หลายคนคงผ่านตาข่าวเรื่องร่าง พ.ร.บ.คอมฯที่มีการจัดแถลงกันไปทั้งฝ่ายผู้ร่าง และฝ่ายพลเมืองเน็ต ในวันที่ 23 พฤศจิกายนที่ผ่านมาไปแล้วนะครับ แต่สำหรับคนที่อาจไม่ได้ตามข่าวอย่างใกล้ชิด ผมขออนุญาตสรุปประเด็นต่างๆ ที่เป็นที่ถกเถียงกันในร่าง พ.ร.บ.คอมฯฉบับนี้ไว้ดังนี้
อันที่จริง พ.ร.บ.คอมฯฉบับนี้มีข้อให้วิพากษ์วิจารณ์หลายข้อ ซึ่งสิ่งที่รายการไว้ตรงนี้ก็อาจไม่ครอบคลุมทั้งหมด แต่เป็นประเด็นใหญ่ๆ นะครับ
หนึ่ง คือ พ.ร.บ.คอมฯฉบับนี้จะเพิ่มฐานความผิดให้กว้างขึ้นกว่าเดิม โดยเพิ่มลงไปว่าหากโพสต์ข้อความเท็จที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณะ ต่อโครงสร้างพื้นฐานก็จะผิดด้วย ซึ่งกว้างขึ้นแบบนี้จึงมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า “ถ้าโพสต์เรื่องระบบรักษาความปลอดภัยของธนาคารแห่งหนึ่งว่าแย่ แบบนี้จะมีความผิดไหม” เพราะจริงๆ แล้ว คำว่า “แย่” นั้นมีหลากหลายเฉก และประสบการณ์ที่ผู้ใช้คนนั้นได้รับต่อระบบรักษาความปลอดภัยของธนาคารนั้นก็อาจแสดงถึงความไม่ปลอดภัยจริงก็ได้
สอง คือ ประเด็นเรื่อง Right to be forgotten ซึ่งศาลบอกว่าให้ทำลายข้อมูลที่เป็นเท็จได้ และผู้ที่มีข้อมูลเท็จดังกล่าวอยู่ในระบบต้องทำลายทั้งหมด ไม่เช่นนั้นจะได้รับโทษครึ่งหนึ่งของผู้โพสต์ ซึ่งในประเด็นนี้มีการวิพากษ์ว่าเป็นการ “ลบประวัติศาสตร์หรือเปล่า” ในขณะที่ฝั่งผู้ร่างก็บอกว่านี่เป็นการปฏิบัติตามหลัก Right to be forgotten ของฝั่งยุโรป ซึ่งก็มีผู้วิจารณ์ต่อมาอีกว่า เป็นการอ้างผิดฝาผิดตัว เพราะหลัก Right to be forgotten นั้น คือการ “ทำให้ค้นหายาก” เพื่อลดความเสียหายของฝั่งผู้ที่ถูกกล่าวหาเท็จเท่านั้น แต่ไม่ได้เป็นการลบจากระบบไปเลย เพราะยังต้องสืบค้นได้อยู่ (ในอนาคต หากจำเป็น) ว่ามีใครโพสต์ข้อความเท็จนั้นบ้าง ไม่เช่นนั้น การที่ผู้โพสต์ข้อความเท็จนั้นจะไม่สามารถถูกนำกลับมาตรวจสอบได้เลยในอนาคต
สาม คือประเด็นเรื่องผู้ให้บริการต่างๆ ซึ่งคือผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต หรือโฮสติ้ง มีความรู้เห็นเป็นใจร่วมมือกับผู้โพสต์ ก็จะต้องมีความผิดเช่นเดียวกับผู้โพสต์ด้วย ซึ่งก็มีการตั้งคำถามตรงนี้ว่า คำว่า รู้เห็นเป็นใจนี้ หมายความอย่างไร และการพิสูจน์จะเป็นไปอย่างถูกต้องเที่ยงธรรมหรือไม่ จึงมีประเด็นต่อมาว่า ในร่างกฎหมายนั้นบอกว่าให้ประชาชนทั่วไปสามารถแจ้งไปยังผู้ให้บริการได้ และผู้ให้บริการจะต้องตรวจสอบและลบข้อมูลภายในสามวัน ซึ่งอาจนำมาสู่ปัญหาการ “รุมรีพอร์ต” เพื่อกลั่นแกล้งกันได้
สี่ คือ ประเด็นเรื่องการบล็อกเว็บซึ่งหลายคนจับมาเป็นประเด็นหลักของ พ.ร.บ. คอมฯฉบับนี้ นั่นคือกฎหมายพยายามจะทำให้เกิดศูนย์กลางการบล็อกเว็บที่ดูแลโดยกระทรวงดิจิทัล เดิมทีจากที่เจ้าหน้าที่จะต้องขออนุมัติจากศาลเพื่อบล็อก และส่งเรื่องไปยังผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต หรือ ISP อีกที แต่สิ่งที่กฎหมายนี้พยายามทำ คือการรวบรัดขั้นตอนให้เจ้าหน้าที่บล็อกเว็บได้ทันทีหลังจากได้อนุมัติจากศาล ซึ่งก็นำมาสู่ปัญหาการตรวจสอบได้ และที่ยังเป็นประเด็นต่อมาก็คือ กรรมการการบล็อกเว็บที่จะตัดสินใจว่าบล็อกได้หรือไม่ได้นั้น จะประกอบด้วยบุคคลเพียง 5 คนเท่านั้น นอกจากนั้น กฎหมายยังพยายามร่างให้การบล็อกเว็บนั้นรวมไปถึงเว็บที่ไม่ผิดกฎหมาย เช่น เว็บที่ผิดศีลธรรมอันดี หรือความสงบเรียบร้อยด้วย ซึ่งก็มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า เว็บที่ผิดศีลธรรม หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยนั้นมีลักษณะอย่างไร และการใช้หลักศีลธรรมหรือความสงบเรียบร้อยของคนจำนวนไม่มากมาตัดสินนั้นจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดหรือไม่
ห้า คือ ประเด็นเรื่องความผิดทางอาญา เดิมทีการที่เจ้าหน้าที่จะยึดคอมพิวเตอร์หรือระบบได้นั้นจะต้องเป็นความผิดเฉพาะตาม พ.ร.บ.คอมฯแต่ตอนนี้มีความพยายามจะทำให้ พ.ร.บ.คอมฯเป็นประมวลกฎหมายอาญาฉบับออนไลน์ด้วย
หก ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลนานขึ้น โดยเจ้าหน้าที่สามารถบอกให้ผู้ให้บริการสามารถเก็บข้อมูลไว้ได้โดยไม่จำกัดระยะเวลา หาก “ต้องการ”
เจ็ด คือเรื่องประเด็นการแบ่งแยกอำนาจ เพราะกฎหมายละ “ข้อมูลทางเทคนิค” บางส่วนไว้ โดยทิ้งให้เป็นภาระของฝ่ายบริหารต่อไป ทั้งที่จริงแล้ว ฝ่ายนิติบัญญัติควรออกกฎมาให้ครบ หรือไม่อย่างนั้นก็วางหลักการให้หนักแน่น ว่ากฎกระทรวงที่จะออกมาตามหลังนี้ จะสามารถพูดหรือไม่พูดเรื่องอะไรได้บ้าง ไม่เช่นนั้น ก็คล้ายกับการประกาศกฎว่างไว้ในอนาคต เพื่อให้กระทรวงมาเติมได้เอง โดยไม่ต้องรอประชาชนตรวจสอบอีกแล้ว
เหล่านี้คือประเด็นหลักๆ ของร่าง พ.ร.บ.คอมฯฉบับนี้ ซึ่งผู้สนใจสามารถติดตามต่อได้ในเว็บไซต์ขององค์กรที่ทำงานเรื่องนี้ เช่น Thai Netizen หรือ iLaw
หลายฝ่ายเรียก พ.ร.บ.คอมฯฉบับนี้ว่าเป็นการกลับมาของ Single Gateway ซึ่งถึงแม้ในเชิงเทคนิคนั้นอาจไม่สามารถใช้คำว่า “Gateway” ตรงๆ ได้ในความหมายเดิม แต่ในเชิงการควบคุมบริหารแล้วคล้ายกัน นั่นคือยังผลให้เจ้าหน้าที่สามารถบล็อกเว็บได้โดยที่ไม่ต้องติดต่อไปยังภายนอก (ISP) อีก ซึ่งคล้ายกับการควบคุมอินเตอร์เน็ตโดย (เกือบ) สมบูรณ์นั่นเอง
หรืออาจเรียกว่า Single Control ก็ได้
น่าประหลาดใจที่ในสัปดาห์เดียวกัน ก็มีข่าวจากฝั่งสหราชอาณาจักรเช่นกัน ว่ากำลังจะผ่านร่างกฎหมายที่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้ามาดูย้อนหลังได้ว่า ประชาชนเคยเข้าเว็บไซต์อะไรบ้าง (ทั้งหมด) และยังรวมไปถึงการใช้แอพพลิเคชั่น และข้อมูลเสริม (Metadata) ต่างๆ ของการโทรฯในแต่ละครั้งด้วย โดยผู้ให้บริการทั้งอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์จะต้องเก็บข้อมูลนี้ไว้ให้รัฐบาลตรวจสอบ ซึ่งร่างกฎหมายนี้ก็ทำให้หลายฝ่ายตกใจว่าทำไมจึงออกกฎหมายเช่นนี้ ในวันที่ประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัวถูกยกขึ้นมาพูดบ่อยครั้ง เว็บไซต์ The Verge พาดหัวว่า “รัฐบาลสหราชอาณาจักรกำลังจะได้อำนาจในการสอดส่องแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” และบางเว็บไซต์ก็ยังบอกว่านี่เป็กฎหมายที่เหมือนกับทุกสิ่งที่เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน เคยเตือนไว้
The Verge บอกว่าร่างกฎหมายนี้ของอังกฤษ ไม่ได้มีผลบังคับเพียงในอังกฤษหรือสหราชอาณาจักรเท่านั้น แต่ผลลัพธ์จากการตีความกฎหมายฉบับนี้ จะถูกนำไปเป็นบรรทัดฐานของการบังคับใช้กฎต่างๆ บนอินเตอร์เน็ตทั่วโลกได้ด้วย
ดูเหมือนว่ารัฐในปัจจุบันอาจรู้ว่าอำนาจกำลังหลุดลอดจากมือตน ไปสู่พื้นที่ที่ตนควบคุมได้น้อยกว่าอย่างบนอินเตอร์เน็ต จึงต้องออกกฎหรือร่างเหล่านี้ออกมา เพื่อคุมอำนาจในอาณาบริเวณที่ตน (เกือบ) ไม่เคยไปถึง
แท้จริงแล้ว ร่างกฎหมายเหล่านี้จึงเป็นผลลัพธ์ของความไม่มั่นใจนั่นเอง
ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

