หน้าแรก คอลัมนิสต์ โรงเรียนดนตรี...

โรงเรียนดนตรีในมหาวิทยาลัยแพทย์ ความแตกต่างที่ลงตัว : สุกรี เจริญสุข

29.11.16 | 13:00 น.

 

ในวันที่ 3 ธันวาคม 2559 เป็นวันที่จะเปิดอาคารเรียนของ “เตรียมอุดมดนตรี” สร้างเสร็จและกำหนดเปิดบ้านเพื่อให้นักเรียนและพ่อแม่ผู้ปกครองได้เข้าชม เพราะเห็นว่าอาคารเตรียมอุดมดนตรีเป็นอาคารเรียนที่ออกแบบได้ทันสมัย ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และมีความสวยงาม อาจจะเป็นอาคารเรียนดนตรีที่มีความสมบูรณ์สุด เมื่อเทียบกับอาคารที่เคยสร้างมาแล้วในประเทศไทย

นักเรียนเตรียมอุดมดนตรี ตั้งใจที่จะสร้างให้อยู่หอพัก (กินนอน) มีห้องเรียนดนตรีไปพร้อมกัน เพื่อที่จะย่นย่อเวลาในการเดินทางของนักเรียนให้น้อยลง เพื่อจะได้ใช้เวลาไปฝึกซ้อมดนตรี ตัดปัญหาหลายๆ ปัญหาที่เข้ามาในชีวิตเด็กโดยไม่จำเป็น อาทิ ตื่นสาย ไม่มีเวลาฝึกซ้อม เดินทางไกล เสียเวลาเดินทาง เหนื่อยจากการเดินทาง เด็กอยู่ในหอพักที่ไม่มีบรรยากาศในการเรียนหรือสร้างความเข้าใจผิดๆ สำหรับนักเรียนดนตรี อีกอย่างที่สำคัญก็คือ เด็กนักเรียนยังช่วยตัวเองได้ไม่ดี ก็ควรจะมีผู้ปกครองดูแลเพื่อจะได้ใช้ชีวิตที่เหมาะสม

อาคารเตรียมอุดมดนตรีมีห้องเดี่ยวสำหรับการฝึกซ้อมดนตรีเดี่ยว (37 ห้อง) ห้องสอนเดี่ยว (48 ห้อง) ห้องเรียนรวม (12 ห้อง) ห้องฝึกฟังเสียง (2 ห้อง) ห้องเทคโนโลยีสมบูรณ์ ที่สำคัญก็คือทุกห้องเป็นห้องเก็บเสียง เพื่อไม่ให้เสียงของแต่ละห้องตีกัน มีห้องแสดงขนาด 140 ที่นั่ง จำนวน 2 ห้อง มีผนังกระจกที่สามารถปรับเป็นม่านได้ด้วยวัสดุเดียว ซึ่งในอนาคต ร้านผ้าม่าน โรงงานทำม่าน ก็จะหมดความจำเป็น เป็นความทันสมัยล่าสุด

อาคารเตรียมอุดมดนตรีมีทั้งหมด 9 ชั้น ตั้งแต่ชั้น 1-5 เป็นอาคารเรียน ส่วนชั้น 6-9 เป็นหอพัก พักห้องละ 3 คน ซึ่งจะช่วยให้เด็กมีสังคมที่ดี มีบรรยากาศดี มีอาหารดี หอพักที่ดี และสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยที่พ่อแม่ไม่ต้องกังวลว่าลูกจะไปโรงเรียนสาย ต้องตื่นเช้า ไม่ต้องเสียเวลากับการเดินทาง ที่สำคัญก็คือนักเรียนจะมีเวลาเป็นของตัวเองและช่วยตัวเองได้มากขึ้น ได้ฝึกซ้อมมากขึ้นด้วย ในห้องซ้อมมีเปียโน ห้องสอนของอาจารย์ก็มีเปียโน มีเครื่องมืออุปกรณ์สำหรับสอนดนตรีพร้อมและทันสมัย แบบอาคารเป็นสถาปัตยกรรมที่ล้ำสมัยและมีรสนิยม

Advertisement

จากงานวิจัยดนตรีเรื่อง “พรสวรรค์สร้างได้” พบว่า เด็กไทยมีพื้นฐานดนตรีไม่ดี ขาดความรับผิดชอบ ไม่มีวินัย และไม่ตรงต่อเวลา ซึ่งชีวิตเด็กเสียเวลาไปกับการเดินทางมาก ไม่มีเวลาทำการบ้าน ไม่มีเวลาที่จะฝึกซ้อม เรียนรู้ได้น้อย ยิ่งเด็กที่อยู่ในเมืองใหญ่ ต้องตื่นแต่เช้า กินข้าวในรถ และกลับบ้านค่ำ
พ่อแม่กลายเป็นนักฟุตบอลอาชีพ “รับลูก ส่งลูก และเลี้ยงลูก” เด็กไทยตกเป็นภาระของพ่อแม่ตลอดชีวิต เพราะพ่อแม่ก็ไม่มั่นใจที่จะพึ่งสังคมหรือเชื่อมั่นในบริการของสาธารณะได้

ในที่สุดเราก็ไม่สามารถที่จะพัฒนาเด็กที่เรียนดนตรีไปสู่ระดับนานาชาติได้ หากเป็นเด็กชนบท โอกาสที่จะได้เรียนดนตรีมีน้อย ขาดครูที่เก่ง อุปกรณ์คุณภาพต่ำ ทำให้เด็กมีขีดจำกัดเช่นกัน

การสร้างอาคารเตรียมอุดมดนตรีให้เป็นทั้งอาคารเรียนและเป็นหอพัก เพื่อจะแก้ปัญหาเวลาฝึกซ้อม แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม (หอพัก) ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการเรียนดนตรี เสียงดัง อบายมุข ความเสเพล ไม่เอาใจใส่ และไม่ตั้งใจเรียน ทั้งนี้ เพราะเชื่อว่าสิ่งแวดล้อมมีบทบาทกับเด็กมาก เพราะสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร เด็กก็จะเป็นอย่างนั้น เด็กเป็นอย่างไร สิ่งแวดล้อมก็เป็นอย่างนั้น หากสถาบันการศึกษามีสิ่งแวดล้อมที่ดี ก็จะช่วยพัฒนาเด็กไทยให้มุ่งไปสู่ความเจริญได้ง่ายขึ้น

เมื่อ 30 ปีที่แล้ว (พ.ศ.2530) ผู้เขียนได้เลือกทำงานที่มหาวิทยาลัยมหิดล (มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์เดิม) โดยตั้งใจและตั้งความหวังไว้ว่าจะพัฒนาการศึกษาดนตรีและสร้างโรงเรียนดนตรีที่ดีเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะได้ช่วยพัฒนาการศึกษาดนตรีในประเทศไทยให้ดีขึ้น ซึ่งใช้เวลาทำงานทั้งชีวิต มาถึงวันนี้ก็เป็นคำตอบได้ชัดเจนว่าทำได้ในระดับที่ก้าวหน้าพอสมควร การศึกษาดนตรีของไทยก้าวไปมากกว่าการศึกษาดนตรีในภูมิภาคอาเซียน มีเด็กไทยที่ออกไปสร้างชื่อเสียง พัฒนาฝีมือดนตรีให้เป็นที่ประจักษ์ได้ ทำให้มีความเชื่อมั่นว่า อีก 10 ปีข้างหน้า ในปี พ.ศ.2570 จะมีเด็กไทยมีชื่อเสียงทางดนตรีในระดับนานาชาติได้ ไม่ว่าจะเป็นนักเล่นดนตรี นักเปียโน นักไวโอลิน นักเชลโล นักร้อง นักดนตรีพื้นบ้าน นักดนตรีไทย นักประพันธ์เพลง หรือผู้ควบคุมวงดนตรี เป็นต้น

ทำไมจึงเลือกสร้างวิทยาลัยดนตรีในมหาวิทยาลัยแพทย์ ซึ่งเป็นคำถามคลาสสิก (Class+Basic) เพราะจะถูกตั้งคำถามแบบนี้บ่อยครั้ง ทั้งๆ ที่เป็นคำถามพื้นๆ แต่ก็เป็นคำถามที่ลึกซึ้ง เพราะคนทั่วไปเชื่อว่าดนตรีเป็นวิชาที่ไม่เอาไหน เป็นวิชาข้างถนนเต้นกินรำกิน ส่วนวิชาแพทย์นั้นเป็นวิชาชั้นสูง เพราะการเป็นหมอที่ต้องอยู่กับความเป็นความตายของมนุษย์ ต้องช่วยชีวิตคนนั้น ย่อมผิดพลาดไม่ได้ ความผิดพลาดของหมอคือ “ลงหลุม”

ดังนั้น วิชาแพทยศาสตร์จึงเป็นวิชาชั้นสูง ความสับสนและความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นในความรู้สึกนึกคิดว่า วิชาที่ต่ำต้อยด้อยค่า (ดนตรี) อยู่ในสถาบันชั้นสูง (แพทย์) ของประเทศได้อย่างไร

ความจริง ดนตรีกับแพทย์ เป็นวิชาที่อยู่ในตระกูลเดียวกัน คือ วิชาหมอ ซึ่งหมายถึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง อาทิ หมอยา หมอรักษา หมอตำแย หมอนวด หมอความ หมอผี หมอลำ หมอแคน หมอขวัญ เป็นต้น แต่ปัจจุบันเมื่อพูดถึงอาชีพหมอ ก็จะเหลือแต่เพียงหมอที่มีความหมายว่าเป็น “หมอรักษาคน” เท่านั้น ส่วนความชำนาญในอาชีพอื่นๆ มีความหมายที่ไม่เข้มแข็งและไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป เมื่อพูดถึงหมอ ก็หมายถึงหมอที่อยู่ในโรงพยาบาล เป็นผู้ที่มีความเฉลียวฉลาด มีฐานะที่ดี หมอทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด

ดนตรีเป็นวิชาของนักปราชญ์ เมื่อพบว่านักปราชญ์จีนจะต้องเรียนดนตรี วิถีของขงจื้อ (Confucius) ซึ่งเป็นนักปราชญ์คนสำคัญของจีน ได้สร้างรากฐานที่สำคัญของการศึกษาของจีน วิชาดนตรีจีนนั้น ถือว่าดนตรีเป็นวิชาของนักปราชญ์ การศึกษาจีนได้ยกย่องวิชาดนตรีให้เป็นวิชาของนักปราชญ์ ดนตรีเป็นวิชาที่บุคคลสำคัญของชาติจะต้องเรียน นักปราชญ์ชาวจีนจะต้องเรียนรู้วิชาถึง 6 วิชา จึงจะได้ชื่อว่าเป็นนักปราชญ์ได้ กล่าวคือ วิชาการประพันธ์ ดีดลูกคิด ยิงธนู ขับรถม้าออกศึก พิธีกรรม และดนตรี ซึ่งการศึกษาดนตรีของจีนเป็นรากฐานสำคัญสำหรับชาวจีนทุกคน แม้ว่าชาวไทยจะได้รับอิทธิพลอย่างมากจากจีน แต่ดนตรีก็ไม่ได้มีบทบาทที่สำคัญอะไรมาก

ส่วนรากฐานของการศึกษาตะวันตก ที่ใช้วิถีชีวิตของกรีกเป็นมาตรฐานการศึกษา มีการอ้างอิงความรู้ความคิดของนักปราชญ์ชาวกรีกตลอดเวลา อาทิ เพลโต อริสโตเติล โบอีเทียส เป็นต้น สำหรับนักปราชญ์ชาวกรีกที่พูดเรื่องดนตรีไว้คือ โบอีเทียส (Boethius) กล่าวถึงผู้ที่จะเป็นนักปราชญ์ชาวกรีก จะต้องเรียนวิชาสำคัญๆ 7 วิชาด้วยกัน คือ วิชาดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ ปรัชญา เรขาคณิต พลศึกษา วรรณคดี และดนตรี ดนตรีจึงเป็นวิชาสำคัญพื้นฐานของการศึกษายุโรป ในระยะ 100 ปีที่ผ่านมา การศึกษาไทยได้รับอิทธิพลจากตะวันตกแต่วิชาดนตรีก็ไม่ได้เป็นสาระสำคัญต่อการศึกษาของไทยแต่อย่างใด

ทำไมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช จึงทรงดนตรีและถือเอาดนตรีเป็นวิชาสำคัญของชีวิต เพราะว่าดนตรีเป็นวิชาหนึ่งของศาสตร์พระราชา

“ดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของข้าพเจ้า จะเป็นแจ๊ซหรือไม่ใช่แจ๊ซก็ตาม ดนตรีล้วนอยู่ในตัวคนทุกคน เป็นส่วนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตคนเรา สำหรับข้าพเจ้า ดนตรีคือสิ่งที่ประณีตทุกประเภท เพราะว่าดนตรีแต่ละประเภทต่างก็มีความเหมาะสม ตามแต่โอกาสและอารมณ์ที่ต่างกันไป” (วันที่ 21 มิถุนายน 2503 สถานีวิทยุเสียงอเมริกา)

สําหรับการศึกษาดนตรีในประเทศไทยนั้น แม้จะมีสถาบันอุดมศึกษาเปิดสอนวิชาดนตรีถึง 50 สถาบัน แต่ก็ไม่มีสถาบันดนตรีใดที่ลงทุนสร้างอาคารเรียนดนตรีให้เพียงพอ หรือเหมาะกับความจำเป็นและความต้องการสำหรับการศึกษาดนตรี ทั้งนี้ แม้จะมีความก้าวหน้าไปมากพอสมควรแล้วก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับการศึกษาดนตรีของไทยเมื่อ 50 ปีที่แล้ว

อาคารเตรียมอุดมดนตรีจึงเป็นความก้าวหน้าอีกระดับหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นมาตรฐานใหม่ในการสร้างห้องเรียน ห้องฝึกซ้อม อาคารเรียนวิชาดนตรีในประเทศไทย ในขณะเดียวกันก็จะเป็นเงื่อนไขที่จะอ้างว่าคนไทยไม่เก่งเพราะไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีอาคารสถานที่
หรือไม่มีครูดนตรีที่ดี ซึ่งจะเป็นข้อแก้ตัวต่อไปอีกไม่ได้ เพราะวันนี้อาคารเตรียมอุดมดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีความสมบูรณ์เพียงพอที่จะสร้างคุณภาพ สร้างคนดนตรีไปสู่ความเป็นนานาชาติได้เป็นอย่างดี

หากว่าผลผลิตคนดนตรียังไม่ดีพอ ก็เป็นปัญหาเรื่องของคนที่ไม่มีคุณภาพเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องอาคารสถานที่ เครื่องไม้เครื่องมือ และอุปกรณ์อีกต่อไป นอกจากเรามีคนที่ไม่ดี จึงไม่เก่ง

สุกรี เจริญสุข