ศักราชใหม่ 2566 เริ่มต้นแล้ว นับจากนี้ไป คนไทยจะพูดถึงแต่การเลือกตั้ง
ทุกพรรคการเมืองไม่ว่าจะพรรคเก่า-พรรคเกิดใหม่-พรรคใหญ่-พรรคเล็ก จะต้องหาบทสรุปให้ได้โดยเร็วที่สุด
ทั้งการหา “เงินทุน” ที่จะใช้ในการเลือกตั้ง การจัดคนลงสมัครในระบบเขต-ระบบบัญชีรายชื่อ กำหนดนโยบายพรรค วางแผน-กลยุทธ์ต่างๆ เพื่อกวาดเก้าอี้ ส.ส.ให้ได้มากที่สุด
เป้าหมายคือได้เป็นแกน “จัดตั้งรัฐบาล” และเข้าร่วมรัฐบาลบริหารประเทศ
ต้อง “จับกลุ่ม-จับขั้ว” การเมือง ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัย จำนวน ส.ส.ที่พรรคได้รับ-นโยบาย และความเป็นฝักฝ่ายไปกันได้ไหม
ถ้าเป็น “ขมิ้นกับปูน” กันมา ก็ยากที่จะมาร่วมงานกัน
นายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะเป็นใคร?
นี่คือ “โจทย์” สำคัญที่จะเป็นคำถามของทุกฝ่าย?
แต่ที่แน่ๆ มีคน 2 คน จะถูกนำมาวิเคราะห์-วิจารณ์ เปรียบเทียบว่า ใครมี “โอกาส” หรือมี “ภาษี” มากน้อยกว่ากัน
หนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกฯโดยพรรครวมไทยสร้างชาติ
เรียกกันว่า “ลุงตู่”
หนึ่ง “หนูอุ๊งอิ๊ง” น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย
เป็นศึกระหว่างคุณลุงในวัยใกล้จะ 70 กับหลานสาววัย 37 ที่กำลังจะเป็นคุณแม่ลูกสองในอีก 4-5 เดือน ข้างหน้านี้
พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้นำประเภท “ของเก่า-ลายคราม” อาจดู “ขึ้นสนิม” บ้าง เพราะนั่งเก้าอี้นายกฯมาเกินกว่า 8 ปีแล้ว
เลือกตั้งคราวนี้ อยากขอเป็นนายกฯต่ออีก 2 ปี เพื่อให้ครบ 1 ทศวรรษ
เมื่อ กกต.เปิดรับสมัครเลือกตั้ง ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯของพรรคต่างๆ แน่นอนว่าจะถูกเชิญให้ไปขึ้นเวที “ดีเบต” ประชันวิสัยทัศน์กับอุ๊งอิ๊งว่าที่นายกฯของพรรคเพื่อไทย
โดยเฉพาะลุงตู่ต้องแสดงให้เห็นถึงความเป็น “ขิงแก่” เพราะรู้งานการบริหารในทุกๆ ด้านและแสดงบทบาทผู้นำประเทศมาเกือบ 10 ปี ซึ่งควรจะได้เปรียบอุ๊งอิ๊งซึ่งเป็นเด็กรุ่นลูก ยังไม่เคยเป็น ส.ส.-ไม่เคยเป็นรัฐมนตรี
แต่การชนะศึกดีเบต ลุงตู่จะต้องพูดจาให้รู้เรื่อง น่าฟัง น่าเชื่อถือและสร้างความหวังให้กับคนไทยได้ว่าจะทำอย่างไรในเวลาแค่อีก 2 ปี ที่เหลืออยู่
ลุงตู่ต้องไม่อ่านสคริปต์ที่มีคนเขียนมาให้ และต้องไม่แสดงอารมณ์โมโห ฉุนเฉียว เหมือนกับที่แสดงออกเมื่อวันที่สื่อมวลชนประจำทำเนียบให้ฉายาส่วนตัวว่า “แปดเปื้อน” เพราะจะทำให้เสียคะแนนนิยม กระทบไปถึงผู้สมัครของพรรครวมไทยสร้างชาติ
ส่วนอุ๊งอิ๊งเท่าที่ยืนพูดปราศรัย แถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชน การไปพบประชาชนในสถานที่ต่างๆ ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ดูหน่วยก้านแล้วถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถในการสื่อสารกับสังคมได้เป็นอย่างดี พูดจาฉะฉาน คล่องแคล่ว อ่อนหวาน เรียนรู้ได้เร็ว
เวลาพูดไม่ต้องอ่านบท หรือพูดตามสคริปต์
นอกจากนี้ ยังเป็นที่เข้าใจปัญหาของชาติบ้านเมืองได้เร็ว
การประชันกันด้วยนโยบาย และบุคลิกภาพ จะเป็นตัวชี้ขาดที่สำคัญว่า ลุงกับหลาน ใครจะแน่กว่ากัน
เตรียมทำการบ้านไว้ได้เลยทั้งสองคน เพื่อตอบคำถาม ได้แก่ 8 ปีที่ผ่านมาบ้านเมืองดีขึ้นอย่างไร?
ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 600 บาท จบปริญญาตรีได้เงินเดือน 25,000 บาท ใน 4 ปีข้างหน้าจะทำได้ไหม ทำอย่างไร ฯลฯ
มวยต่างรุ่น-ต่างวัย-ต่างฟอร์ม ระหว่างลุงตู่กับหนูอุ๊งอิ๊ง น่าสนใจอย่างยิ่ง
เปิดศึกดวลกันเมื่อใด วิกแตกแน่นอน!?
กลัวแต่ว่า ลุงตู่จะตีกรรเชียงหนี โดยอ้างว่า “ลุงแก่แล้ว” ไม่ขอดีเบตด้วย ปล่อยให้หลานอุ๊งอิ๊ง “ชกลม” ไปคนเดียว!?!
เทวินทร์ นาคปานเสือ

