สถานีคิดเลขที่ 12 : แข่งเงิน-แข่งนโยบาย
ก่อนการรัฐประหารมีเสียงเรียกร้องเรื่องการปฏิรูป โดยเฉพาะการปฏิรูปการเมือง
หลังจากการรัฐประหารผ่านพ้นไป หลายคนคงลืมคำว่าปฏิรูปไปแล้ว กระทั่งเมื่อการเลือกตั้งกำลังกลับมา ความทรงจำถึงข้อเรียกร้องดังกล่าวก็กลับมา
ไม่ทราบว่าเกณฑ์การวัดการปฏิรูปการเมืองจะเป็นเช่นไร แต่เกณฑ์หนึ่งที่น่าจะนำมาใช้คือเกณฑ์การแข่งขันเชิงนโยบาย
การแข่งขันกันในเชิงนโยบาย คือ การบอกกล่าวกับประชาชนว่าจะบริหารประเทศอย่างไรให้ประชาชนได้รับความสุข มีรายได้เพิ่ม หรือมีสวัสดิภาพ และสวัสดิการเพียงพอ หากพรรคเขาได้เป็นตัวแทนประชาชน
ก่อนหน้านี้นโยบายหาเสียงแม้จะมี แต่ดูเหมือนไร้ค่า เพราะแต่ละพรรคพูดเอามัน พอได้อำนาจบริหารแล้วก็หาข้ออ้างมากลบเกลื่อน และลืมคำสัญญา
ตอนหลังมีพรรคการเมืองคิดต่าง คือ ชูนโยบายหาเสียง สัญญาประชาชนแล้วทำตามสัญญาสำเร็จ ปรากฏว่าประชาชนให้การตอบรับในการเลือกตั้งครั้งต่อมา
พรรคการเมืองและนักการเมืองอื่น ต่างต้องพัฒนากลยุทธ์ คิดค้นนโยบายหาเสียง และไม่กล้าเบี้ยวประชาชน
แต่การเลือกตั้งเมื่อปี’62 กลับปรากฏนโยบายที่หาเสียงแล้วทำไม่ได้เกิดขึ้นอีก
การไม่ทำตามสัญญาทำให้นักการเมืองกลายเป็นจำเลย
แต่ก็ยังดีที่มีหลายพรรคพยายามทำตามสัญญาที่รับปาก จึงทำให้เครดิตนักการเมืองคงมีอยู่
ดังนั้น การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงอีกครั้งในปีนี้ อยากเรียกร้องให้พรรคการเมืองทั้งเก่าและใหม่แข่งขันกันในด้านนโยบาย
พรรคเก่าบอกนโยบายหาเสียงที่เคยให้สัญญาแล้วไม่ผิดสัญญา จากนั้นบอกนโยบายใหม่ที่จะทำ พร้อมวิธีทำ และประโยชน์ที่ประเทศชาติและประชาชนจะได้รับ
พรรคใหม่บอกนโยบายหาเสียงมาเลยว่าดีกว่าพรรคการเมืองเดิมอย่างไร บอกวิธีทำ และประโยชน์ที่ประเทศชาติและประชาชนจะได้รับ
ลองคิดดูสิว่า หากทุกพรรคนำเสนอนโยบายหาเสียงที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ ประเทศไทยจะมีแนวคิดที่จะพัฒนาประเทศมากขึ้นแค่ไหน
ตอนนี้หลายพรรคการเมืองได้ดำเนินการเรื่องนโยบายกันแล้ว แต่ก็มีอีกหลายพรรคที่ยังไม่มีอะไรบ่งบอกออกมา
แม้การหาแคนดิเดตนายกฯ การระดมว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. หาแหล่งทุนสนับสนุน และอื่นๆ จะเป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จในการเลือกตั้ง
แต่ก็ไม่ใช่ปัจจัยที่จะบ่งชี้ว่าการเมืองไทยได้ปฏิรูปแล้ว
ยิ่งเริ่มปรากฏกระแสเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับ money politics คือ การใช้เงินทุ่มซื้ออย่างเดียวเพื่อชัยชนะ
ยิ่งน่าวิตกว่า ปรากฏการณ์พรรคการเมืองใช้เงินหว่านซื้อคะแนนกันอย่างโจ๋งครึ่มเพื่อชนะการเลือกตั้งจะกลับมาอีก
บุคคลที่กล่าวถึงและให้ระวังมีทั้งฟากฝั่งรัฐบาลอย่าง นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และฟากฝั่งฝ่ายค้านอย่าง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย
รวมไปถึง นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ที่ให้สัมภาษณ์เตือนเอาไว้ก่อนจะกลายเป็นชนวนเหตุแห่งการยึดอำนาจต่อไป
การทุ่มเงินเพื่อชัยชนะการเลือกตั้งโดยไม่มีนโยบายหาเสียงที่เสมือนแผนปฏิบัติการเพื่อประโยชน์ประชาชน
เท่ากับว่าชัยชนะที่ได้มานั้น ไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นฐานที่จะทำประโยชน์ให้ประชาชน
แตกต่างจากการแข่งขันในเชิงนโยบาย ซึ่งแม้จะเป็นฝ่ายค้านแต่ก็มีความพร้อมที่จะทำงานเพื่อประชาชนได้มากกว่า
ถ้าใช้เกณฑ์นโยบายหาเสียงเป็นตัววัดการปฏิรูป เราจะเห็นการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า พรรคไหนผ่านเกณฑ์ พรรคไหนสอบตก
และพรรคที่สอบตกการปฏิรูปก็ไม่ควรจะมาบริหารประเทศ เพราะแม้แต่ตัวเองยังต้องกลับไปปฏิรูป
นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]

