หน้าแรก คอลัมนิสต์ ความเปลี่ยนแป...

ความเปลี่ยนแปลงที่’อมรินทร์’และอื่นๆ โดย ปราปต์ บุนปาน

28.11.16 | 14:30 น.

คลิกอ่าน … ‘กลุ่มเจ้าสัวเจริญ’ ทุ่ม 850 ล้านฮุบอมรินทร์พริ้นติ้ง รุกทำทีวีดิจิทัล บริษัทแจงขายราคาถูก ราคาหุ้นพุ่งแรงเกือบ 30%

 

ข่าวคราวความเปลี่ยนแปลงของ “บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)” และความร่วมมือระหว่าง “อมรินทร์” กับ “บริษัท วัฒนภักดี จำกัด”

ถือเป็นข่าวใหญ่ในแวดวงสื่อสารมวลชนเมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว

ซึ่งตามมาด้วยการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นผ่าน “ชุดข้อมูล” และ “อารมณ์” อันหลากหลาย

Advertisement

ไม่ว่าจะประเมินความเปลี่ยนแปลง-ความร่วมมือครั้งนี้ ในแง่ “บวก” หรือ “ลบ”

ไม่ว่าจะประเมินสิ่งที่เกิดขึ้นกับสื่อเครือ “อมรินทร์” ว่าเป็นผลมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจหรือปัจจัยอื่นๆ (เช่น การเมือง) มากกว่ากัน

ไม่ว่าจะโฟกัสไปยังภาวะเสื่อมถอยของ “ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์”

โฟกัสไปที่ความล้มเหลวและไม่เชี่ยวชาญในการประกอบ “ธุรกิจทีวีดิจิทัล”

หรือโฟกัสตรงจุดเชื่อมต่ออันขรุขระไม่ประสานเป็นเนื้อเดียวกันอย่างราบรื่นระหว่าง “ธุรกิจสื่อกระดาษ” กับ “ธุรกิจสื่อดิจิทัล”

อย่างไรก็ตาม เราคงไม่สามารถทำความเข้าใจสถานการณ์ผันแปรเปราะบางของ “ธุรกิจสื่อ” ผ่านสิ่งที่เกิดขึ้นกับ “อมรินทร์” ตลอดจนสถานการณ์และบริบทภายในประเทศ เพียงองค์ประกอบเดียวได้

เพราะท่ามกลางการวิเคราะห์ว่าความเปลี่ยนแปลงต่างๆ นานาข้างต้น อาจส่งผลให้ธุรกิจสื่อในไทยต้อง “เปลี่ยนมือ” ไปยังกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ

ทว่า ผู้บริหารของกลุ่มทุนใหญ่ๆ ระดับประเทศที่น่าจะมีความชำนาญและคุ้นเคยกับ “ธุรกิจดิจิทัล” มากที่สุด ก็กำลังต้องเผชิญหน้ากับ “โจทย์ยากๆ” บางข้อ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากบริบทของการทำธุรกิจ “ข้ามชาติ” เช่นกัน

อยากให้ผู้สนใจลองอ่านบทสัมภาษณ์สั้นๆ ของ สมชัย เลิศสุทธิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอไอเอส และ ศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทรู คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเผยแพร่ใน “ASEAN 100” หนังสือฉบับพิเศษประจำปีของกองบรรณาธิการประชาชาติธุรกิจ

ในขณะที่สมชัยเห็นว่า

“OTT (Over-the-Top หมายถึงเฟซบุ๊ก, กูเกิล ฯลฯ) สามารถต่อตรงกับลูกค้าเราได้เลย ทั้งที่ลูกค้าเราก็ควรจะเป็นของเรา ถ้าไม่มี OTT ค่าโฆษณาก็จะมาอยู่กับโอเปอเรเตอร์ แต่วันนี้รายได้โฆษณาทั้งโลกไปอยู่ที่เฟซบุ๊ก กูเกิล เป็นต้น ฉะนั้นเราจึงต้องสร้างแพลตฟอร์มของตนเองขึ้นมาให้ดีกว่า โดยโฟกัสไปที่ลูกค้าเป็นหลัก ในระดับโลกเราอาจแข่งกับเขาได้ยาก แต่ในระดับประเทศเชื่อว่าเราดีกว่า แต่อะไรที่ร่วมมือกันได้ก็จะร่วมมือ”

ศุภชัยก็มีความเห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า

“แอพพลิเคชั่นอย่างไลน์ วันนี้ก็สามารถใช้โทรศัพท์ได้ จะเห็นว่าเขาเริ่มเข้ามาในแอเรียของเรา ดังนั้นถ้าคิดแค่ว่าเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคม หรือเป็นแค่ท่อ เราก็จะโดนแย่งรายได้ไป ดังนั้นจึงต้องถามตัวเองว่าทำไมต้องมีแค่เฟซบุ๊ก หรือไลน์ ที่ใช้งานได้แบบนี้ เราก็เป็นโซเชียลมีเดียได้ ต้องคิดอะไรใหม่ๆ และสร้างมันขึ้นมา”

ดังนั้น การสร้าง “แพลตฟอร์มออนไลน์ใหม่ๆ” สำหรับ “กลุ่มลูกค้าท้องถิ่น” เพื่อแข่งขันกับธุรกิจสื่อสาร-ไอทีของบรรษัทข้ามชาติระดับโลก จึงเป็นภารกิจอันท้าทาย (ที่ยังเห็นผลลัพธ์สุดท้ายไม่ชัดเจนนัก) ของกลุ่มทุนใหญ่ๆ ในไทย ที่คิดจะประกอบธุรกิจสื่อ-ดิจิทัลอย่างจริงจัง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เรื่อยไปจนถึงอนาคตข้างหน้า “ธุรกิจสื่อ” ในไทย กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อยู่แน่ๆ

ความเปลี่ยนแปลงที่ว่ามิได้สะท้อนผ่านภาพการปรับตัวของ “อมรินทร์” หรือการต้องปิดตัวลงของ “สื่อกระดาษ” หลายเจ้าเท่านั้น

หากยังสะท้อนผ่านปณิธานใหม่ๆ ของ “เอไอเอส” และ “ทรู” ด้วย