกุ้งนำโดยนักศึกษา และลามไปทั่วประเทศพม่าตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ.2531 ที่รู้จักในชื่อของ “เหตุการณ์ 8888” (วันที่ 8 เดือน 8 ปี 1988) เมื่อประชาชนพม่าแทบทุกหมู่เหล่าได้ลุกขึ้นต่อต้านการปกครองของรัฐบาลเผด็จการทหารภายใต้อำนาจของ นายพลเนวิน ผู้ครองอำนาจเด็ดขาดเหนือประเทศพม่าร่วม 30 ปี จากการชุมนุมประท้วงทั่วประเทศที่ทำให้นายพลเนวินต้องสละตำแหน่งผู้นำใช้กำลังทหารปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง และการใช้กระสุนจริง มีผู้เสียชีวิตกว่า 4,000 คน และอีกจำนวนมากที่ถูกจับกุม
(ผู้เขียนได้รับการยืนยันจากอดีตทูตทหารไทยประจำพม่าในขณะนั้น ว่ามีการไล่ต้อนประชาชนผู้ต่อต้านเข้าไปในวัด และทหารพม่าใช้ดาบฆ่าฟันเอาดื้อๆ) แต่ก็ไม่สามารถปราบปรามประชาชนพม่าได้สำเร็จ จึงเกิดการรัฐประหารขึ้นโดยกลุ่มนายทหารพม่ากลุ่มหนึ่ง และประกาศตั้ง “สภาฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบแห่งรัฐ (State Law and Order Restoration Council) หรือสลอร์ก (SLORC)” เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ.2531 เป็นเครื่องมือการปกครองของประเทศพม่า และหลอกลวงประชาชนชาวพม่าว่าจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2533 ซึ่งปรากฏว่าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ที่นำโดย นาง ออง ซาน ซูจี ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น แต่ฝ่ายทหารพม่ากลับไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง มิหนำซ้ำยังจับตัวนางออง ซาน ซูจี ขังไว้ที่บ้านของเธอเองและยังคงการปกครองแบบเผด็จการทหารต่อไป
หมอซินเธีย ได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวใน “เหตุการณ์ 8888” ด้วย เมื่อกองทัพพม่าปราบปรามประชาชนพม่าอย่างหนัก ทำให้หมอซินเธียและเพื่อนอีก 14 คน ได้ตัดสินใจในวันที่ 21 กันยายน เดินเท้าเป็นเวลา 10 คืนจนมาถึงชายแดนไทย หมอซินเธียรักษาผู้คนที่เจ็บป่วยและบาดเจ็บตามแนวชายแดนจนกระทั่งได้มาเปิด “แม่ตาวคลินิก” จากบ้านไม้หลังเล็กๆ ในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
แม่ตาวคลินิกก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ.2532 โดยหมอซินเธีย กว่า 33 ปี ที่แม่ตาวคลินิกรับรักษาคนไข้ยากจนตามแนวชายแดนไทย–พม่า ทั้งประชากรในพื้นที่ แรงงานข้ามชาติ และผู้ลี้ภัย โดยมีงบประมาณมาจากเงินทุน 2017 ราว 95% ของแม่ตาวคลินิกมาจากรัฐบาลประเทศต่างๆ เช่น ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ในชั้นต้นเนื่องจากมีกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ที่ต้องเข้ามาคลอดในประเทศไทยเพราะในพม่าไม่ปลอดภัย ที่แม่ตาวคลินิกนั้นทำคลอดเด็กเกิดใหม่ จำนวน 1,500 คนต่อปี นอกจากนี้ ต่อวันยังมีกลุ่มผู้ป่วยนอกเดินทางมารับการรักษาเฉลี่ยวันละ 150-200 คน โดยพวกเขาต่างเป็นชาวพม่าที่ยากจน มารักษาที่นี่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ส่วนใหญ่เป็นไข้มาลาเรีย ฝากครรภ์ และโรคระบบทางเดินหายใจอื่นๆ รวมทั้งที่บาดเจ็บจากระเบิดและการถูกยิง
หมอซินเธียได้จัดให้มีการฝึกอบรมนักสาธารณสุขรุ่นใหม่ขึ้นมาเพื่อส่งกลับไปยังชุมชนที่ห่างไกล ซึ่งเดิมอบรมเฉพาะเรื่องสูติกรรมแต่ปัจจุบันก็ฝึกอบรมไม่จำกัดแค่เรื่องสูติกรรมอีกต่อไป ทุกๆ ปีแม่ตาวคลินิกได้ผลิตนักสาธารณสุขราว 150-200 คน ที่สำเร็จการฝึกอบรมแล้วเดินทางกลับไปทำงานในชุมชนของตัวเอง
ในช่วง 10 ปีแรก มาลาเรียเป็นโรคที่พบเจอบ่อยที่สุด รองลงมาคืออาการบาดเจ็บจากสงคราม เพราะว่ายังคงมีความขัดแย้งและมีการสู้รบอยู่เนืองๆ สาเหตุของการบาดเจ็บที่เจอบ่อยคือการเหยียบกับระเบิด สถานการณ์สุขภาพตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา
เมื่อ พ.ศ.2560 เงินทุนจากรัฐบาลต่างๆ มีสัดส่วนน้อยกว่า 20% ของทั้งหมด ถึงแม้ว่าแม่ตาวคลินิกยังได้รับเงินทุนจากสถานทูตต่างๆ ในประเทศไทยอยู่บ้าง เช่น สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป สถานทูตลักเซมเบิร์ก ทำให้ทางแม่ตาวคลินิกต้องเริ่มเก็บเงินค่าบริการตามแต่ที่คนไข้จะมีกำลังจ่ายได้ แต่ส่วนมากก็ยังคงรักษาฟรีอยู่นั้นเอง ทั้งๆ ที่แต่ละปีเฉลี่ยแม่ตาวคลินิกมีคนไข้ประมาณ 98,000 ราย มาปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพเด็ก เช่น ภาวะทุพโภชนาการ โรคขาดสารอาหารเฉียบพลันรุนแรง รวมถึงโรคอื่นๆ อย่างเอชไอวี (HIV) หรือวัณโรค นอกจากนี้ ทางแม่ตาวคลินิกก็ยังให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการวางแผนครอบครัว และรับเข้าแผนกผู้ป่วยใน 8,000 ราย ในจำนวนนี้มี 1,700 ราย ที่เป็นการคลอดลูก คือมีเด็กเกิดที่แม่ตาวคลินิกประมาณปีละ 1,700 คน สิ่งที่น่ายินดีก็คือโรคมาลาเรียที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะมีโครงการป้องกันมาลาเรียในพื้นที่ชายแดนเพิ่มขึ้นมาก
หมอซินเธีย หม่อง ต้องการจะขอสัญชาติไทย เพราะหลังจากเปิดแม่ตาวคลินิกมาร่วม 30 ปีแล้ว โดยหากได้สัญชาติไทยก็จะทำให้การช่วยเหลือผู้ไม่มีสถานะและผู้อพยพสะดวกมากขึ้น เพราะปัจจุบันการเป็นคนไร้สัญชาติของหมอซินเธียทำให้ติดกรอบการเดินทางออกนอกพื้นที่ การประสานกับหน่วยงานต่างๆ ที่อยู่ในต่างประเทศเพื่อขอการสนับสนุนเรื่องเงินทุนต้องทำหนังสือและมีขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน ในขณะที่แม่ตาวคลินิกมีเตียงผู้ป่วยใน 120 เตียง มีหมอ 8 คน และพยาบาลอีก 40 คน เพื่อทำงานด้านสาธารณสุขรับรักษาคนอย่างเดียวไม่พอ การรับผู้ลี้ภัยเข้ามา ต้องทำงานโดยพยายามฝึกบุคลากรที่เป็นผู้อพยพลี้ภัยให้มีองค์ความรู้ด้านสุขภาพเพื่อช่วยงานในคลินิก ขณะเดียวกันจำนวนของผู้ป่วยที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นก็ทำให้เงินทุนของแม่ตาวคลินิกร่อยหรอ แพทย์ที่จ้างเข้ามาต้องยอมเสียสละ บางเดือนได้เงินเดือนไม่ครบ 100% จ่ายให้ได้แค่ 60-80%
ครับ ! หมอซินเธียยื่นเรื่องขอสัญชาติไทยถึง 3 ครั้งแล้วแต่เรื่องยังเงียบอยู่ ซึ่งเรื่องนี้จึงน่าจะมีการเคลื่อนไหวสนับสนุนแปลงสัญชาติไทยของหมอซินเธีย หม่อง ในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

