หน้าแรก คอลัมนิสต์ เอฟเฟ็กต์‘ภูม...

เอฟเฟ็กต์‘ภูมิรัฐศาสตร์’ เขย่า‘ศก.-การค้าโลก’

10.01.23 | 12:00 น.

หมายเหตุบทความเรื่อง ภูมิรัฐศาสตร์กับความสัมพันธ์ต่อการค้า จากกองวิจัยเศรษฐกิจการค้ามหภาค สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์

1.ภูมิรัฐศาสตร์กับความสัมพันธ์ต่อการค้า
ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) เป็นการผสมผสานกันระหว่างภูมิศาสตร์และรัฐศาสตร์ หรือศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาผลกระทบจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ (พื้นที่ตั้ง ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ทรัพยากรทางธรรมชาติ ประชากร) ที่มีต่อการเมืองและความสัมพันธ์ทั้งในภายในและระหว่างประเทศ

ในอดีตภูมิรัฐศาสตร์จะมุ่งเน้นไปในเชิงความสัมพันธ์ทางการทหาร ซึ่งภูมิประเทศและภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งต่อการตั้งเมือง การขยายอาณาเขต การสู้รบ และความเป็นอยู่ของประชากร

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 บทบาทความสำคัญในเชิงการทหารของประเทศต่างๆ เช่น การล่าอาณานิคม ถูกลดระดับความสำคัญลง พร้อมๆ กันกับการติดต่อสื่อสาร การคมนาคมขนส่ง และเทคโนโลยีสารสนเทศที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการขยายความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศต่างๆ ทั่วโลก มีการติดต่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและทรัพยากรระหว่างกัน เป็นความสัมพันธ์ในเชิงเศรษฐกิจการค้ามากขึ้น อาทิ เกิดแนวคิดเศรษฐกิจเสรีนิยม (Liberalism) นโยบายการค้าเสรี (Free Trade Policy) การรวมกลุ่มและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (เช่น องค์การการค้าโลก (WTO) ความตกลงการค้าเสรีต่างๆ) และการจัดตั้งบริษัทข้ามชาติ

ขณะเดียวกัน ประเทศต่างๆ ต้องการช่วงชิงความเป็นมหาอำนาจโดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ เช่น

Advertisement

– สหรัฐอเมริกา ซึ่งภายหลังสิ้นสุดสงครามเย็น เป็นผู้กำหนดระเบียบโลกใหม่ในมุมมองของการปกครองระบอบประชาธิปไตย การเคารพสิทธิมนุษยชน และการค้าเสรี รวมถึงการใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ เป็นสกุลเงินสากลในการกำหนดราคา แลกเปลี่ยนสินค้า วัดมูลค่าของการค้าขายระหว่างประเทศ และเป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลก

– จีน ซึ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดดและมีบทบาททางเศรษฐกิจการค้าโลกมากขึ้นตั้งแต่เข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก และกลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตผู้ส่งออกสินค้าและตลาดที่ใหญ่ที่สุดของโลกรวมถึงมีการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันการช่วงชิงความเป็นผู้นำทางการทหารได้กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้ง โดยมุ่งเน้นไปที่การเสริมความมั่นคงของประเทศ ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีทางการทหารและการครอบครองยุทโธปกรณ์สะท้อนได้จากรายจ่ายทางการทหารทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ การตอบโต้กันระหว่างประเทศคู่ขัดแย้งมีการผสมผสานกันระหว่างมาตรการทางการทหาร เช่น การโจมตีด้วยขีปนาวุธ ควบคู่ไปกับมาตรการทางการค้าและทางเศรษฐกิจ เช่น มาตรการคว่ำบาตรการถอนการลงทุน ดังเช่นสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ที่เป็นการปฏิบัติการทางการทหารครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง

2.แนวโน้มความเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิรัฐศาสตร์กระทบต่อการค้าอย่างไร

เศรษฐกิจ การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในปัจจุบัน มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงรวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ย่อมส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ

แนวโน้มความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ

1) การแย่งชิงความเป็นมหาอำนาจระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน

แนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีน จะมีทั้งการแข่งขันและความร่วมมือไปในเวลาเดียวกัน เนื่องจากเศรษฐกิจของสองประเทศยังพึ่งพากันอยู่มาก

การแข่งขันไม่ได้จำกัดแค่การค้า แต่มีการแย่งชิงความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีซึ่งมีความสำคัญมากทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นชาติมหาอำนาจที่สามารถกำหนดระเบียบโลกได้

การแย่งชิงความเป็นมหาอำนาจ ประกอบกับกระแสโลกาภิวัตน์ (De-Globalization) เพื่อกระจายความเสี่ยงในการผลิต ลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง และเพิ่มความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจในระยะยาว จะทำให้ทั้งสองประเทศยังดำเนินนโยบาย/มาตรการต่างๆ ต่อไป อาทิ

สหรัฐอเมริกา … จะยังมุ่งปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐ และส่งเสริมเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนและการจ้างงานภายในประเทศ

– มาตรการทางการค้า สหรัฐยังเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ในอัตรา 7.5-25% (ครอบคลุมสินค้าเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญา สินค้าเกษตร ประมง
และสินค้าอุปโภคบริโภค คิดเป็น 54% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดจากจีน ปี 2564) และใช้มาตรการที่มิใช่ภาษีกับจีน อาทิ การขึ้นบัญชีดำและการห้ามนำเข้าและขายสินค้าของบริษัทเทคโนโลยีจีนบางราย (เช่น Huawei และ ZTE) ด้วยเหตุผลทางความมั่นคง และการจำกัดการส่งออกชิปขั้นสูง (รวมถึงชิปของบริษัทต่างชาติที่ใช้เครื่องมือและซอฟต์แวร์ของสหรัฐ) ไปจีน

– นโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจภายในประเทศ อาทิ การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการย้ายการลงทุนกลับมายังสหรัฐ หรือประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐ เช่น เม็กซิโก แคนาดา ละตินอเมริกา

จีน … ให้ความสำคัญกับการพึ่งพาตัวเองทางด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีควบคู่กับการเชื่อมโยงกับภายนอก

– มาตรการทางการค้า จีนยังเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ ในอัตรา 2.5-25% (ครอบคลุมสินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภค คิดเป็น 71% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดจากสหรัฐ ปี 2564)

– นโยบาย/ยุทธศาสตร์ส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง เช่น ยุทธศาสตร์ Made in China 2025

แผนพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ยุคใหม่ 2030 (AI 2030) เพื่อยกระดับฐานการผลิตและพัฒนา เทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ – ยุทธศาสตร์วงจรคู่ขนาน (Dual Circulation) เพื่อสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะเน้นการหมุนเวียนในประเทศ (เพื่อเพิ่มอุปสงค์ภายในประเทศ ลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากต่างประเทศ และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี เช่น เซมิคอนดักเตอร์) และเชื่อมโยงกับการหมุนเวียนภายนอกประเทศ (เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดส่งออกและการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ และเงินทุน)

อย่างไรก็ตาม ผู้นำทั้งสองประเทศตระหนักถึงความสำคัญของการร่วมมือ โดยในการประชุมเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 ประธานาธิบดีสหรัฐ และจีนเน้นย้ำถึงการมีผลประโยชน์ร่วมกันและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ รวมถึงความร่วมมือในการรับมือกับวิกฤตการณ์โลก เช่น ปัญหาโลกร้อน

2) ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน

ความขัดแย้งได้ขยายวงกว้างเป็นความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและชาติตะวันตก โดยยืดเยื้อมายาวนานเกือบหนึ่งปีและยังมีการปะทะกันทางทหารเป็นระยะ พร้อมกับมีการดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจควบคู่กันไปด้วย

มาตรการทางเศรษฐกิจที่สำคัญ อาทิ

– สหรัฐ กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก (G7 : แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร) และ EU ใช้มาตรการคว่ำบาตรกับรัสเซีย เช่น การระงับการนำเข้าสินค้าจากรัสเซีย (เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ) การอายัดทรัพย์สิน การระงับการส่งออกสินค้าไปรัสเซีย (เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์) ตลอดจนการจำกัดเพดานราคาน้ำมันของรัสเซียที่60 ดอลลาร์สหรัฐ

– รัสเซีย ตอบโต้พันธมิตรฝ่ายชาติตะวันตกด้วยการระงับการส่งออกสินค้ามากกว่า 200 ชนิด และสั่งห้ามจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่เป็นชาวต่างชาติ

แนวโน้มความขัดแย้งในระยะต่อไป คาดว่าสถานการณ์จะยังคงยืดเยื้อ แต่ไม่น่าจะรุนแรงขึ้นในช่วงฤดูหนาว (เดือนธันวาคม 2565-มีนาคม 2566)

ผลกระทบต่อการค้าโลกจากความขัดแย้งและการแย่งชิงความเป็นมหาอำนาจ อาทิ

1) ต้นทุนการค้าเพิ่มสูงขึ้น

– ต้นทุนภาษี เช่น การเก็บภาษีตอบโต้กันระหว่างสหรัฐและจีน

– ต้นทุนพลังงาน ซึ่งอ่อนไหวต่อสถานการณ์ความขัดแย้งและการเมืองโลก ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบโลก อาจผันผวนและสูงขึ้นอีกครั้ง หลังจากกลุ่ม G7 EU และพันธมิตรจำกัดเพดานราคาน้ำมันของรัสเซียตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2565 และ EU จะห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์น้ำมันทางทะเลจากรัสเซียตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งสร้างความกังวลว่าตลาดน้ำมันโลกจะตึงตัว เนื่องจากรัสเซียอาจตอบโต้ด้วยการปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันหรือไม่ขายน้ำมันให้กับประเทศที่ใช้มาตรการกับรัสเซีย

– ต้นทุนการขนส่งสินค้า เช่น การปิดกั้นเส้นทางขนส่งทางทะเลและราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน

2) ผลกระทบต่ออุปทาน เช่น

– ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลต่ออุปทานพลังงานและอาหารโลก ทั้งนี้ ในส่วนวิกฤตอาหารโลกมีแนวโน้มคลี่คลาย หลังจากยูเครน รัสเซีย ตุรกี และ UN ลงนามในข้อตกลง Black Sea Grain Initiative ที่รัสเซียเปิดท่าเรือให้ยูเครนส่งออกธัญพืชผ่านทะเลดำ และประเทศอื่น อำนวยความสะดวกให้รัสเซียส่งออกปุ๋ยและสินค้าเกษตรได้ (บังคับใช้เดือนกรกฎาคม 2565-มีนาคม 2566)

– การแข่งขันระหว่างสหรัฐและจีน ทำให้เกิดแนวโน้มที่จะเกิดการแยกห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของประเทศอื่นที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตหรือค้าขายสินค้ากลุ่มนี้กับสหรัฐและจีน

3) ราคาสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น ตามต้นทุนที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคาสินค้าและพลังงานที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นผลดีต่อประเทศผู้ผลิต เช่น ผู้ผลิตน้ำมัน (ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ซึ่งจะมีรายได้และกำลังซื้อมากขึ้น

4) ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจลดลง สถานการณ์ระหว่างประเทศที่ตึงเครียด ไม่แน่นอน และยืดเยื้อกระทบต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจดำเนินธุรกิจและการลงทุนของภาคเอกชน

5) การชะลอตัวของเศรษฐกิจโดยรวม ความไม่แน่นอนและความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ วิกฤตราคาพลังงานโดยเฉพาะในยุโรป ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น (สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงทั่วโลก) เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว

6) ความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้า การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ประเทศต่างๆ พยายามหาพันธมิตร เพื่อสร้างสายสัมพันธ์และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ หรือเชื่อมโยงการแลกเปลี่ยนสินค้าและวัตถุดิบ เช่น จีน มีกรอบความร่วมมือ Belt and Road Initiative และสหรัฐ มีกรอบความร่วมมืออินโด-แปซิฟิก

ผลการศึกษาขององค์การการค้าโลกเรื่อง The Impact of Geopolitical Conflicts on Trade, Growth, and Innovation เผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน 2565 สรุปได้ว่า หากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและมีการแยกเศรษฐกิจโลกออกเป็นสองกลุ่มชัดเจน ได้แก่ กลุ่มสหรัฐ หรือกลุ่มตะวันตก (ยุโรป แคนาดา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) และกลุ่มจีนหรือกลุ่มตะวันออก (อินเดีย รัสเซีย แอฟริกาเหนือและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่) จะทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั่วโลก เนื่องจากต้นทุนการค้าและอัตราภาษีโดยเฉลี่ยจะขยายตัวสูงขึ้น โดยอาจเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ (welfare loss) ประมาณ 4-10.5% ขณะที่ความร่วมมือทางการค้าภายในกลุ่มจะมีความสำคัญมากขึ้น ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ที่แบ่งเป็นสองฝ่ายชัดเจน

อย่างไรก็ตาม คาดว่าไม่น่าจะเกิดการแยกเศรษฐกิจโลกออกเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน เนื่องจากสองกลุ่มพึ่งพาและเชื่อมโยงกันสูง และการแยกเศรษฐกิจออกเป็นสองขั้วเกี่ยวพันกับหลายมิติ เช่น การผลิต การค้า การลงทุน การเงิน

ยกตัวอย่างมิติเดียว เช่น การผลิต การแยกห่วงโซ่อุปทานเองต้องใช้เวลานานในการพัฒนาความพร้อม (เช่น ด้านเทคโนโลยี การผลิต บุคลากร) และเตรียมการ ทั้งการหาแหล่งนำเข้า การเคลื่อนย้ายการลงทุน การจัดตั้งโรงงาน และการขยายตลาด อีกทั้งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศด้วย