ปีใหม่ … ฝันใหม่ เผื่อจะเป็นจริง

1.01.23 | 12:00 น.

เราต่างมีความปรารถนาที่จะเห็นบางสิ่งบางอย่างเกิดเป็นจริงขึ้นมา ในเทศกาลปีใหม่ มีธรรมเนียมว่า เราน่าจะทำรายการของสิ่งที่ปรารถนา (wish list) เผื่อว่าใครก็ตามที่สามารถดลบันดาลได้ จะได้ช่วยทำความปรารถนาหรือความฝันนั้นให้เป็นจริง ผมขอแบ่งปันความฝันดังนี้

1) ผู้ที่ดลบันดาลได้รายแรกคือตัวเราเอง และเรื่องแรกที่ต้องดูแลคือสุขภาพกายของเรา ผมเพิ่งไปตรวจสุขภาพที่คลินิกพฤฒารักษ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คลินิกนี้เชี่ยวชาญการดูแลผู้สูงวัย โดยมีคติว่า การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคภัย ย่อมดีกว่าการตามรักษาพยาบาลเมื่อเกิดโรคแล้ว ผมได้รับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์หลายประการจากคลินิกดังกล่าว เช่น ในเรื่องการออกกำลังกาย การกินอาหาร การพักผ่อนนอนหลับ เรื่องต่อไปที่เราต้องดูแลคือสุขภาพจิต ผู้ป่วยจิตเวชบางคนไม่รู้ตัวและปฏิเสธการรักษา บางคนไม่อยากรักษาเพราะรู้ว่ารักษายาก ไม่หาย ได้แต่ประคับประคอง ผู้มีปัญหาทางจิตวิทยาในประเทศไทยมีมากมาย แต่บริการด้านสุขภาพจิตมีไม่เพียงพอ ดังนั้น สิ่งปรารถนาข้อแรกของผมคือ ขอให้ทุกคนเข้าถึงการตรวจสุขภาพกายและสุขภาพจิต โดยมีสิทธิเข้ารับการตรวจสุขภาพดังกล่าวเป็นระยะ ๆ ตามวัย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

2) สุขภาพทางจิตวิญญาณก็เป็นเรื่องสำคัญ ขอยกคำกล่าวของพระไพศาล วิสาโลมาอ้างอิงดังนี้ “ส่วนใหญ่คนเราทุกข์เพราะปล่อยให้ใจไหลไปอดีตบ้าง ลอยไปอนาคตบ้าง จมอยู่ในอารมณ์ สติช่วยให้ใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ทำให้เกิดความรู้ตัว ช่วยให้เรารักตัวเองอย่างแท้จริง อยู่กับตัวเองได้อย่างมีความสุข สติคือตาในที่ทำให้เห็นความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้น … ปัญหามีมากมาย ควรแก้ทีละเรื่อง เหมือนเปิดลิ้นชักทีละอัน อย่าเปิดหลายอันพร้อมกัน สุดท้ายอาจไม่ได้ทำอะไรแม้แต่อย่างเดียว คลายทีละปม โดยใจอยู่กับปัจจุบัน ที่สุดจะแก้ปัญหาได้หมด อย่าท้อแท้ ตั้งสติ ใช้ปัญญากับความเพียรเต็มที่” จึงขอให้ทุกคนหมั่นฝึกสติปัฏฐานสี่ อันมีคุณประโยชน์ยิ่งใหญ่ ดังคำกล่าวของพระไพศาลข้างต้น

ในเรื่องการภาวนาเพื่อพัฒนาสู่การตื่นรู้นั้น ขออ้างอิงคำสอนของพุทธวัชรยาน ผ่านการบรรยายของเชอเกียม ตรุงปะ ในหนังสือชื่อ “สีหนาทบันลือ” สักเล็กน้อย ตรุงปะเสนอให้เราทำความรู้จักตัวเอง แล้วก็เริ่มรู้ถึงผู้อื่น และท้ายที่สุดเราจึงรู้ถึงทุกสิ่งในคำสอนของเถรวาท มหายานและวัชรยาน ในประเทศไทย คำสอนหลักคือคำสอนของเถรวาท ส่วนมรรคาแห่งมหายาน อาจเป็นการเดินทางตามลำดับแห่งพละห้า ดังนี้

– เริ่มจากศรัทธา หมายถึงความเชื่อมั่นในสัจจะพื้นฐานของสิ่งที่เราเป็นและกระทำ ตลอดถึงความเชื่อมั่นในกัลยาณมิตรรวมถึงครูของเรา

Advertisement

– ขณะเดียวกัน เราต้องมีความเพียรหรือวิริยะ หมายถึงแรงบันดาลใจ ความกระหายใคร่รู้ ความพิศวงสงสัยและความเบิกบาน

– ลำดับถัดไปเป็นเรื่องของ สติ เราเป็นอย่างที่เราเป็นอยู่ สมองและหัวใจทำงานประสานกัน สติเกี่ยวข้องกับการดำรงอยู่เยี่ยงนั้น อย่างปกติสุข อย่างผ่อนคลาย สามารถปรับตนให้เข้ากับธรรมารมณ์ที่เกิดขึ้น

– ลำดับถัดไปคือ สมาธิ หมายถึงการการแผ่ขยายสติ หรือความรู้สึกเป็นปกติสุข ซึ่งช่วยให้สามารถปล่อยวางดวงจิตลง มีเพียงแค่ความรู้สึกถึงการดำรงอยู่

– พละประการที่ห้าได้แก่ ปัญญา เป็นการมองดูความจริง แรกสุดเราแลเห็นสิ่งต่าง ๆ รับรู้สิ่งต่าง ๆ แล้วจึงมองดูว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร หลังจากที่ได้แลเห็นสิ่งต่าง ๆ ดังที่มันเป็น เราก็เริ่มมองดูรายละเอียดต่าง ๆ ดังที่มันเป็น ปัญญาเกิดจากการแลเห็นเพื่อมองดู

สิ่งปรารถนาข้อที่สองของผมคือ ขอให้ทุกคนมีสุขภาวะด้านจิตวิญญาณด้วยการภาวนาตามคำสอนในเรื่องสติปัฏฐานสี่ และพละห้า

3) ขออ้างอิงหนังสือชื่อ “ชีวิตที่ดี ในทัศนะของพระพุทธเจ้า” ของสมภาร พรมทา เพื่อมาขยายความสิ่งปรารถนาข้อที่สาม ขอให้ชาวพุทธมีชีวิตที่ดีกันถ้วนทุกคน สมภารเขียนไว้ว่า “ชีวิตที่ดี … ย่อมไม่มีทางที่จะมีทุกข์อันเนื่องมาจากจิตใจที่ละโมบ เคืองแค้นผู้คนหรือสังคม หรือลุ่มหลงในสิ่งที่เป็นมายาของชีวิต เช่น เงินทอง หรือชื่อเสียง … เมื่อเห็นคนบางคนแสวงหา เงิน อำนาจ และพยายามแสดงให้คนอื่นเห็นว่า ฉันเหนือกว่าพวกคุณ แทนที่เราเคืองแค้น … หรือเกิดความเจ็บช้ำในใจ ว่าทำไมคนพวกนี้จึงรวยกว่าเรา มีคนนอบน้อมนับถือมากกว่าเรา สิ่งที่สมควรเกิดคือความสลดใจ และความสลดสังเวช เช่นนั้นแหละที่จะทำให้เรามีชีวิตที่ถอยห่างออกมาจากสิ่งที่ก่อให้เกิดความสังเวชนั้นอย่างอัตโนมัติ นี่คือเครื่องหมายที่แสดงว่าเรามีชีวิตที่ดีงามตามทัศนะของพระพุทธเจ้า”

4) สิ่งปรารถนาข้อที่สี่คือ ขอให้เรามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยเร็ว โดยขอให้เป็นฉบับฉันทานุมัติ ที่สามารถรวมเจตนารมณ์ของพลเมืองทั้งหลายเข้าด้วยกัน ในที่นี้ ขอลอกเลียนย่อหน้าย่อหน้าหนึ่งที่รัฐธรรมนูญฉบับต่าง ๆ มักจะเขียนไว้เพื่อแสดงความหวัง ในโอกาสจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ อยากให้ทุกคนปรารถนาให้ความหวังนั้นเป็นจริง ดังนี้ “ขอปวงชนชาวไทยจงมีความสมัครสโมสรเป็นเอกฉันท์ในอันที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยและอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย และนำมาซึ่งความผาสุกสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล อเนกศุภผลสกลเกียรติยศสถาพรแก่อาณาประชาชนทั้งปวงเทอญ”

5) สิ่งปรารถนาข้อที่ห้าคือ ขอให้ถือว่าความแตกต่างทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ ที่ไม่ควรนำไปสู่ความแตกแยก ขณะนี้ความแตกแยกทางการเมืองระหว่างผู้เคยสนับสนุนพรรคไทยรักไทย (อาทิฝ่าย นปช.) กับฝ่ายต่อต้าน (อาทิฝ่ายพันธมิตรและ กปปส.) ได้จางคลายลงบ้างแล้ว แต่กลับมีความขัดแย้งที่แหลมคมระหว่างเยาวชนที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง (มีคณะราษฎร 2563 เป็นอาทิ) กับรัฐบาลที่ใช้กฎหมายเข้าปราบปราม สิ่งปรารถนาข้อที่ห้าคือ ขอให้ยุติการดำเนินคดีทางการเมืองทั้งปวง มีการนิรโทษกรรมนักโทษคดีการเมืองหลังการรัฐประหาร 2557 ขอให้มีคณะบุคคลที่เห็นความสำคัญของการปรองดองทางการเมืองมากลั่นกรองคดีความมั่นคง ขณะเดียวกัน ขอให้ฝ่ายที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงยุติการกระทำที่เสี่ยงต่อการถูกตั้งข้อหาคดีความมั่นคงด้วย

6) ข้อมูลจากวิกิพีเดียระบุว่า สงครามขนาดใหญ่กำลังดำเนินอยู่ใน 3 ประเทศด้วยกันคือ

ก) สงครามในพม่า ในปี 2564 ประมาณการผู้เสียชีวิตอยู่ระหว่าง 2,400 – 11,000 ราย (ขึ้นอยู่กับแหล่งข้อมูล) ส่วนในปี 2565 มีประมาณการผู้เสียชีวิต 2,600 ราย

ข) สงครามในเยเมน ในปี 2564 ประมาณการผู้เสียชีวิตอยู่ระหว่าง 26,500 – 31,000 ราย ส่วนในปี 2565 มีประมาณการผู้เสียชีวิต 2,400 – 5100 ราย

ค) สงครามในยูเครน ได้เริ่มต้นในปี 2565 มีประมาณการผู้เสียชีวิต 8,400 – 13,900 ราย

เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สงครามขนาดใหญ่ใน 2 ประเทศได้สิ้นสุดลงในปี 2564 ได้แก่

ก) สงครามในประเทศเอธิโอเปีย ที่มีความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่นของแคว้นตีกรัย ในปี 2564 มีประมาณการผู้เสียชีวิต 7,900 – 19,000 ราย ต่อมาในปี 2565 การสู้รบได้สิ้นสุดลงโดยไม่มีฝ่ายใดได้รับชัยชนะทางการทหารอย่างเด็ดขาด จำนวนผู้เสียชีวิตในปี 2565 ได้ลดลงอย่างมากเหลือประมาณ 360 ราย ปัจจุบันเริ่มมีการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งและฟื้นฟูความสัมพันธ์

ข) สงครามในอัฟกานิสถานที่เป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกลางที่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศตะวันตก กับกองกำลังตาลีบันที่เคยเป็นรัฐบาลเมื่อปี 2544 ก่อนที่ประเทศตะวันตกจะส่งทหารเข้าไปในประเทศ ล่าสุดในปี 2564 มีประมาณการผู้เสียชีวิต 37,000 – 42,000 ราย มาถึงปี 2565 การสู้รบได้สิ้นสุดลงโดยประเทศตะวันตกได้ถอนกำลังทหารออกไป และฝ่ายตาลีบันได้กลับมามีอำนาจ จำนวนผู้เสียชีวิตในปี 2565 ได้ลดลงอย่างมากเหลือประมาณ 340 ราย

สำหรับปี 2566 สิ่งปรารถนาข้อที่ 6 คือ ขอให้สงครามในพม่า เยเมน และยูเครนยุติลง การดำเนินสงครามต่อไปยังแต่จะก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของทั้งสองฝ่าย จึงควรใช้วิธีทางการทูตและการพูดคุยเจรจากันเพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง ส่วนความขัดแย้งรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เช่นกัน น่าจะยุติการสู้รบกันได้แล้ว ขอให้กระบวนการพูดคุยสันติภาพในปี 2566 เป็นการเจรจาอย่างจริงใจเพื่อบรรลุข้อตกลงของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในชายแดนใต้

7) เมื่อปี 2405 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงตั้งหน่วยงานดูแลความสงบเรียบร้อยในเขตพระนครขึ้นเป็นครั้งแรก โดยพระราชทานนามว่า “กองโปลิศคอนสเตเบิ้ล” (รายละเอียดในข้อ 7 นี้ ได้มาจากหนังสือชื่อ “การเดินทางของตำรวจไทย” ของ International Prisoner Service network) โดยมีชาวอังกฤษชื่อ ซามวล โจเซฟ เบิร์ด เอมส์ เป็นผู้รับผิดชอบ ต่อมาในปี 2420 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้ขยายงานของกองโปลิศคอนสเตเบิ้ล และพระราชทานนามใหม่ว่ากองตระเวน หลังการเสด็จประพาสสิงคโปร์ในปี 2433 ทรงโปรดเกล้าให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนเรศวรฤทธิ์ทำการปรับปรุงกองตระเวนให้ทันสมัย โดยแบ่งเป็น 2 หน่วยงานแยกเป็นอิสระต่อกัน คือกองตระเวนฝ่ายกองไต่สวนโทษหลวง และกองตระเวนฝ่ายกองรักษา (ซึ่งแบ่งย่อยเป็นกองชั้นในและกองชั้นนอก) ต่อมาในปี 2440 ได้เปลี่ยนชื่อ กองตระเวนชั้นนอกเป็นกรมตำรวจภูธร เพื่อขยายงานตำรวจที่ทำหน้าที่อำนวยความร่มเย็นเป็นสุขไปยังส่วนภูมิภาค โดยคำว่าตำรวจเป็นคำที่แผลงมาจากตรวจ และเป็นภาษาเขมรที่ไทยยืมมาใช้

ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีคำประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 30 สิงหาคม 2465 ที่กำหนดบทบาทหน้าที่ของเจ้าพนักงาน (รวมทั้งตำรวจ) โดยให้ถือว่าการป้องกันสำคัญกว่าการปราบปราม ซึ่งยังเป็นหลักการที่ใช้มาจนถึงทุกวันนี้อย่างเป็นสากล คำประกาศดังกล่าวมีดังนี้

“ให้เจ้าพนักงาน ผู้ปกครองท้องที่ทุกชั้น จงเปนที่เข้าใจให้แน่ชัดว่า การจับผู้ร้ายนั้นจะไม่เปนความชอบ เปนแต่นับว่าผู้นั้นได้กระทำครบถ้วนแก่น่าที่เท่านั้น แต่จะถือเป็นความชอบต่อเมื่อได้ปกครอง ป้องกันเหตุร้าย ให้ชีวิตและทรัพย์สมบัติ ของข้าแผ่นดินในท้องที่นั้น อยู่เย็นเปนปรกติสุข พอสมควร”

ในปี 2541 สมัยที่ ชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี มีการโอนตำรวจจากกระทรวงมหาดไทย ไปเป็นส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรม ไม่สังกัดหน่วยงานใด หากอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี วัตถุประสงค์ในการโอนคือ

(1) ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและตรวจสอบการบริหารกิจการตำรวจในระดับต่าง ๆ

(2) กระจายอำนาจในการบริหารงานไปยังหน่วยงานในพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและการให้บริการประชาชน

(3) ตัดโอนภารกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและความยุติธรรมแก่ประชาชน ไปให้ส่วนราชการอื่นที่มีหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรง

เวลาผ่านไป มีรัฐบาลพลเรือนเข้ามาบริหารราชการหลายรัฐบาล มีรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร 2 รัฐบาล ล้วนพยายามที่จะปฏิรูปกิจการตำรวจ ตัวอย่างเช่นในสมัยรัฐบาล คสช. หรือที่สืบเนื่องจาก คสช. มีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่สำคัญสองชุด ชุดแรกมี พล.อ. บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธาน ชุดที่สองมี มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน คณะกรรมการชุดแรกได้ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ แต่ดูเหมือนว่าผลงานไม่ชัดเจน จึงส่งต่อให้ชุดที่สอง ต่อมาเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2563 เทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีตอบกระทู้ของ คำนูน สิทธิสมาน ในรัฐสภา มีความโดยย่อว่า คณะกรรมการที่ มีชัย เป็นประธานได้ร่าง พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ และร่าง พ.ร.บ. การสอบสวนคดีอาญา เสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้ส่งไปสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และกำลังรอความเห็นจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

ผมไม่ได้ศึกษาร่าง พ.ร.บ. ทั้งสองฉบับดังกล่าว แต่เชื่อว่าเป็นการปรับปรุงกิจการตำรวจเพื่อลดการรวมศูนย์อำนาจ เพื่อให้หน่วยงานอื่นมีส่วนร่วมในการสอบสวนคดี และที่สำคัญคือ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจในกิจการตำรวจ สิ่งปรารถนาข้อที่ 7 ของผมจึงได้แก่ ขอให้การปฏิรูปกิจการตำรวจเพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการปกป้องคุ้มครองประชาชนจงประสบผลสำเร็จในปี 2566

8) สิ่งปรารถนาข้อที่ 8 ขอให้เด็กทุกคนไม่ว่าจะมีสัญชาติใด เกิดมามีใบเกิด มีครอบครัวที่อบอุ่น มีหลักประกันด้านสุขภาพ และได้เล่าเรียนเต็มตามความสามารถของตน

โคทม อารียา