นายแพทย์ อุดม คชินทร ให้สัมภาษณ์เรื่องจุดอ่อน จุดแข็งอุดมศึกษาไทย บทสัมภาษณ์ได้ลงในหนัง สือพิมพ์เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2566 คุณหมอมีความเห็นโดยสรุปว่า อุดมศึกษาผลิตกำลังคนที่มีทักษะ สมรรถนะ ทัศนคติที่ไม่ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน ไม่ตอบโจทย์ของประเทศ/โลกในยุค Disruptive Technologies มหาวิทยาลัยจึงต้องออกจาก Comfort Zone เปิดพื้นที่การเรียนรู้ ผลิตคนให้ตอบโจทย์ประเทศและโลกให้ได้ ถ้าปรับตัวไม่ทัน อาจตกขบวนโดยไม่ทันรู้ตัว
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ วิจารณ์ผลงานของกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ในปีที่ผ่านมา ในบทสัมภาษณ์ที่ลงในหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2566 สรุปความได้ว่า หลักการของ วธ. มี 3 ประการคือ การส่งเสริมวัฒนธรรมรากฐาน การส่งเสริมวัฒนธรรมพื้นฐาน และการส่งเสริมวัฒนธรรมภูมิฐาน ใน 2 ประการหลัง วธ. ทำได้ดี แต่ยังขาดการส่งเสริมวัฒนธรรมรากฐาน ไม่ได้ขับเคลื่อนเรื่องวัฒนธรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากนัก วธ. ควรเปิดพื้นที่สาธารณะเพื่อทำกิจกรรมทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นการละเล่น ดนตรี ฯลฯ เพื่อให้เด็ก เยาวชน รวมถึงประชาชนทั่วไปได้มีพื้นที่ในการแสดงออก เพื่อลดความขัดแย้งรุนแรงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ประเทศไทยมีพลังที่ดีอยู่แล้ว 3 เรื่องคือ พลังภูมิศาสตร์ พลังของวิถีชีวิต ซึ่งพัฒนามาเป็นอาหารและศิลปะการแสดงต่าง ๆ และพลังของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้ม ความมีน้ำใจ วธ. ควรนำทั้งหมดนี้มาเป็น Soft Power ที่ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ
บทสัมภาษณ์แรกทำให้ผมอยากรู้ความหมายของคำว่า disruptive technologies ที่มีการพูดถึงกันบ่อยในช่วงเวลานี้ เป็นคำใหม่ที่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้พูดถึง และเชื่อกันว่าในอนาคตจะเกิด disruption ขึ้นบ่อย คุณหมออุดมจึงเตือนให้เตรียมรับมือกับ disruption ให้ดี เมื่อเปิด Google เพื่อดูความหมายของคำคำนี้ ได้ความว่าหมายถึง เทคโนโลยีที่มากระแทกแตกกระเจิง ที่มาแทนที่เทคโนโลยีที่ตั้งหลักปักฐานอยู่แต่เดิม มาเขย่าอุตสาหกรรมที่ดำเนินอยู่ หรือมาเสนอผลิตภัณฑ์ล้ำยุคที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่แพร่หลายในท้องตลาดตกยุคไปเลย ผมอยากรู้ว่า ทำไมเราถึงมาเผชิญกับเทคโนโลยีเช่นนี้ และจะรับมือมันอย่างไร
บังเอิญเพื่อนคนหนึ่งให้หนังสือผมมาเล่มหนึ่ง ที่ช่วยให้เข้าใจเรื่องนี้ได้ดีขึ้นบ้าง หนังสือเล่มนั้นชื่อ La Grande Mutation เขียนโดย ฌัง สโตน (Jean Staune) จึงขอสรุปสาระที่เสนอในหนังสือมาแบ่งปัน เพื่อเตือนภัยและชวนให้ช่วยกันไตร่ตรองถึงอนาคต รวมทั้งนานาวิธีที่จะรับมือกับอนาคต ส่วนวิธีหนึ่งที่จะกล่าวถึงต่อไปนั้น ดูเหมือนจะอยู่ในข้อคิดของบทสัมภาษณ์ที่สอง โดยมีนัยว่า การรับมือต้องใช้มิติอื่นๆ นอกเหนือจากมิติทางเทคโนโลยี และรวมถึงมิติทางวัฒนธรรมด้วย
ในการเล่าเรื่องนำก่อนเข้าเรื่องหลัก สโตนกล่าวถึง ไก่งวง เรือติตานิก ประเทศตูนีเซีย และโคโรนาไวรัส ไก่งวงถูกเลี้ยงดูอย่างดีมาตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การเปลี่ยนแปลงเป็นแบบเชิงเส้น คือคาดการณ์อนาคตได้จากอดีต แต่อยู่มาวันหนึ่งจวนถึงวันคริสต์มาส ชีวิตไก่งวงถูกกระแทกแตกกระเจิง ต้องกลายมาเป็นอาหารจานอร่อยของมนุษย์ แสดงว่าอดีตไม่ยืนยันอนาคตได้เสมอไป โดยเฉพาะเมื่อเราเป็น “ไก่งวง” ที่ขาดข้อมูล
ในกรณีของเรือติตานิก กัปตันที่ชื่อ เอดวาร์ด สมิท มีประวัติการทำงานที่ยอดเยี่ยม ไม่เคยเดินเรือผิดพลาด ไม่เคยพาเรือไปอับปาง ไม่เคยพาไปชนกับอะไร เขามีแฟนคลับจำนวนมากและจำนวนหนึ่งยินดีลงเรื่องติตานิกเพื่อล่องทะเลไปกับเขาอย่างสบายใจ กรณีนี้แม้จะพอทำนายว่าอุบัติเหตุทางเรือได้บนพื้นฐานของสถิติอุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แต่ผู้โดยสารก็อยู่ในตรรกะคล้าย “ไก่งวง” นั่นคือ ที่ผ่านมาเรื่องนี้เป็นจริง กัปตันสมิทไม่เคยทำอะไรผิดพลาด ซึ่งเป็นจริงจนถึงวันที่เกิดความผิดพลาด
เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 2010 ประธานาธิบดี 4 คน ที่อยู่ในอำนาจมานานหลายทศวรรษ มาพบกันที่เมือง Syrte ของลิเบีย ได้แก่ เบน อาลี จากตูนีเซีย, ฮอสนี มูบารัก จากอียิปต์, มูอัมมาร์ กัดดาฟี จากลิเบีย, และอาลี ซาเลฮ์ จากเยเมน เพื่อเฉลิมฉลองความเป็นปึกแผ่นของอำนาจของพวกเขา แต่หลังจากนั้นสองเดือน โมฮาเมด บูอาซีซี พ่อค้าเร่ที่ไม่มีใครรู้จัก ฆ่าตัวตายในเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของตูนีเซีย แล้วสิ่งที่มีคนตั้งชื่อว่า “ปรากฏการณ์ผีเสื้อ” ก็เกิดขึ้น เกิดการประท้วงที่ลุกลามไปทั่วดินแดนอาหรับ การประท้วงนั้นเรียกหาเสรีภาพจากการปกครองของเผด็จการ และถูกขนานนามว่าเป็น “ฤดูใบไม้ผลิอาหรับ” แล้วประธานาธิบดีที่มั่นคง มั่งคั่ง และหวังในความยั่งยืนของอำนาจทั้ง 4 คนที่กล่าวถึงข้างต้น ก็ถูกประชาชนขับออกจากอำนาจได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่อนิจจา การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่เป็นผลยั่งยืนตามที่ประชาชนคาดหมายเสมอไป ส่วนการกระแทกแตกกระเจิงที่เกิดขึ้นนั้น ไม่มีนักวิชาการ นักการเมือง ฯลฯ คนไหนจะทำนายได้ นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของเหตุการณ์ทางการเมืองที่ไม่มีใครคาดคิดและเมื่อเกิดขึ้นก็ส่งผลกว้างไกลโดยไม่มีทางย้อนกลับได้เลย (เป็นทางแยก หรือ bifurcation ในทฤษฎีไม่เชิงเส้น)
เหตุการณ์จุดชนวนทางการเมืองอีกเหตุการณ์หนึ่งคือการทุบทิ้งกำแพงเบอร์ลิน ที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1989 ทำให้สถานการณ์โลกที่ครอบงำโดยสงครามเย็นระหว่าง “ค่ายตะวันตกกับค่ายตะวันออก” ที่มีเสถียรภาพพอสมควรมากว่า 45 ปี เปลี่ยนมาเป็นเสียรภาพใหม่ ซึ่งโลกอยู่ใต้การครอบงำของสหรัฐอเมริกาต่อมาอีกหลายสิบปี แต่ในอนาคตจะมีสงครามเย็นรูปแบบใหม่เกิดขึ้นก็เป็นได้
วิกฤตโควิด-19 ยิ่งยากแก่การทำนายขึ้นไปใหญ่ ถ้าในต้นเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2020 เมื่อการระบาดของโคโรนาไวรัสได้เริ่มต้นมาเดือนเศษ ๆ แล้ว หากจะมีผู้ใดสักคนที่ทำนายว่าในอีกสองเดือนต่อมา จะมีคนประมาณสี่พันล้านคนถูกกักตัวให้อยู่กับบ้าน ผู้คนจะหยุดเดินทาง เครื่องบินจะจอดสนิท ฯลฯ ผู้นั้นคงถูกหาว่าบ้า ถ้าไก่งวงตัวหนึ่งบอกเพื่อน ๆ ว่า การที่พวกเขาถูกขุนด้วยอาหารดี ๆ นั้น เพียงเพราะเจ้าของฟาร์มต้องการกินหรือขายไป ซึ่งเนื้อไก่งวงที่เอร็ดอร่อย ไก่ตัวนั้นคงถูกเพื่อนไก่งวงหาว่าบ้าเช่นกัน
โศกนาฏกรรมติตานิกนั้นจัดอยู่ในพวกเหตุการณ์ที่พอคำนวณความเสี่ยงได้ในเชิงสถิติ ต่างจากการระบาดของโควิด-19 ที่เป็นความไม่แน่นอนที่ไม่อาจคำนวณในเชิงสถิติได้ สังเกตได้ว่า การกระแทกแตกกระเจิง หรือ disruption นั้นเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ บางรูปแบบอาจทำนายได้ถ้า (ไก่งวง) มีข้อมูลมากขึ้น บางรูปแบบทำนายได้ทางสถิติ บางรูปแบบเป็นปรากฏการณ์ผีเสื้อกระพือปีก ที่คาดคะเนความกว้างไกลของผลไม่ได้จากเหตุเล็กน้อยเต็มทีที่เกิดขึ้น ส่วนการระบาดของโควิด-19 เป็นความไม่แน่นอนที่คำนวณล่วงหน้าไม่ได้
สโตนบอกเราว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุค VUCA ซึ่งย่อมาจาก Volatile (ปะทุง่าย), Uncertain (ไม่แน่นอน), Complex (ซับซ้อน), และ Ambiguous (คลุมเครือ) ผมชอบการอธิบายคำว่าความซับซ้อนของเขา โดยยกตัวอย่างของเกมหมากรุก ว่าเป็นระบบที่ยุ่งยาก (complicated) แต่ไม่ซับซ้อน เพราะเกมหมากรุกเป็นระบบปิด ที่มีตาให้เดิน 64 ตา มีตัวให้เดิน 32 ตัว และมีกติกาที่นิยามไว้อย่างชัดเจน แม้การเดินหมากต้องคาดคะเนผลที่ยุ่งยากมาก แต่ความยุ่งยากเช่นนี้ คอมพิวเตอร์เหนือชั้นกว่ามนุษย์เพราะคำนวณผลได้รวดเร็วกว่ามนุษย์มากนัก อีกทั้งมีความสามารถในการเรียนรู้จากการทดลองเล่นเองจำนวนนับครั้งไม่ถ้วน
ส่วนตัวอย่างของสิ่งที่ซับซ้อนคือสมองมนุษย์ ที่มีเซลล์ประสาท (neurons) หลายพันล้านเซลล์ แต่ละเซลล์ต่ออยู่กับเซลล์อื่นประมาณ 1000 ถึง 10000 เซลล์ ผ่านทางแขนงของเซลล์ที่เรียกว่า synapses เมื่อเซลล์ประสาทหนึ่งเซลล์ส่งสัญญาณไปยังเซลล์นับพันที่เชื่อมต่อด้วย สัญญาณจะถูกส่งต่อ ๆ ไปยังเซลล์อื่น ๆ เซลล์บางตัวที่รับสัญญาณมาจะส่งสัญญาณกลับไปยังเซลล์เริ่มต้น การส่งกลับเช่นนี้มีชื่อเรียกว่าการป้อนกลับ (feedback) ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้ระบบมีความซับซ้อนโดยที่เป็นระบบไม่เชิงเส้นนั่นเอง และนี่เป็นที่มาของสิ่งไม่คาดคิด ไม่ว่าจะเป็นผลที่กว้างใหญ่ไม่เป็นสัดส่วนกับเหตุ (ปรากฏการณ์ผีเสื้อ) เกิดทางแยก (bifurcation) เกิดการแตกกระเจิง (rupture ที่เกิดขึ้นด้วยปัจจัยภายใน) หรือเกิดการกระแทกแตกกระเจิง (disruption ที่เกิดขึ้นด้วยปัจจัยภายนอก) เกิดจุดพิสดาร (singularity เช่น จุดที่มีพลังงานเข้มข้นอย่างยิ่งยวดที่เรียกว่าหลุมดำ จุดแห่งความบ้าระห่ำที่เรียกว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์) เป็นต้น
มีอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ระบบซับซ้อนขาดเสถียรภาพได้ง่ายคือการเป็นระบบเปิด นั่นคือการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบภายในระบบเอง และการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบภายในกับปัจจัยภายนอก ยิ่งปฏิสัมพันธ์มีจำนวนมาก ระบบจะยิ่งซับซ้อน และเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอาจผุดบังเกิดขึ้นได้บ่อย
เราได้วิวัฒนาการจากสังคมล่าสัตว์และเก็บพืชผลที่ขึ้นเองมาเป็นสังคมเกษตรกรรม และเป็นสังคมอุตสาหกรรมตามลำดับ เรารู้จักใช้พลังงานของสัตว์ต่าง ๆ และของเครื่องจักรกลมาทุ่นแรง ปัจจัยใหม่ทางเทคโนโลยีที่กำลังขับเคลื่อนสังคมของเราสู่อนาคตคือความก้าวหน้าทางอิเล็กทรอนิกส์ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเราได้เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณโดยอาศัยอินเทอร์เน็ตรวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ เป็นธรรมดาที่เราจะเผชิญ (หรือใฝ่สร้างขึ้นเอง) ทางแยก/การกระแทกแตกกระเจิงบ่อยขึ้น
การปฏิวัติครั้งก่อนของเราเป็นการปรับเปลี่ยนบทบาทของขุนน้ำขุนนาง ซึ่งถูกแทนที่ด้วยชนชั้นกลางที่เปิดรับเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในสมัยนั้นได้ดีกว่า มาบัดนี้ บทบาทของผู้เชี่ยวชาญ นักวิทยาศาสตร์ นักการเมือง ครูบาอาจารย์ นักสื่อสารมวลชน ฯลฯ กำลังถูกท้าทายอย่างหนัก พวกเขามีความรู้ความสามารถเป็นเลิศในสาขาที่มีเสถียรภาพของตน แต่หลายคนไม่ปรับตัวเพื่อรับมือกับการแปลงเปลี่ยน (transformation) ครั้งใหญ่ที่ยากจะทำนาย
ในการรับมือนั้น ย่อมไม่มีสูตรสำเร็จในเมื่อสถานการณ์นั้นเลื่อนไหล อย่างไรก็ดี เราควรเรียนรู้จากอดีตแม้ว่าการถอดบทเรียนจากอดีตจะทำได้ดีกว่าในระบบเชิงเส้น แต่เอาเถอะ ดีกว่าไม่มีบทเรียนอะไรเลย เราควรเรียนรู้จากอารยธรรมเดิมที่ผ่านหรือไม่ผ่านเมื่อเผชิญภัย เช่น กรีกเมื่อเผชิญกับสปาร์ตา ระบบขุนน้ำขุนนางเมื่อเผชิญกับกระฎุมพี จักรวรรดิจีนเมื่อเผชิญกับเทคโนโลยีตะวันตก ฯลฯ ส่วนตัวอย่างระดับบริษัทก็มี เช่น โกดักเมื่อเผชิญกับกล้องถ่ายรูปดิจิทัล โนเกียเมื่อเผชิญกับสมาร์ทโฟน เป็นต้น ทั้งนี้ พึงระลึกถึงจุดอ่อนของเราที่ยังคิดแบบเชิงเส้น เพราะยากเกินไปที่จะคิดแบบไม่เชิงเส้น เราก็จะแบ่งระบบไม่เชิงเส้นเป็นส่วน ๆ หรือเป็นช่วงเวลา ๆ แล้วก็คิดแบบเชิงเส้นในส่วนหรือในช่วงเวลาเหล่านั้น แต่ข้อมูลที่มาแบบไม่เชิงเส้นอาจมาแบบทวีคูณ (exponential) ถ้าจำนวนวัชพืชในสระเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ เช่น เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกวัน เราเคยถามลูกเราในทำนอง “อะไรเอ่ย” ไหมว่า ถ้าวันแรกวัชพืชปกคลุม 1 ตารางเมตร มาวันนี้วัชพืชปกคลุมครึ่งสระ อีกกี่วันจะเต็มสระ? การเพิ่มแบบนี้ สอดคลัองกับจำนวนผู้ป่วยในเชิงระบาดวิทยา ถ้าพลาดไปวันสองวันก็อาจรับมือไม่ทัน หรือทันก็ต้องสิ้นเปลืองสูงขึ้นมาก สรุปคือ เราต้องฝึกให้สมาชิกสังคมในจำนวนที่มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ให้รู้จักเรียนรู้ โดยไม่หลงใหลได้ปลื้มไปกับอดีต
สโตนเสนอคำสำคัญ 3 คำในการรับมือ ได้แก่ การต้านความเปราะบาง (antifragility), ความคล่องแคล่ว (agility), และการตอบสนองเชิงรุก (proactivity) สองคำหลังคงคุ้นเคยกันอยู่แล้ว เหลือแต่คำว่าการต้านความเปราะ บางที่ขอขยายความสักเล็กน้อย คุณสมบัติประการหนึ่งของสิ่งต่าง ๆ ที่ยั่งยืนคือการต้านความเปราะบาง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นความคิด สิ่งมีชีวิต บริษัท ประเทศ หรืออารยธรรม คุณสมบัตินี้ก็คือ เมื่อพ้นออกมาจากการถูกกระแทก แทนที่จะอ่อนแอลง กลับเข้มแข็งขึ้น แน่นอนว่าถ้ากินยาพิษด้วยขนาดยาที่มากเกินไป เราจะตาย หรือเมื่อบริษัทเจอแรงกระแทกหนักเกินไป จะล้มละลาย แต่ถ้ากินยาพิษในขนาดยาอ่อน ๆ ก็อาจมีผลเพิ่มภูมิคุ้มกันเหมือนเป็นวัคซีน บริษัทที่ผ่านวิกฤตมาได้มักทนทานขึ้น เป็นต้น ยังมีตัวอย่างอื่น ๆ อีก เช่น แบคทีเรียที่รอดจากยาปฏิชีวนะมาได้ จะกลายเป็นซูเปอร์แบคทีเรียที่ดื้อยา ต้นไม้ที่ถูกลิดกิ่งก้านจะแข็งแรง แม้แต่สิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่น เหล็กที่ถูกชุบด้วยความร้อน จะกลายเป็นเหล็กชุบแข็ง สังคมที่มีการต้านความเปราะบางมักจะประสบความสำเร็จในระยะยาว
เพียงแต่เติบโตผ่านแรงกระแทกได้คงไม่พอ ยังต้องการความคล่องแคล่วว่องไวในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน ในสมัยก่อน ความคล่องแคล่วเคยเป็นอาวุธสำคัญของ “พวกป่าเถื่อน” (barbarian) ที่คอยจู่โจมและพิชิตเมืองที่มีวัฒนธรรมสูงกว่า เช่น พวกมองโกล ชาวฮันในยุโรปกลาง เป็นต้น คนป่าเถื่อนสมัยใหม่อาจหมายถึง Uber ผู้จู่โจมวงการแทกซี่ Airbnb ผู้จู่โจมวงการโรงแรม YouTube ผู้จู่โจมวงการโทรทัศน์ เป็นต้น
การต้านความเปราะบางและความคล่องแคล่วช่วยให้เรารับมือได้ดีในเชิงรับ แต่เราอาจต้องการการตอบสนองในเชิงรุกแทนในเชิงรับมือโดยเป็นผู้กระแทกเสียเอง หรือเป็นฝ่ายที่ริเริ่มนวัตกรรมเปลี่ยนยุคเสียเอง อย่างเช่น เฮนรี ฟอร์ด ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมรถยนต์ หรือ สติฟ จอบส์ ผู้บุกเบิกสมาร์ทโฟน
เป็นอันว่าเราพอมองเห็นคุณสมบัติ 3 ประการที่จำเป็นในการรับมือ คำถามต่อไปก็คือว่า จะพัฒนาคุณสมบัติทั้งสามนี้ได้อย่างไร คำตอบคลาสสิกคือโดยผ่านการจัดการศึกษา แต่คงไม่ใช่การศึกษาอย่างที่เคยทำกันมา แต่เป็นการศึกษาที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และเป็นการศึกษาตลอดชีวิต การศึกษาปัจจุบันเป็นเหมือนการผลิตแบบสายพาน คือสินค้าจะผลิตหรือประกอบบนสายพานด้วยคนหรือเครื่องจักร เป็นการศึกษาโดยแบ่งนักเรียนตามกลุ่มอายุ ซึ่งมีหลักสูตรเหมือนกัน มีตารางการเรียนการสอนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และมีการให้คะแนนเพื่อควบคุมความรู้ของนักเรียน หวังว่าในระยะต่อไป การศึกษาแผนใหม่จะถือการเติบโตและความเบ่งบานของผู้เรียนเป็นสำคัญ
ค่านิยมที่ผู้เรียนพึงมีควรจะช่วยให้ผู้เรียนมีผลิตภาพที่สูง โดยมีความไว้วางใจต่อผู้อื่นและต่ออนาคต เป็นผู้ที่พร้อมจะแบ่งปันข้อมูลข่าวสารกับผู้อื่นรวมทั้งคู่แข่งด้วย ผู้เรียนพึงสามารถปรับตัวให้เข้ากับความซับซ้อนของโลก สามารถเรียนรู้แบบก้าวข้ามสาขาวิชาได้ เรียนรู้เรื่องราวของโลก ของมนุษย์ มีสำนึกในการเป็นพลเมืองของโลก รวมทั้งมีจรรยาบรรณที่สอดคล้องกับยุคสมัยแห่งเทคโนโลยีใหม่ สรุปคือ เป็นการศึกษาเพื่อชีวิต
สโตนชวนให้คิดถึงเรื่องที่มีความสำคัญมากต่ออนาคตของเรา นั่นคือเรื่องปัญญาประดิษฐ์ นักวิชาการที่ศึกษาและทำการพัฒนาในเรื่องนี้อาจแบ่งคร่าว ๆ ออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคิดว่าที่สุดแล้วปัญญาประดิษฐ์นอกจากจะเก่งกว่ามนุษย์แล้ว จะยังค่อย ๆ เข้ามาควบคุมชีวิตของเราด้วย ไม่ถึงกับมาตัดสินใจแทนเราแต่จะมาเสนออย่างนุ่มนวลว่าอะไรดีที่สุด เหมาะที่สุดสำหรับเรา โดยใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่รวบรวมเรื่องราวบรรดามีที่เกี่ยวกับเรา อีกทั้งยังรู้จักว่าอะไรสดใหม่ อะไรที่เป็นปัจจุบัน (updated) อะไรที่เราอาจเข้าถึงได้ ฯลฯ แล้วเราก็คล้อยตามไปเหมือนหุ่นยนต์ที่ออกแบบมาอย่างดี
นักวิชาการกลุ่มที่สองคิดว่าปัญญาประดิษฐ์เป็นผู้รับใช้ที่ดี ที่ต้องป้องกันมิให้ทำตัวเป็นนายที่เลวเสียเอง มีคำกล่าวที่ว่า สารัตถะสำคัญนั้นมองไม่เห็นด้วยตา เข้าถึงไม่ได้ด้วยตรรกะ สารัตถะนี้หมายถึงความรัก ความเมตตา ความศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิต ความเสียสละ ฯลฯ เราต้องหวังการมีชีวิตที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ มีทุกข์มีสุข ที่ฝึกให้เราเข้าใจตัวเองและผู้อื่น รวมทั้งการมีจุดมุ่งหมายใดในชีวิตได้ที่ไม่ใช่การเบียดเบียนกัน ฯลฯ สิ่งที่จะช่วยให้เรารักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์ หากเป็นความอบอุ่นของความสัมพันธ์และการเดินทางไปด้วยกัน เป้าหมายคือสิ่งที่อยู่ตรงหน้าในขณะนี้ ในวัฒนธรรมของการอยู่ร่วมกัน ในแง่นี้เราต้องระวังปัญญาประดิษฐ์ เพื่อรักษาเจตจำนงเสรีของเราไว้
การปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อรับมืออนาคต
นายแพทย์ อุดม คชินทร ให้สัมภาษณ์เรื่องจุดอ่อน จุดแข็งอุดมศึกษาไทย บทสัมภาษณ์ได้ลงในหนัง สือพิมพ์เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2566 คุณหมอมีความเห็นโดยสรุปว่า อุดมศึกษาผลิตกำลังคนที่มีทักษะ สมรรถนะ ทัศนคติที่ไม่ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน ไม่ตอบโจทย์ของประเทศ/โลกในยุค Disruptive Technologies มหาวิทยาลัยจึงต้องออกจาก Comfort Zone เปิดพื้นที่การเรียนรู้ ผลิตคนให้ตอบโจทย์ประเทศและโลกให้ได้ ถ้าปรับตัวไม่ทัน อาจตกขบวนโดยไม่ทันรู้ตัว
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ วิจารณ์ผลงานของกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ในปีที่ผ่านมา ในบทสัมภาษณ์ที่ลงในหนังสือพิมพ์เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2566 สรุปความได้ว่า หลักการของ วธ. มี 3 ประการคือ การส่งเสริมวัฒนธรรมรากฐาน การส่งเสริมวัฒนธรรมพื้นฐาน และการส่งเสริมวัฒนธรรมภูมิฐาน ใน 2 ประการหลัง วธ. ทำได้ดี แต่ยังขาดการส่งเสริมวัฒนธรรมรากฐาน ไม่ได้ขับเคลื่อนเรื่องวัฒนธรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากนัก วธ. ควรเปิดพื้นที่สาธารณะเพื่อทำกิจกรรมทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นการละเล่น ดนตรี ฯลฯ เพื่อให้เด็ก เยาวชน รวมถึงประชาชนทั่วไปได้มีพื้นที่ในการแสดงออก เพื่อลดความขัดแย้งรุนแรงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ประเทศไทยมีพลังที่ดีอยู่แล้ว 3 เรื่องคือ พลังภูมิศาสตร์ พลังของวิถีชีวิต ซึ่งพัฒนามาเป็นอาหารและศิลปะการแสดงต่าง ๆ และพลังของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้ม ความมีน้ำใจ วธ. ควรนำทั้งหมดนี้มาเป็น Soft Power ที่ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ
บทสัมภาษณ์แรกทำให้ผมอยากรู้ความหมายของคำว่า disruptive technologies ที่มีการพูดถึงกันบ่อยในช่วงเวลานี้ เป็นคำใหม่ที่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้พูดถึง และเชื่อกันว่าในอนาคตจะเกิด disruption ขึ้นบ่อย คุณหมออุดมจึงเตือนให้เตรียมรับมือกับ disruption ให้ดี เมื่อเปิด Google เพื่อดูความหมายของคำคำนี้ ได้ความว่าหมายถึง เทคโนโลยีที่มากระแทกแตกกระเจิง ที่มาแทนที่เทคโนโลยีที่ตั้งหลักปักฐานอยู่แต่เดิม มาเขย่าอุตสาหกรรมที่ดำเนินอยู่ หรือมาเสนอผลิตภัณฑ์ล้ำยุคที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่แพร่หลายในท้องตลาดตกยุคไปเลย ผมอยากรู้ว่า ทำไมเราถึงมาเผชิญกับเทคโนโลยีเช่นนี้ และจะรับมือมันอย่างไร
บังเอิญเพื่อนคนหนึ่งให้หนังสือผมมาเล่มหนึ่ง ที่ช่วยให้เข้าใจเรื่องนี้ได้ดีขึ้นบ้าง หนังสือเล่มนั้นชื่อ La Grande Mutation เขียนโดย ฌัง สโตน (Jean Staune) จึงขอสรุปสาระที่เสนอในหนังสือมาแบ่งปัน เพื่อเตือนภัยและชวนให้ช่วยกันไตร่ตรองถึงอนาคต รวมทั้งนานาวิธีที่จะรับมือกับอนาคต ส่วนวิธีหนึ่งที่จะกล่าวถึงต่อไปนั้น ดูเหมือนจะอยู่ในข้อคิดของบทสัมภาษณ์ที่สอง โดยมีนัยว่า การรับมือต้องใช้มิติอื่นๆ นอกเหนือจากมิติทางเทคโนโลยี และรวมถึงมิติทางวัฒนธรรมด้วย
ในการเล่าเรื่องนำก่อนเข้าเรื่องหลัก สโตนกล่าวถึง ไก่งวง เรือติตานิก ประเทศตูนีเซีย และโคโรนาไวรัส ไก่งวงถูกเลี้ยงดูอย่างดีมาตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การเปลี่ยนแปลงเป็นแบบเชิงเส้น คือคาดการณ์อนาคตได้จากอดีต แต่อยู่มาวันหนึ่งจวนถึงวันคริสต์มาส ชีวิตไก่งวงถูกกระแทกแตกกระเจิง ต้องกลายมาเป็นอาหารจานอร่อยของมนุษย์ แสดงว่าอดีตไม่ยืนยันอนาคตได้เสมอไป โดยเฉพาะเมื่อเราเป็น “ไก่งวง” ที่ขาดข้อมูล
ในกรณีของเรือติตานิก กัปตันที่ชื่อ เอดวาร์ด สมิท มีประวัติการทำงานที่ยอดเยี่ยม ไม่เคยเดินเรือผิดพลาด ไม่เคยพาเรือไปอับปาง ไม่เคยพาไปชนกับอะไร เขามีแฟนคลับจำนวนมากและจำนวนหนึ่งยินดีลงเรื่องติตานิกเพื่อล่องทะเลไปกับเขาอย่างสบายใจ กรณีนี้แม้จะพอทำนายว่าอุบัติเหตุทางเรือได้บนพื้นฐานของสถิติอุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แต่ผู้โดยสารก็อยู่ในตรรกะคล้าย “ไก่งวง” นั่นคือ ที่ผ่านมาเรื่องนี้เป็นจริง กัปตันสมิทไม่เคยทำอะไรผิดพลาด ซึ่งเป็นจริงจนถึงวันที่เกิดความผิดพลาด
เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 2010 ประธานาธิบดี 4 คน ที่อยู่ในอำนาจมานานหลายทศวรรษ มาพบกันที่เมือง Syrte ของลิเบีย ได้แก่ เบน อาลี จากตูนีเซีย, ฮอสนี มูบารัก จากอียิปต์, มูอัมมาร์ กัดดาฟี จากลิเบีย, และอาลี ซาเลฮ์ จากเยเมน เพื่อเฉลิมฉลองความเป็นปึกแผ่นของอำนาจของพวกเขา แต่หลังจากนั้นสองเดือน โมฮาเมด บูอาซีซี พ่อค้าเร่ที่ไม่มีใครรู้จัก ฆ่าตัวตายในเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของตูนีเซีย แล้วสิ่งที่มีคนตั้งชื่อว่า “ปรากฏการณ์ผีเสื้อ” ก็เกิดขึ้น เกิดการประท้วงที่ลุกลามไปทั่วดินแดนอาหรับ การประท้วงนั้นเรียกหาเสรีภาพจากการปกครองของเผด็จการ และถูกขนานนามว่าเป็น “ฤดูใบไม้ผลิอาหรับ” แล้วประธานาธิบดีที่มั่นคง มั่งคั่ง และหวังในความยั่งยืนของอำนาจทั้ง 4 คนที่กล่าวถึงข้างต้น ก็ถูกประชาชนขับออกจากอำนาจได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่อนิจจา การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่เป็นผลยั่งยืนตามที่ประชาชนคาดหมายเสมอไป ส่วนการกระแทกแตกกระเจิงที่เกิดขึ้นนั้น ไม่มีนักวิชาการ นักการเมือง ฯลฯ คนไหนจะทำนายได้ นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของเหตุการณ์ทางการเมืองที่ไม่มีใครคาดคิดและเมื่อเกิดขึ้นก็ส่งผลกว้างไกลโดยไม่มีทางย้อนกลับได้เลย (เป็นทางแยก หรือ bifurcation ในทฤษฎีไม่เชิงเส้น)
เหตุการณ์จุดชนวนทางการเมืองอีกเหตุการณ์หนึ่งคือการทุบทิ้งกำแพงเบอร์ลิน ที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1989 ทำให้สถานการณ์โลกที่ครอบงำโดยสงครามเย็นระหว่าง “ค่ายตะวันตกกับค่ายตะวันออก” ที่มีเสถียรภาพพอสมควรมากว่า 45 ปี เปลี่ยนมาเป็นเสียรภาพใหม่ ซึ่งโลกอยู่ใต้การครอบงำของสหรัฐอเมริกาต่อมาอีกหลายสิบปี แต่ในอนาคตจะมีสงครามเย็นรูปแบบใหม่เกิดขึ้นก็เป็นได้
วิกฤตโควิด-19 ยิ่งยากแก่การทำนายขึ้นไปใหญ่ ถ้าในต้นเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2020 เมื่อการระบาดของโคโรนาไวรัสได้เริ่มต้นมาเดือนเศษ ๆ แล้ว หากจะมีผู้ใดสักคนที่ทำนายว่าในอีกสองเดือนต่อมา จะมีคนประมาณสี่พันล้านคนถูกกักตัวให้อยู่กับบ้าน ผู้คนจะหยุดเดินทาง เครื่องบินจะจอดสนิท ฯลฯ ผู้นั้นคงถูกหาว่าบ้า ถ้าไก่งวงตัวหนึ่งบอกเพื่อน ๆ ว่า การที่พวกเขาถูกขุนด้วยอาหารดี ๆ นั้น เพียงเพราะเจ้าของฟาร์มต้องการกินหรือขายไป ซึ่งเนื้อไก่งวงที่เอร็ดอร่อย ไก่ตัวนั้นคงถูกเพื่อนไก่งวงหาว่าบ้าเช่นกัน
โศกนาฏกรรมติตานิกนั้นจัดอยู่ในพวกเหตุการณ์ที่พอคำนวณความเสี่ยงได้ในเชิงสถิติ ต่างจากการระบาดของโควิด-19 ที่เป็นความไม่แน่นอนที่ไม่อาจคำนวณในเชิงสถิติได้ สังเกตได้ว่า การกระแทกแตกกระเจิง หรือ disruption นั้นเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ บางรูปแบบอาจทำนายได้ถ้า (ไก่งวง) มีข้อมูลมากขึ้น บางรูปแบบทำนายได้ทางสถิติ บางรูปแบบเป็นปรากฏการณ์ผีเสื้อกระพือปีก ที่คาดคะเนความกว้างไกลของผลไม่ได้จากเหตุเล็กน้อยเต็มทีที่เกิดขึ้น ส่วนการระบาดของโควิด-19 เป็นความไม่แน่นอนที่คำนวณล่วงหน้าไม่ได้
สโตนบอกเราว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุค VUCA ซึ่งย่อมาจาก Volatile (ปะทุง่าย), Uncertain (ไม่แน่นอน), Complex (ซับซ้อน), และ Ambiguous (คลุมเครือ) ผมชอบการอธิบายคำว่าความซับซ้อนของเขา โดยยกตัวอย่างของเกมหมากรุก ว่าเป็นระบบที่ยุ่งยาก (complicated) แต่ไม่ซับซ้อน เพราะเกมหมากรุกเป็นระบบปิด ที่มีตาให้เดิน 64 ตา มีตัวให้เดิน 32 ตัว และมีกติกาที่นิยามไว้อย่างชัดเจน แม้การเดินหมากต้องคาดคะเนผลที่ยุ่งยากมาก แต่ความยุ่งยากเช่นนี้ คอมพิวเตอร์เหนือชั้นกว่ามนุษย์เพราะคำนวณผลได้รวดเร็วกว่ามนุษย์มากนัก อีกทั้งมีความสามารถในการเรียนรู้จากการทดลองเล่นเองจำนวนนับครั้งไม่ถ้วน
ส่วนตัวอย่างของสิ่งที่ซับซ้อนคือสมองมนุษย์ ที่มีเซลล์ประสาท (neurons) หลายพันล้านเซลล์ แต่ละเซลล์ต่ออยู่กับเซลล์อื่นประมาณ 1000 ถึง 10000 เซลล์ ผ่านทางแขนงของเซลล์ที่เรียกว่า synapses เมื่อเซลล์ประสาทหนึ่งเซลล์ส่งสัญญาณไปยังเซลล์นับพันที่เชื่อมต่อด้วย สัญญาณจะถูกส่งต่อ ๆ ไปยังเซลล์อื่น ๆ เซลล์บางตัวที่รับสัญญาณมาจะส่งสัญญาณกลับไปยังเซลล์เริ่มต้น การส่งกลับเช่นนี้มีชื่อเรียกว่าการป้อนกลับ (feedback) ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้ระบบมีความซับซ้อนโดยที่เป็นระบบไม่เชิงเส้นนั่นเอง และนี่เป็นที่มาของสิ่งไม่คาดคิด ไม่ว่าจะเป็นผลที่กว้างใหญ่ไม่เป็นสัดส่วนกับเหตุ (ปรากฏการณ์ผีเสื้อ) เกิดทางแยก (bifurcation) เกิดการแตกกระเจิง (rupture ที่เกิดขึ้นด้วยปัจจัยภายใน) หรือเกิดการกระแทกแตกกระเจิง (disruption ที่เกิดขึ้นด้วยปัจจัยภายนอก) เกิดจุดพิสดาร (singularity เช่น จุดที่มีพลังงานเข้มข้นอย่างยิ่งยวดที่เรียกว่าหลุมดำ จุดแห่งความบ้าระห่ำที่เรียกว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์) เป็นต้น
มีอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ระบบซับซ้อนขาดเสถียรภาพได้ง่ายคือการเป็นระบบเปิด นั่นคือการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบภายในระบบเอง และการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบภายในกับปัจจัยภายนอก ยิ่งปฏิสัมพันธ์มีจำนวนมาก ระบบจะยิ่งซับซ้อน และเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันอาจผุดบังเกิดขึ้นได้บ่อย
เราได้วิวัฒนาการจากสังคมล่าสัตว์และเก็บพืชผลที่ขึ้นเองมาเป็นสังคมเกษตรกรรม และเป็นสังคมอุตสาหกรรมตามลำดับ เรารู้จักใช้พลังงานของสัตว์ต่าง ๆ และของเครื่องจักรกลมาทุ่นแรง ปัจจัยใหม่ทางเทคโนโลยีที่กำลังขับเคลื่อนสังคมของเราสู่อนาคตคือความก้าวหน้าทางอิเล็กทรอนิกส์ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเราได้เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณโดยอาศัยอินเทอร์เน็ตรวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ เป็นธรรมดาที่เราจะเผชิญ (หรือใฝ่สร้างขึ้นเอง) ทางแยก/การกระแทกแตกกระเจิงบ่อยขึ้น
การปฏิวัติครั้งก่อนของเราเป็นการปรับเปลี่ยนบทบาทของขุนน้ำขุนนาง ซึ่งถูกแทนที่ด้วยชนชั้นกลางที่เปิดรับเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในสมัยนั้นได้ดีกว่า มาบัดนี้ บทบาทของผู้เชี่ยวชาญ นักวิทยาศาสตร์ นักการเมือง ครูบาอาจารย์ นักสื่อสารมวลชน ฯลฯ กำลังถูกท้าทายอย่างหนัก พวกเขามีความรู้ความสามารถเป็นเลิศในสาขาที่มีเสถียรภาพของตน แต่หลายคนไม่ปรับตัวเพื่อรับมือกับการแปลงเปลี่ยน (transformation) ครั้งใหญ่ที่ยากจะทำนาย
ในการรับมือนั้น ย่อมไม่มีสูตรสำเร็จในเมื่อสถานการณ์นั้นเลื่อนไหล อย่างไรก็ดี เราควรเรียนรู้จากอดีตแม้ว่าการถอดบทเรียนจากอดีตจะทำได้ดีกว่าในระบบเชิงเส้น แต่เอาเถอะ ดีกว่าไม่มีบทเรียนอะไรเลย เราควรเรียนรู้จากอารยธรรมเดิมที่ผ่านหรือไม่ผ่านเมื่อเผชิญภัย เช่น กรีกเมื่อเผชิญกับสปาร์ตา ระบบขุนน้ำขุนนางเมื่อเผชิญกับกระฎุมพี จักรวรรดิจีนเมื่อเผชิญกับเทคโนโลยีตะวันตก ฯลฯ ส่วนตัวอย่างระดับบริษัทก็มี เช่น โกดักเมื่อเผชิญกับกล้องถ่ายรูปดิจิทัล โนเกียเมื่อเผชิญกับสมาร์ทโฟน เป็นต้น ทั้งนี้ พึงระลึกถึงจุดอ่อนของเราที่ยังคิดแบบเชิงเส้น เพราะยากเกินไปที่จะคิดแบบไม่เชิงเส้น เราก็จะแบ่งระบบไม่เชิงเส้นเป็นส่วน ๆ หรือเป็นช่วงเวลา ๆ แล้วก็คิดแบบเชิงเส้นในส่วนหรือในช่วงเวลาเหล่านั้น แต่ข้อมูลที่มาแบบไม่เชิงเส้นอาจมาแบบทวีคูณ (exponential) ถ้าจำนวนวัชพืชในสระเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ เช่น เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกวัน เราเคยถามลูกเราในทำนอง “อะไรเอ่ย” ไหมว่า ถ้าวันแรกวัชพืชปกคลุม 1 ตารางเมตร มาวันนี้วัชพืชปกคลุมครึ่งสระ อีกกี่วันจะเต็มสระ? การเพิ่มแบบนี้ สอดคลัองกับจำนวนผู้ป่วยในเชิงระบาดวิทยา ถ้าพลาดไปวันสองวันก็อาจรับมือไม่ทัน หรือทันก็ต้องสิ้นเปลืองสูงขึ้นมาก สรุปคือ เราต้องฝึกให้สมาชิกสังคมในจำนวนที่มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ให้รู้จักเรียนรู้ โดยไม่หลงใหลได้ปลื้มไปกับอดีต
สโตนเสนอคำสำคัญ 3 คำในการรับมือ ได้แก่ การต้านความเปราะบาง (antifragility), ความคล่องแคล่ว (agility), และการตอบสนองเชิงรุก (proactivity) สองคำหลังคงคุ้นเคยกันอยู่แล้ว เหลือแต่คำว่าการต้านความเปราะ บางที่ขอขยายความสักเล็กน้อย คุณสมบัติประการหนึ่งของสิ่งต่าง ๆ ที่ยั่งยืนคือการต้านความเปราะบาง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นความคิด สิ่งมีชีวิต บริษัท ประเทศ หรืออารยธรรม คุณสมบัตินี้ก็คือ เมื่อพ้นออกมาจากการถูกกระแทก แทนที่จะอ่อนแอลง กลับเข้มแข็งขึ้น แน่นอนว่าถ้ากินยาพิษด้วยขนาดยาที่มากเกินไป เราจะตาย หรือเมื่อบริษัทเจอแรงกระแทกหนักเกินไป จะล้มละลาย แต่ถ้ากินยาพิษในขนาดยาอ่อน ๆ ก็อาจมีผลเพิ่มภูมิคุ้มกันเหมือนเป็นวัคซีน บริษัทที่ผ่านวิกฤตมาได้มักทนทานขึ้น เป็นต้น ยังมีตัวอย่างอื่น ๆ อีก เช่น แบคทีเรียที่รอดจากยาปฏิชีวนะมาได้ จะกลายเป็นซูเปอร์แบคทีเรียที่ดื้อยา ต้นไม้ที่ถูกลิดกิ่งก้านจะแข็งแรง แม้แต่สิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่น เหล็กที่ถูกชุบด้วยความร้อน จะกลายเป็นเหล็กชุบแข็ง สังคมที่มีการต้านความเปราะบางมักจะประสบความสำเร็จในระยะยาว
เพียงแต่เติบโตผ่านแรงกระแทกได้คงไม่พอ ยังต้องการความคล่องแคล่วว่องไวในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน ในสมัยก่อน ความคล่องแคล่วเคยเป็นอาวุธสำคัญของ “พวกป่าเถื่อน” (barbarian) ที่คอยจู่โจมและพิชิตเมืองที่มีวัฒนธรรมสูงกว่า เช่น พวกมองโกล ชาวฮันในยุโรปกลาง เป็นต้น คนป่าเถื่อนสมัยใหม่อาจหมายถึง Uber ผู้จู่โจมวงการแทกซี่ Airbnb ผู้จู่โจมวงการโรงแรม YouTube ผู้จู่โจมวงการโทรทัศน์ เป็นต้น
การต้านความเปราะบางและความคล่องแคล่วช่วยให้เรารับมือได้ดีในเชิงรับ แต่เราอาจต้องการการตอบสนองในเชิงรุกแทนในเชิงรับมือโดยเป็นผู้กระแทกเสียเอง หรือเป็นฝ่ายที่ริเริ่มนวัตกรรมเปลี่ยนยุคเสียเอง อย่างเช่น เฮนรี ฟอร์ด ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมรถยนต์ หรือ สติฟ จอบส์ ผู้บุกเบิกสมาร์ทโฟน
เป็นอันว่าเราพอมองเห็นคุณสมบัติ 3 ประการที่จำเป็นในการรับมือ คำถามต่อไปก็คือว่า จะพัฒนาคุณสมบัติทั้งสามนี้ได้อย่างไร คำตอบคลาสสิกคือโดยผ่านการจัดการศึกษา แต่คงไม่ใช่การศึกษาอย่างที่เคยทำกันมา แต่เป็นการศึกษาที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และเป็นการศึกษาตลอดชีวิต การศึกษาปัจจุบันเป็นเหมือนการผลิตแบบสายพาน คือสินค้าจะผลิตหรือประกอบบนสายพานด้วยคนหรือเครื่องจักร เป็นการศึกษาโดยแบ่งนักเรียนตามกลุ่มอายุ ซึ่งมีหลักสูตรเหมือนกัน มีตารางการเรียนการสอนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และมีการให้คะแนนเพื่อควบคุมความรู้ของนักเรียน หวังว่าในระยะต่อไป การศึกษาแผนใหม่จะถือการเติบโตและความเบ่งบานของผู้เรียนเป็นสำคัญ
ค่านิยมที่ผู้เรียนพึงมีควรจะช่วยให้ผู้เรียนมีผลิตภาพที่สูง โดยมีความไว้วางใจต่อผู้อื่นและต่ออนาคต เป็นผู้ที่พร้อมจะแบ่งปันข้อมูลข่าวสารกับผู้อื่นรวมทั้งคู่แข่งด้วย ผู้เรียนพึงสามารถปรับตัวให้เข้ากับความซับซ้อนของโลก สามารถเรียนรู้แบบก้าวข้ามสาขาวิชาได้ เรียนรู้เรื่องราวของโลก ของมนุษย์ มีสำนึกในการเป็นพลเมืองของโลก รวมทั้งมีจรรยาบรรณที่สอดคล้องกับยุคสมัยแห่งเทคโนโลยีใหม่ สรุปคือ เป็นการศึกษาเพื่อชีวิต
สโตนชวนให้คิดถึงเรื่องที่มีความสำคัญมากต่ออนาคตของเรา นั่นคือเรื่องปัญญาประดิษฐ์ นักวิชาการที่ศึกษาและทำการพัฒนาในเรื่องนี้อาจแบ่งคร่าว ๆ ออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคิดว่าที่สุดแล้วปัญญาประดิษฐ์นอกจากจะเก่งกว่ามนุษย์แล้ว จะยังค่อย ๆ เข้ามาควบคุมชีวิตของเราด้วย ไม่ถึงกับมาตัดสินใจแทนเราแต่จะมาเสนออย่างนุ่มนวลว่าอะไรดีที่สุด เหมาะที่สุดสำหรับเรา โดยใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่รวบรวมเรื่องราวบรรดามีที่เกี่ยวกับเรา อีกทั้งยังรู้จักว่าอะไรสดใหม่ อะไรที่เป็นปัจจุบัน (updated) อะไรที่เราอาจเข้าถึงได้ ฯลฯ แล้วเราก็คล้อยตามไปเหมือนหุ่นยนต์ที่ออกแบบมาอย่างดี
นักวิชาการกลุ่มที่สองคิดว่าปัญญาประดิษฐ์เป็นผู้รับใช้ที่ดี ที่ต้องป้องกันมิให้ทำตัวเป็นนายที่เลวเสียเอง มีคำกล่าวที่ว่า สารัตถะสำคัญนั้นมองไม่เห็นด้วยตา เข้าถึงไม่ได้ด้วยตรรกะ สารัตถะนี้หมายถึงความรัก ความเมตตา ความศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิต ความเสียสละ ฯลฯ เราต้องหวังการมีชีวิตที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ มีทุกข์มีสุข ที่ฝึกให้เราเข้าใจตัวเองและผู้อื่น รวมทั้งการมีจุดมุ่งหมายใดในชีวิตได้ที่ไม่ใช่การเบียดเบียนกัน ฯลฯ สิ่งที่จะช่วยให้เรารักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์ หากเป็นความอบอุ่นของความสัมพันธ์และการเดินทางไปด้วยกัน เป้าหมายคือสิ่งที่อยู่ตรงหน้าในขณะนี้ ในวัฒนธรรมของการอยู่ร่วมกัน ในแง่นี้เราต้องระวังปัญญาประดิษฐ์ เพื่อรักษาเจตจำนงเสรีของเราไว้
อนาคตข้างหน้าอยู่ที่การดำรงอยู่ของวัฒนธรรมรากฐาน ที่เป็นวัฒนธรรมที่มีชีวิตของเราและของชุมชนอื่นๆ
โคทม อารียา

