ถามว่า “การแจกเงิน” โดยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เมื่อปี พ.ศ.2552 มีความจำเป็นหรือไม่ และอย่างไร
คำตอบจาก นายกรณ์ จาติกวณิช คือ “จำเป็น”
เป็นความจำเป็นด้วยเหตุผลในแบบ “เคเนเซี่ยน” เพราะนี่คือมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจในยาม “วิกฤต”
เนื่องจากหากไม่ทำก็ยากที่จะดึง “จีดีพี” ให้ขึ้นจากติดลบร้อยละ 7 ได้
กล่าวสำหรับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินนับแต่เดือนธันวาคม 2551 มาตรการ “แจกเงิน” ตอนต้นปี 2552 มิได้เป็นโครงการเดียว
หากแต่ตามมาด้วย “มิยาซาว่า” ตามมาด้วย “ไทยเข้มแข็ง”
หากถามว่า มาตรการของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์นับแต่ต้นปี 2552 เป็นต้นมา ประสบความสำเร็จหรือไม่
คำตอบจาก นายกรณ์ จาติกวณิช คือ “สำเร็จ”
น่าเศร้าก็ตรงที่ความสำเร็จจากบาทก้าวแรกในการแจกเงิน “เช็คช่วยชาติ” กลับไม่สามารถแปรและสร้างเป็นคะแนนนิยมในทางการเมืองได้
เลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2554 พรรคประชาธิปัตย์ก็แพ้
จากนี้จึงเห็นได้จากกรณีของพรรคประชาธิปัตย์ว่า นโยบาย “แจกเงิน” อันเรียกขานว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “ประชานิยม” ไม่อาจเป็นกระดานหกทางการเมืองให้ได้
อย่างน้อยพรรคประชาธิปัตย์ก็แพ้ให้กับพรรคเพื่อไทย
อย่างน้อยจากชัยชนะของพรรคเพื่อไทยส่งผลให้ ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ หมายเลข 1 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เป็นนายกรัฐมนตรี
พรรคประชาธิปัตย์และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องเป็น “ฝ่ายค้าน”
จากความพ่ายแพ้ครั้งนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สรุปบทเรียนว่าเป็นความพ่ายแพ้เพราะพรรคเพื่อไทยมีขบวนการ “นปช.” เป็นเหมือนแขนขา
จึงได้เริ่ม “เดินสาย” สร้าง “สำนึกใหม่” ในทางการเมือง
นั่นก็คือ การปลูก “หน่อ” ในทางความคิด โดยเริ่มจากภาคใต้และกระจายไปยังภาคอื่นกระทั่งสบโอกาสเหมาะจากความเพลี่ยงพล้ำทางการเมืองเมื่อพรรคเพื่อไทยเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมอย่างที่เรียกว่า “สุดซอย”
เดือนสิงหาคม 2556 ก็เกิดการชุมนุมทางการเมือง
จากนั้น การชุมนุมทางการเมืองก็ยกระดับไปสู่การประกาศจัดตั้ง “กปปส.” ดำเนินมาตรการชัตดาวน์ กทม.ในเดือนมกราคม 2557
เป้าหมาย คือ โค่นรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
การเมืองในห้วงนับแต่พรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลโดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีในเดือนธันวาคม 2551 จึงมีความสำคัญ
เพราะรากฐาน 1 มาจากการเคลื่อนไหวของ “พันธมิตร”
เป็นการเคลื่อนไหวจากผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2550 เพื่อโค่นรัฐบาลพรรคพลังประชาชน
โค่น นายสมัคร สุนทรเวช ต่อด้วย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
เป็นการเคลื่อนไหวที่รุนแรงถึงระดับยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสถานที่ราชการและที่สุดก็ยึดสนามบินทั้งดอนเมืองและสุวรรณภูมิ
เพราะรากฐาน 1 มาจากปัจจัยรัฐประหารเดือนกันยายน 2549
เป็นปัจจัยแห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เป็นปัจจัยจากอำนาจของ “องค์กรอิสระ” เมื่อวินิจฉัยให้ นายสมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่ง เมื่อวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชน สร้างความแตกแยกและแยกตัวโดยส่วนหนึ่งไปร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์
กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ในเดือนธันวาคม 2551
บทเรียนจากมาตรการ “แจกเงิน” ของพรรคประชาธิปัตย์จึงแทบไม่มีผลอะไรทางการเมืองเรื่องเลือกตั้ง
ความสำเร็จจากนโยบายประชานิยมโดยการ “แจกเงิน” ไม่สามารถลบล้างความสำเร็จจากนโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทยได้
ตรงนี้น่าจะเป็น “บทเรียน” สำคัญต่อคนที่เดินตามรอยด้วยมาตรการ “แจกเงิน” รายอื่นๆ

