หน้าแรก คอลัมนิสต์ โลกในอนาคตไม่...

โลกในอนาคตไม่น่าจะกลับมาแบ่งเป็นสองขั้ว

15.01.23 | 12:00 น.

ฌัง ชีโรดู นักเขียนชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เขียนบทละครเรื่องหนึ่งชื่อว่า “สงครามทรอยจะไม่เกิด” (แปลเป็นภาษาอังกฤษในชื่อ “Tiger at the Gates” หรือ “เสือมาถึงประตู”) เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อกองทัพกรีกเคลื่อนตัวมาถึงประตูเมืองทรอย ผู้นำชาวทรอยได้แบ่งเป็นสองพวก พวกหนึ่งนำโดยเฮกตอร์ที่ต้องการสันติภาพและการส่งตัวเฮเลนคืนให้ชาวกรีก อีกพวกหนึ่งนำโดยเดโมกอสที่พร้อมทำสงครามเพื่อความรุ่งโรจน์ของทรอย ดูเหมือนว่าเฮกตอร์สามารถจูงใจปารีสผู้เป็นน้องชายและเป็นผู้ลักพาเฮเลนมาให้เลือกสันติภาพได้สำเร็จ อีกทั้งยังเจรจาสงบศึกกับยูลิสซิสผู้นำฝ่ายกรีกจนใกล้จะเป็นผล จึงเป็นที่มาของคำกล่าวที่เป็นชื่อเรื่องภาษาฝรั่งเศสของหนังสือ แต่อนิจจา เฮกตอร์ก็พ่ายแพ้ต่อการโกหกและการยุแยงของเดโมกอส สงครามเกิดจึงขึ้นและเสือที่มาถึงประตูก็เข้ามาทำลายทรอยจนพินาศ

มีผู้ทำนายว่าหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต โลกจะมีขั้ว “ตะวันตก” ขั้วเดียว หรือไม่ก็อาจมีหลายขั้ว เช่น ขั้วสหรัฐอเมริกา, ขั้วสหภาพยุโรป, ขั้วจีน, ขั้วอินเดีย ฯลฯ แต่ในการแข่งขันกันเป็นใหญ่ทั้งในทางการเมือง เทคโนโลยีและการค้า ไม่มีใครยอมใคร และขั้ว “ตะวันตก” ก็ปรากฏโฉมขึ้นใหม่ ในฉายากลุ่ม G7 ซึ่งมองจีนและรัสเซียอย่างไม่เป็นมิตร พร้อมทั้งระดมสื่อมวลชนโดยเฉพาะสำนักข่าวระหว่างประเทศ โหมข่าวและข้อวิจารณ์ที่เป็นในทางลบต่อประเทศทั้งสอง จริงอยู่ การปกครองของจีนและรัสเซียเป็นอำนาจนิยม ไม่ใช่ “เสรีประชาธิปไตย” สไตล์ตะวันตก มีประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ต้องประณาม โดยจะสาหัสฉกรรจ์กว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศ G7 ก็จริง แต่ไม่น่าจะยกเป็นประเด็นการกีดกันทางการค้าหรือการคว่ำบาตรต่อกัน ยิ่งไม่ใช่ประเด็นที่จะรบพุ่งกันเลย

เพื่อนผมส่งบทความของ อารอน ฟรีด์แบร์ก จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันมาให้อ่าน บทความนี้ขึ้นต้น (โปรย) ว่า “ตะวันตกควรเลิกล้มความพยายามที่จะบูรณาการประเทศจีนที่เป็นปฏิปักษ์และพวกลัทธิแก้ของเสรีนิยม ประเทศประชาธิปไตยต้องสร้างบล็อกเสรีนิยมที่เข้มแข็งขึ้นมาใหม่ และต้องต่อต้านการก้าวร้าวของอำนาจนิยม”

อารอนอธิบายต่อไปว่า ในศตวรรษที่ผ่านมา ประเทศตะวันตกที่เป็นประชาธิปไตยได้พยายามแต่ล้มเหลวถึงสามครั้ง ในอันที่จะสร้างระเบียบโลกบนหลักการเสรีนิยมเหมือนกับระบอบการเมืองในประเทศของพวกเขา ครั้งแรกหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สองหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และครั้งที่สามหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต กระนั้น ประเทศตะวันตกไม่ได้ละความพยายาม โดยคิดว่าการบูรณาการรัสเซียกับจีนเข้ามาในตลาดโลกและในสถาบันระหว่างประเทศ จะทำให้ประเทศทั้งสองมีส่วนได้เสียในเสถียรภาพของระเบียบเสรีนิยมที่ครอบคลุมโลกอยู่ แต่ความพยายามนั้นไม่สำเร็จ เพราะผู้นำทั้งสองประเทศไม่เคยตั้งใจที่จะเลิกควบคุมเศรษฐกิจหรือปล่อยวางการผูกขาดอำนาจทางการเมือง

บัดนี้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าจีนขู่จะใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานะปัจจุบันในแถบอินโด-แปซิฟิก จีนอาศัยอิทธิพลที่มีในหมู่ประเทศที่กำลังพัฒนาเพื่อพลิกแพลงสถาบันระหว่างประเทศ และท้าทาย “คุณค่าสากล” ของตะวันตกที่เป็นเสรีนิยม จีนใช้พลังทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ ขู่ว่าจะตัดอุปทาน (supply) ของวัสดุหายาก และปฏิเสธไม่ให้ประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของจีนได้เข้าถึงตลาดอันกว้างใหญ่ของตน จีนตั้งใจวางตนอยู่ที่ใจกลางทางเลือกที่รวมกลุ่มประเทศที่ต่อต้านตะวันตกและมีประชากรรวมกันกว่าครึ่งโลก

Advertisement

บทความดังกล่าวยังมีข้อกล่าวหารัสเซียและจีนอีกมาก จากนั้นจึงลงท้ายว่า ตะวันตกต้องแสดงว่าเรามีสิ่งมีค่าในทางปฏิบัติ เรามีข้อได้เปรียบทางจริยธรรมของวิธีการของเรา เราจึงควรเป็นฝ่ายรุกในการปะทะกันระหว่างระบอบ โดยฉายสปอตไลท์ไปที่การคอร์รัปชั่นและความโหดร้ายของระบอบจีนและรัสเซีย เพื่อให้ประจักษ์ว่า พวกเขาปฏิเสธสิทธิและทำลายศักดิ์ศรีของประชาชนของเขาอย่างไร

ผมยังเคยอ่านบทความ “ทางวิชาการ” ในทำนองนี้อีกหลายฉบับ ที่แสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อจีนและรัสเซีย และเสนอให้รัฐบาลตะวันตก เร่งรับมือกับประเทศทั้งสอง อย่าให้มาเป็นขั้วทางการทหารและทางการเมืองที่จะมาประชันกับขั้วฝ่ายตะวันตก ที่น่ากังวลคือ ถ้าเกิดบรรยากาศของสงครามเย็นขึ้นมาใหม่ ประเทศเล็ก ๆ จะถูกชักจูง กดดันให้เลือกข้าง เหมือนเมื่อ 22 ปีก่อนที่ประธานาธิบดีบุช กล่าวเมื่อประกาศ “สงครามต่อการก่อการร้าย” ว่า “ถ้าคุณไม่อยู่กับเรา หมายความว่าคุณอยู่ฝ่ายก่อการร้ายนั่นเอง”

ดูเหมือนว่าทั้งโลกตะวันตกและ “ตะวันออก” (ในที่นี้หมายถึงจีนกับรัสเซียเป็นหลัก) ต่างก็เชื่อใน

ประวัติศาสตร์การเมืองแบบเชิงเส้นของมนุษย์ ที่มีวิวัฒนาการจากสังคมก่อนประวัติศาสตร์ มาเป็นสังคมศักดินา ตามด้วยสังคมทุนนิยม-อุตสาหกรรม ตรงนี้มีทางแยกในจินตนาการของนักทฤษฎี ฝ่ายตะวันตกส่วนใหญ่เชื่อว่า เรามาสู่ยุคประชาธิปไตยเสรี เศรษฐกิจเสรี โดยเฉพาะเมื่อกำแพงเบอร์ลินถูกทุบทิ้งไป หมายความว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคทองของความเจริญรุ่งเรืองและความสุขถ้วนหน้า การโฆษณาชวนเชื่อของนักทฤษฎีตะวันออก คือ เรากำลังผ่านพ้นยุคทุนนิยมเพื่อเข้าสู่ยุคสังคมนิยม และยุคคอมมิวนิสต์ในที่สุด หนทางแม้ลำบากและยาวไกล แต่ผลพวงคือความเจริญรุ่งเรืองและความสุขถ้วนหน้า ความฝันของทั้งสองฝ่ายคือสวรรค์บนดินเหมือนกัน

เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมเขียนบทความชื่อ “สิทธิมนุษยชนของไทย และอนาคตอันไกลของมนุษย์” ส่วนหลังของบทความได้อ้างอิงหนังสือชื่อ “La Grande Mutation” เขียนโดย ฌัง สโตน ต่อไปจะขออ้างหนังสือเล่มนี้อีกเล็กน้อย โดยขอเริ่มด้วยเรื่องเล่าที่กล่าวถึงความคิดของปัญญาชนชาวจีนที่อพยพมาอยู่สหรัฐอเมริกาคนหนึ่งชื่อ เอริก เอ็กซ์ ลี เมื่อตอนเป็นเด็ก เขาเคยเชื่อเรื่องที่รัฐบาลจีนกรอกหู แต่แล้วเขาผิดหวังอย่างแรงเมื่อพบว่าเรื่องที่เล่าไม่เป็นจริง จึงออกนอกประเทศไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยเบิร์คเลย์ และมารับรู้เรื่องเล่าชุดใหม่ ที่สัญญาว่ายุคแห่งความรุ่งโรจน์ของเสรีประชาธิปไตยจะมาถึง เอริกไม่ค่อยเชื่อเรื่องเล่าใหม่นี้สักเท่าไร เขาจึงกลับไปศึกษาการเมืองของจีนใหม่ และค้นพบว่าจีนปัจจุบันยอมรับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง คือมีมหาเศรษฐีได้ แต่ต้องทำให้จำนวนคนจนลดลงให้มาก จีนมีคอร์รัปชันในระดับปานกลาง ที่สำคัญคือระบบคัดสรรผู้นำในทุกระดับจะทำอย่างเข้มงวดและรอบคอบโดยเป็นระบบคุณธรรมความสามารถ (meritocracy) จริง ๆ แต่อีริกเชื่อว่าระบบของจีนไม่ควรเป็นระบบสากล และระบบเลือกตั้งแบบตะวันตกก็ไม่น่าจะใช่ระบบสากลเช่นกัน เพราะในโลกที่มีความซับซ้อนและมีประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันเช่นนี้ ไม่น่าจะมีโมเดลการพัฒนารูปแบบใดรูปแบบเดียวที่ใช้ได้กับทุกอารยธรรม

สโตนเสนอคำสำคัญ 3 คำในการรับมือกับความไม่แน่ไม่นอนของอนาคต ได้แก่

1) การต้านความเปราะบาง (antifragility) คุณสมบัติประการหนึ่งของสิ่งต่าง ๆ ที่ยั่งยืนคือการต้านความเปราะบาง ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นความคิด สิ่งมีชีวิต บริษัท ประเทศ หรืออารยธรรม คุณสมบัตินี้ก็คือ เมื่อพ้นออกมาจากการถูกกระแทก แทนที่จะอ่อนแอลง กลับเข้มแข็งขึ้น มีวิสาหกิจที่ฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ได้หลังการล้มละลาย มีรัฐบาลที่ถูกรัฐประหารสองครั้งแต่ไม่เคยแพ้เลือกตั้ง เยอรมนีและญี่ปุ่นสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งหลังพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง จีนมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงเป็นเวลาหลายทศวรรษ ตั้งแต่สิ้นสุดสงครามกลางเมือง เป็นต้น

2) ความคล่องแคล่วว่องไว (agility) หมายถึงการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อนได้อย่างรวดเร็วทันการณ์ หรือใช้สิ่งแวดล้อมใหม่ให้เป็นประโยชน์ บริษัทตั้งใหม่ที่เรียกกันว่า “สตารท์อัพ” แสดงถึงความคล่องแคล่วเช่นนี้ ในช่วงวิกฤติโควิด -19 ใครผลิตหน้ากากอนามัยหรือวัคซีนได้ทันในยามขาดแคลน ใครสามารถผลิตสื่อออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว ใครสามารถประยุกต์ใช้พรินเตอร์ 3 D ในการผลิตได้ก่อน ย่อมได้เปรียบ เพราะมีความคล่องแคล่วกว่านั่นเอง

3) การตอบสนองในเชิงรุก (proactivity) ไปไกลกว่าการรับมือ โดยเป็นฝ่ายริเริ่มเข้าไปจู่โจมอุตสาหกรรมของยุคสมัยจนกระเจิดกระเจิง ผลิตภัณฑ์ เช่น ฟิลม์ถ่ายรูป โทรศัพท์บ้าน เครื่องเล่น CD ได้หายไปจากตลาดอย่างรวดเร็ว เพราะถูกรุกโดยนวัตกรรมที่เข้ามาอย่างคล่องแคล่วนั่นเอง

คำถามมีอยู่ว่า อาจมีคุณสมบัติอื่นที่จำเป็นอย่างมากสำหรับอนาคต ตัวอย่างคุณสมบัติสามประการข้างต้นจะเพียงพอที่จะสร้างกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรมได้ไหม ใครทนความเปราะบางได้ดีกว่า คล่องแคล่วกว่า มีการตอบสนองเชิงรุกได้ดีกว่าในด้านใด ก็ครองความเป็นใหญ่ในด้านนั้น ๆ แต่ต้องพร้อมที่จะถูกชิงแชมป์ไปโดยไม่ต้องโทษใครจะได้ไหม

อย่างไรก็ดี ผมไม่คิดว่าเราจะสามารถคิดกติกาอะไรที่จีรังหรือเป็นสากลได้ โลกมีความซับซ้อนมากเกินคาดคะเน แม้จะมีมุมมองที่ฟังดูดีเพียงใด ก็ไม่ครอบคลุมทั้งหมด เช่น ถ้าเราตั้งเกณฑ์ว่า “คุณภาพ” นั้นสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ของยุทโธปกรณ์ ของสิ่งแวดล้อม ของการดำเนินชีวิต ฯลฯ แล้วให้คำชี้แนะว่า คุณภาพจะเกิดขึ้นได้ เพราะความใส่ใจ การเคารพ และการมีส่วนร่วม เป็นต้น ก็จะมีข้อเสนอที่ดี ๆ ขึ้นมาอีก เช่น ความสุขสำคัญที่สุด หรือผลกำไรที่เหมาะสมสำคัญกว่า ฯลฯ จึงอยากเสนอว่าในโลกที่ไม่สมบูรณ์นี้ การบังคับให้เกิดเอกภาพที่สมบูรณ์แบบย่อมเป็นไปไม่ได้ ขอเพียงโอบรับและเปิดกว้างต่อความไม่สมบูรณ์แบบ และหลีกเลี่ยงการฆ่าล้างกันก็พอ

ผมอยากเห็นความร่วมมือกัน โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ซึ่งขณะนี้เป็นเบอร์หนึ่งและเบอร์สองของโลกเศรษฐกิจ อยากให้ต่างฝ่ายต่างเรียนรู้จากกันได้มาก เป็นคู่แข่งที่เป็นมิตรมากกว่าศัตรู ผมคิดว่าอารยธรรมจีนมีมาหลายพันปีอย่างต่อเนื่อง แม้ตะวันตกจะถือว่าตนเป็นผู้รับสืบทอดอารธรรมกรีกและมีปรัชญาของตนก็ตาม แต่ก็ขาดตอนไปบ้างสมัยการฟักตัวของยุคกลาง เมื่อผู้อ่านได้รับข้อคิดอันดีงามจาก สโตน แล้ว น่าจะรับฟังภูมิปัญญาจีนบ้าง ผมจึงหยิบหนังสือชื่อ “ผลึกภูมิปัญญาจีน : คัมภีร์การบริหาร” เขียนโดยวิทิต วัฒนาวิบูล ขึ้นมาอ่าน มีเรื่องน่าสนใจมาเล่าให้ฟังพอสังเขป ดังต่อไปนี้

ในภาษาจีน คำว่าบริหารจัดการเขียนโดยตัวอักษร 2 ตัวคือ ก่วนหลี่ คำว่า ก่วน หมายถึงการจัดการกับวัตถุ ส่วนคำว่า หลี่ หมายถึงการบริหารคน การจัดการกับวัตถุ เป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเครื่องจักรเป็นส่วนใหญ่ มีกฎเกณฑ์ชัดเจน และในรอบ 400 ปีที่ผ่านมา การจัดการกับวัตถุเป็นศาสตร์ที่ตะวันตกพัฒนาขึ้นเกือบทั้งหมดจนมีความเจริญก้าวหน้ามาก แต่การบริหารคน มีปัจจัยมากกว่า เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เนื่องจากประสบการณ์ ภูมิหลังทางสังคม ประวัติ วัฒนธรรม ฯลฯ ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่าว่าแต่สุขภาพจิตอาจแตกต่างกันได้มาก

ในการบริหารคน หรือ หลี่ นั้น กฎเกณฑ์ไม่ค่อยชัดเจน จีนในยุคก่อนได้สอนการบริหารคนไว้มากมาย แต่ที่โดดเด่นคือ
1) การบริหารคนแบบ หยูเจี่ย (สำนักขงจื่อ) ซึ่งมองคนในแง่ดี บนสมมุติฐานว่ามนุษย์นั้นดีมาแต่กำเนิด จึงควรนำหลักคุณธรรมมาใช้ในการบริหารคน

2) การบริหารคนแบบ ฝ่าเจีย (สำนักนิติธรรม) ซึ่งมองคนในแง่ร้าย จึงต้องนำกฎระเบียบและกฎหมายมาใช้ ให้รางวัลเมื่อทำดี ลงโทษเมื่อทำผิด

3) การบริหารคนเชิงกลยุทธ์ โดยอาศัยตำราพิชัยสงครามต่าง ๆ โดยเฉพาะตำราของซุนวู อู๋ฉี จิ๋นซี ฯลฯ ซึ่งครอบคลุมไปถึงการบริหาร การนำคน การใช้คน ตลอดจนยุทธวิธีต่าง ๆ ในการบรรลุชัยชนะ

อันที่จริง ในการบริหารคน เราอาจปรับใช้วิธีทั้ง 3 ให้สอดคล้องกับเงื่อนไขและสถานการณ์ โดยอาจใช้วิธีเดียว หรือสองวิธี หรือสามวิธี ให้ประสบความสำเร็จก็ได้ ประธานาธิบดีฝรั่งเศสมีวลีเด็ดว่า “ในเวลาเดียวกัน” (en meme temps) เมื่อเสนอให้ใช้วิธีที่ดูเหมือนขัดกันในเวลาเดียวกัน แล้วให้สังเกตดูผล การบริหารคนมีความเป็นศาสตร์พอ ๆ กับความเป็นศิลป์ อย่าทำให้ตายตัวเลย

ผมชอบอ่านหนังสือกำลังภายในตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมปลาย วิทิตเขียนไว้ในหนังสือของเขาให้เราสังเกตว่า ในภาพยนตร์จีนกำลังภายใน มักมีตัวอักษรเขียนอยู่หลังที่นั่งเจ้าสำนักฝ่ายธรรมะ อ่านในภาษาจีนกลางว่า เหยิ่น แปลว่าอดกลั้น เพื่อเตือนสติจอมยุทธ์ทั้งหลายให้พิจารณาปัญหาอย่างเยือกเย็นและรอบคอบ ถ้าจอมยุทธ์ขาดความอดกลั้น ผู้คนจำนวนมากจะต้องเสียชีวิตเพราะน้ำมือเขา (ขอออกนอกเรื่องว่า ควรเขียนคำคำนี้ไว้ที่ทำเนียบขาว วังเครมลิน และจัตุรัสเทียนอันเหมินด้วย) ที่น่าสนใจคือคำว่า เหยิ่น ประกอบด้วยตัวอักษรจีน 2 ตัวรวมกัน ตัวที่อยู่ด้านบนมีความหมายว่า คมมีด ตัวที่อยู่ข้างล่างหมายถึงหัวใจ อดกลั้น บ่งบอกถึงภาวะจิตใจ ที่เสมือนมีภาวะคมมีดจ่ออยู่บนหัวใจ ต้องเอาชนะความกลัวจึงอดกลั้นได้ ในสงครามระดับใหญ่ในปัจจุบัน เช่น สงครามยูเครน และสงครามเยเมน ผู้ที่ทำสงครามรวมทั้งผู้ที่สนับสนุนสงครามควรมีความอดทนอดกลั้นมากกว่านี้ เพื่อจะได้ยุติการสู้รบโดยเร็ว

วิทิตกล่าวถึงหนังสือรวบรวมบทสนทนาระหว่างขงจื่อกับสานุศิษย์ เป็นคัมภีร์ชื่อ ลุ่นยวี่ ขงจื่อระบุบุคลิกของผู้นำไว้ 4 ประการคือ

1) บ่ออี่ ไม่ใช้อัตวิสัยส่วนตัวในการแก้ปัญหา

2) บ่อปิก ไม่ยัดเยียดความคิดของตนให้แก่ผู้อื่น

3) บ่อกู่ ไม่ยึดในคำวินิจฉัยหรือตัดสินที่แน่นอนโดยไม่เปลี่ยนแปลง

4) บ่ออั้ว ไม่ถือเอาผลประโยชน์แห่งตนเป็นที่ตั้ง จะต้องคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก

บทความนี้เขียนขึ้นด้วยความหวังเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่า ขณะที่โลกตกอยู่ในภาวะเสี่ยง ความโกลาหล การที่เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมจะโผล่มากระแทกจนเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์เดิมมีอันเป็นไป ฯลฯ ทำไมนักวิชาการและผู้นำจึงมัวแต่จะพยายามแยกขั้ว และมองกันด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร พวกเขามัวแต่ทำนายว่าสถานการณ์จะเลวร้ายลง แต่เอาเข้าแล้ว เขาเองนั่นแหละคือผู้ที่จะทำให้คำทำนายนั้นเป็นจริง (self-fulfilling prophesy) แต่ทำไมถึงไม่ศึกษาส่วนที่ดีทั้งของตะวันตกและตะวันออก ศึกษาปรัชญากรีกหรือภูมิปัญญาจีนให้มากกว่านี้ แล้วควรทำนายว่าโลกนี้จะดีขึ้น จึงมีแรงช่วยกันทำคำทำนายนั้นให้เป็นจริง อย่าปล่อยให้พ่อค้าสงครามและความหวาดระแวงจูงเราไปเลย

“สงครามทรอยจะไม่เกิด” ถ้าทั้งชาวทรอยและชาวกรีกไม่คล้อยตามพวกยุแยง (demagogue)

โคทม อารียา