ความสนใจเรื่องของการเมืองไทยกลับมาอีกครั้ง จากข่าวที่ไม่ค่อยตรงกันนักของผู้มีอำนาจในรัฐบาลถึงเรื่องของ “โรดแมป (road map)” ของรัฐบาล ที่ว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่กันแน่ จะจัดตั้งรัฐบาล (ที่มาจากการเลือกตั้ง) ได้เมื่อไหร่
ความสนใจใหญ่ๆ ในเรื่องของโรดแมปเป็นเรื่องที่น่านำมาอภิปรายกัน โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่าสังคมเรานั้นคาดหวังในเรื่องของโรดแมปว่าอย่างไร
เรื่องแรก แต่ละฝ่ายในสังคมมีความเข้าใจตรงกันในเรื่องโรดแมปเพียงพอไหม?
ว่าง่ายๆ นับตั้งแต่มีการทำรัฐประหารเป็นต้นมา โรดแมปที่ว่านี้คืออะไร เรายังไม่ได้มีคำจำกัดความภาษาไทยอะไรที่ชัดเจน ทุกคนสนใจกันแต่ว่าจะมีรัฐธรรมนูญเมื่อไหร่ จะเลือกตั้งเมื่อไหร่ จะจัดตั้งรัฐบาลเมื่อไหร่
แต่คำถามแรกคือ คำจำกัดความของโรดแมปคืออะไร? มันคือแผนการในการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยจริงหรือไม่?
และถ้าเห็นว่ามันคือแผนการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยจริง ประชาธิปไตยที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่นั้นเป็นประชาธิปไตยในรูปแบบไหน
ที่สำคัญ เราจะประเมินได้อย่างไร ว่าการเปลี่ยนนี้ตามโรดแมปนี้จะนำไปสู่ประชาธิปไตย?
เท่าที่ตรวจสอบดู ผมไม่แน่ใจว่าเรามีเอกสารตีพิมพ์เรื่องโรดแมปอย่างจริงจังแค่ไหน เราอาจอนุมานได้จากหลักฐานสามแหล่ง นั่นคือ รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ออกมาหลังจากการทำรัฐประหารเมื่อสองปีก่อน คำสัมภาษณ์ของผู้มีอำนาจทั้งหลาย ไม่ว่าจะพลเอกประยุทธ์ พลเอกประวิตร และอาจารย์วิษณุ และตัวรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่รอประกาศใช้ในอีกไม่นานนี้
แต่กระนั้นก็ตาม เราไม่ได้มีตัวเอกสารเรื่องโรดแมปอย่างจริงจังแยกออกมาอย่างชัดเจน และก็ไม่มีใครสนใจทวงถามเอกสารชิ้นนี้ หรือไม่มีใครเห็นความจำเป็นในการมีเอกสารชิ้นนี้ไว้เป็นเอกสารที่เป็นลักษณะพันธสัญญาที่มาจากการรับรองและตกลงกันของทุกฝ่าย
ซ้ำยังไม่ได้มีความพยายามอย่างเด่นชัดที่จะถกเถียงหรือต่อรองตัวกระบวนการเรื่องเวลาของโรดแมปแต่อย่างใด ทั้งจากพลังทางสังคมที่เคยสนับสนุนประชาธิปไตย และสื่อมวลชนเองก็ไม่ได้ตั้งคำถามว่าเวลาดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่ (เรื่องนี้ในสมัยของการมีโรดแมปของพม่านั้น กระบวนการเรื่องเวลาก็ไม่ค่อยชัดเจนเช่นนี้ แต่กลับกลายเป็นว่าบางส่วนมีลักษณะของกระบวนการที่เร็วกว่าที่เคยคาดหวังกันไว้)
เรื่องถัดมาที่มีความสำคัญก็คือ ภายใต้ระยะเวลาเรื่องการกลับสู่ประชาธิปไตยนั้น จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง? เรื่องเหล่านี้ฝั่งประชาธิปไตยดูจะไม่สนใจมากนัก เหมือนกับว่าจะวางหมุดหมายสำคัญไปที่เรื่องของการกลับสู่การเลือกตั้งให้ได้เสียมากกว่า
อาจจะกล่าวได้ว่า ส่วนหนึ่งที่รัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติ และประชามตินั้นเป็นประชามติแบบให้ผ่านนั้น ส่วนหนึ่งแม้ว่าจะมีข้อสงสัยในเรื่องของเสรีภาพและกฎกติกาในการลงประชามติ แต่อีกส่วนที่สำคัญก็คือ มีความเข้าใจว่า ถ้าไม่ผ่าน การเลือกตั้งจะล่าช้าออกไปอีก
พลังของฝ่ายที่ต้องการให้มีการเลือกตั้งนั้นคงจะเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งจากประชาชนที่เป็นฐานสนับสนุนของรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้ง ทั้งพลังของฝ่ายที่เคยสนับสนุนพรรคที่แพ้การเลือกตั้ง แต่ก็ยังมีศรัทธาในการเลือกตั้งในฐานะกติกา รวมไปถึงฝ่ายที่เห็นดีเห็นงามกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่แล้ว
นอกเหนือจากฝ่ายที่ต่อสู้เรื่องการเลือกตั้ง ฝ่ายที่อาจจะมีความคาดหวังน้อยกว่านั้นก็ยังคาดหวังให้กลับสู่การเลือกตั้ง นั่นก็คือฝ่ายธุรกิจ โดยเฉพาะฝ่ายเอกชนต่างประเทศ ที่มองว่าการเลือกตั้งนั้นเป็นกติกาสากลที่เขาต้องยอมรับ เพื่อตอบคำถามกับสังคมต้นทางของเขาว่าเขาจะมาลงทุนในประเทศที่ไม่ได้มีกติกาพื้นฐานเป็นประชาธิปไตยได้ไหม
การปรากฏขึ้นมาของแรงตึงเครียดเล็กๆ ระหว่างองค์กรอิสระต่างๆ ในช่วงนี้ที่จะถูกกำกับด้วยกติกาใหม่ๆ จากร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และ กฎหมายลูกที่จะตามมาเป็นส่วนหนึ่งของอาการที่แสดงให้เห็นว่า เรื่องราวของโรดแมปนั้นไม่ค่อยได้รับความสนใจอย่างจริงจังกันมามากนัก เว้นแต่สนใจกว้างๆ แค่ว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ และจะจัดตั้งรัฐบาลใหม่อย่างไร
แม้ในหมู่พรรคการเมืองเอง ก็ดูจะเน้นไปทางการคำนวณและวางแผนว่าจะได้ประโยชน์อะไรให้ได้มากที่สุดจากกติกาที่กำลังจะเกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะไม่สามารถกำหนดกติกาเหล่านั้นได้มากนัก (มิพักต้องกล่าวว่า เดิมก็มีส่วนในการทำลายกติกาเดิมอยู่ไม่ใช่น้อย)
จนถึงวันนี้ อาการของการเล่นข่าวของความไม่แน่นอน หรือย้ำว่าแน่นอน แต่ทุกอย่างก็หลวมๆ ไปหมด แบบไร้ความเซอร์ไพรส์ในเรื่องของโรดแมปจึงเป็นเรื่อง “ความปกติใหม่” ที่ไม่มีคนสนใจมากนัก เล่นข่าวจบกันไปวันๆ ไม่ได้รู้สึกว่ารัฐบาลมีความกดดันอะไรในเรื่องนี้
ไม่นับว่าตกลงแผนยุทธศาสตร์ที่ยังไม่เสร็จสิ้นจริงๆ นั้นจะมีหน้าตาอย่างไร
สภาวะความแปลกแยกทางการเมืองในลักษณะแบบนี้ คือ ไม่ได้รู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ไม่ได้รู้สึกเกี่ยวข้องด้วยกับกระบวนการทั้งหมดของการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย ไม่ใช่สัญญาณที่ดีของการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย และไม่น่าจะนำไปสู่ความยั่งยืนของประชาธิปไตยได้มากนัก
ทีนี้มาเรื่องของการวัดประเมินการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยกันอย่างจริงจังบ้าง สิ่งที่สำคัญที่นักรัฐศาสตร์ควรพิจารณาก็คือ
1.เราจะประเมินการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยอย่างไร (evaluation of democracy)
2.ตัวการวัดประเมินเองนั้นส่งเสริมประชาธิปไตยหรือไม่? (evaluation for democracy) ไม่ใช่เราเที่ยวไปวัดประชาธิปไตยแบบข้ารู้ดีอยู่คนเดียว อย่าลืมมาจ้างและจ่ายเงินให้วิจัยด้วย การวัดแบบผู้เชี่ยวชาญจะมีส่วนในการส่งเสริมประชาธิปไตยได้มากน้อยแค่ไหน? อะไรที่ควรทำ อะไรไม่ควรทำ? ไม่ใช่ไม่มีสิทธิจะทำเอาเสียเลย
นักแวดวงวิชาการนั้น การวัดประเมินประชาธิปไตยมีอยู่หลายแบบ จะขอนำเอามาอภิปรายในที่นี้สักสามแบบ หวังว่าจะมีประโยชน์ในการพิจารณาโรดแมปในบ้านเรา นั่นคือ การพิจารณาวัดประเมินการเปลี่ยนผ่านเรื่องประชาธิปไตยผ่านรูปแบบ ผ่านผลลัพธ์ และผ่าน คุณค่าของประชาธิปไตย
ที่สำคัญไม่ได้มีจุดมุ่งหมายที่จะโจมตีผู้มีอำนาจ แต่ต้องการเรียกร้องไปยังฝ่ายอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะฝ่ายประชาธิปไตยเอง ที่จำต้องเสนอโรดแมปของตนเองเช่นกัน ไม่ใช่รอเล่นกติกาของเขาฝ่ายเดียว หรือไม่ได้นำเสนอทางเลือกอะไรใหม่ๆ ให้กับสังคมเอาเสียเลย
1.การวัดประเมินการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย โดยเน้นไปที่สถาบันต่างๆ ในประชาธิปไตย ซึ่งมักจะเป็นเรื่องของสิทธิทางการเมืองด้านต่างๆ รวมไปถึงการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม การมีพรรคฝ่ายค้าน และพลังของการตรวจสอบ (opposition ไม่ควรแปลว่าพรรคฝ่ายค้านเฉยๆ แต่ควรหมายถึงพลังการตรวจสอบและแสดงความเห็นต่าง) รวมไปถึงสิทธิพลเมืองด้านต่างๆ เช่น สิทธิในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง สิทธิในการรวมตัว สิทธิเหล่านี้มักจะถูกอ้างอิงจากตัวแบบประชาธิปไตยของโลกตะวันตก
การวัดประเมินการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยว่าเรื่องเหล่านี้มีไหมในสังคมที่เราวัดประเมินนั้น ทำได้ไม่ยากและไม่เป็นที่สงสัย ถ้ามองในสายตาของโลกตะวันตก แต่เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักถ้ามองจากมุมมองของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการเปลี่ยนผ่านนั้นๆ เอง ในสังคมที่กำลังมีการเปลี่ยนผ่าน
ยิ่งมาเจอคำถามต่อไปอีกว่า นอกจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการเปลี่ยนผ่านนั้นจะต้องยอมรับตัวชี้วัดเหล่านั้นแล้ว คำถามที่ท้าทายก็คือ ตัวชี้วัดเช่นนี้จะทำงานได้จริงและส่งผลบวกต่อกระบวนการประชาธิปไตยในประเทศเหล่านั้นจริงไหมก็ดูจะเป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามเชิงประจักษ์ตามมาอยู่ดี ไม่เช่นนั้นประชาธิปไตยจะมีลักษณะเป็นเพียงอุดมการณ์ทางการเมืองเพื่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองมากกว่าเพื่อการบริหารจัดการกิจการสาธารณะที่จะทำต่อไปอีกยาวนาน ไม่ใช่แค่การช่วงชิง
และรักษาอำนาจทางการเมืองเท่านั้น
2.การวัดประเมินการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย โดยเน้นไปที่ผลของประชาธิปไตย และการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย ในกรณีนี้ เรามุ่งเน้นการประเมินประชาธิปไตยโดยเน้นไปที่กระบวนการตัดสินใจของระบอบการเมือง ทั้งนี้อาจจะเป็นการเปรียบเทียบกับรูปแบบอื่นๆ ของการตัดสินใจ หรือเปรียบเทียบรูปแบบการตัดสินใจของประชาธิปไตยในแต่ละแบบ
การเปรียบเทียบผลลัพธ์ของประชาธิปไตยผ่านกระบวนการตัดสินใจในระบอบประชาธิปไตย (หรือระบอบอื่น) นำไปสู่การวัดประเมิน ความชอบธรรมของประชาธิปไตย ความมั่นคงของประชาธิปไตย และประสิทธิภาพของประชาธิปไตย
ตัวอย่างที่สำคัญ เช่นการลองประเมินว่า ระบอบสภาแบบไหนมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน ระบอบเลือกตั้งแบบไหนมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน หรือแม้กระทั่งระบอบศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระแบบไหนที่จะสร้างเสถียรภาพให้กับระบอบการเมือง เรื่องราวเหล่านี้บางทีเรียกกันว่า การวัดสมรรถภาพของสถาบัน (institutional performance) เพื่อดูว่าประชาธิปไตยทำงานจริงๆ แล้วเป็นอย่างไร ไม่ใช่การวัดประเมินแบบแรกว่าจะต้องมีสถาบันทางการเมืองเท่านั้น
ตรงนี้อยากจะย้ำว่า เราไม่ควรปนกัน ระหว่างการมีสถาบันทางการเมือง กับผลของการทำงานจริง และเราจะได้ไม่มาหมกมุ่นแต่ว่าเราจะสู้เพื่อให้มีประชาธิปไตยแบบรูปแบบเท่านั้นหรือไม่ เพราะคำตอบก็คือต้องวัดทั้งสองแบบนั่นแหละครับ หรือถ้ามันไม่มีรูปแบบแต่เนื้อหาเราต้องการ เราก็ต้องหาคำตอบให้ได้ว่าทำไมเราถึงไม่สามารถมีรูปแบบที่เป็นสากลเช่นนั้นได้
3.การวัดประเมินการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย โดยเน้นไปที่คุณค่าต่างๆ ของประชาธิปไตย เช่น คุณค่าในเรื่องของความเป็นตัวแทน คุณค่าของเรื่องของการมีส่วนร่วม คุณค่าของเรื่องการรับผิดชอบต่อผู้ที่เราเป็นตัวแทน และคุณค่าของการปรึกษาหารือและพิจารณาด้วยเหตุผล
การพิจารณาในเรื่องของคุณค่าของประชาธิปไตยนี้ไม่เหมือนกับการพิจารณาในประเด็นที่แล้วที่เน้นในเรื่องของผลลัพธ์ของการทำงานของประชาธิปไตย แต่ไปเน้นย้ำว่า คุณค่าของประชาธิปไตยเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีในตัวเอง แต่ไม่ใช่เอามาโฆษณาหรือปลุกระดมเฉยๆ หากแต่ต้องเอาคุณค่าที่เราเชื่อว่าดีเหล่านั้นมาวัดประเมินกับตัวการทำงานของระบอบประชาธิปไตยเองด้วย ว่าระบอบประชาธิปไตยที่เราปกป้องนั้นมันมีปัญหาตรงไหน ในแง่ที่มันส่งเสริมคุณค่าเหล่านั้นได้จริงๆ ไหม มันคุ้มค่ากับการปกป้องเอาไว้ไหม และที่สำคัญ ถ้าจะปกป้องประชาธิปไตย เราจะต้องพัฒนาประชาธิปไตยต่อไปอย่างไรอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่เชื่อว่ามันจะพัฒนาไปเองโดยธรรมชาติ
นี่คือการตั้งหลักที่เราจะประเมินการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยในเบื้้องต้น โดยเน้นที่เรื่องของหลักการทางประชาธิปไตยหากพิจารณาตามหลักวิชาทางรัฐศาสตร์มากกว่าเรื่องของการคาดคะเนการเมืองระดับรายวันที่ว่าใครจะหมกเม็ด ใครจะสืบต่ออำนาจมากน้อยแค่ไหน เพราะนั่นเป็นการวิเคราะห์การเมืองในอีกระดับหนึ่งที่ไม่ได้เน้นในเรื่องของหลักการและคุณค่าของประชาธิปไตย แต่สนใจเรื่องของอำนาจระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆ ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องเดียวกันกับที่อภิปรายในบทความนี้
โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

