เดินหน้าชน : ‘ลุงตู่’อย่าหนี‘ดีเบต’
งานอีเวนต์ “ลุงตู่” ในวันเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ถูก “จัดฉาก” (สร้าง) ขึ้นอย่างอลังการ เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2566 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
การหาคนมาร่วมงานให้ได้จำนวนมาก ของนักการเมืองตามที่แบ่งความรับผิดชอบ มิใช่เรื่องยุ่งยาก อยู่ต่างจังหวัดก็หารถพาเข้ากรุงเทพฯโดยสะดวก
วันนั้น คนจึงเต็มห้องประชุม มีการประกาศบนเวทีว่า มีมากกว่า 10,000 คน
มวลชนใส่เสื้อ สีแดง-สีขาว-สีน้ำเงิน นั่งเป็นสัดส่วนเพื่อความสวยงาม
ถือแผ่นป้ายข้อความต่างๆ “รักลุงตู่-ลุงตู่สู้ๆ” คอยส่งเสียงตะโกนพร้อมๆ กัน ธงผ้าผืนใหญ่เคลื่อนจากท้ายห้องมาด้านหน้า ฯลฯ
สิ่งที่ดูเหมือนจะ “ย้อนแย้ง” กันอยู่ไม่น้อย?
เมื่อ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค รทสช.พูดปราศรัยเรื่องจะสร้างความปรองดอง จะต้องไม่มีการ “แบ่งสี-เลือกข้าง” กันอีกต่อไป
แต่เมื่อถึงคิว พล.อ.ประยุทธ์พูดเปิดใจกลับไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้แม้แต่คำเดียว
อาจเป็นเพราะว่า ตลอด 8 ปีกว่าที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคย “ผลักดัน” ที่จะทำให้คนไทย “หันหน้า” เข้าหากัน ให้ “อภัยกัน” ทั้งๆ ที่ถ้าจะทำก็ทำได้ เพราะตัวเองมีอำนาจเต็มที่
มาตรา 44 ให้อำนาจในการออกคำสั่ง “นิรโทษกรรม” ทุกฝ่าย เพื่อให้มาเริ่มกันใหม่ ร่วมกันพัฒนาบ้านเมือง แต่ไม่ทำ!
การพูดของนายพีระพันธุ์จึงเป็นแค่ “ลมปาก” และสะท้อนความ “ล้มเหลว” ในการสร้างความสมานฉันท์-ปรองดองของ พล.อ.ประยุทธ์หรือไม่?
33 นาที ที่ พล.อ.ประยุทธ์สปีช (อ่านตามโพยที่เตรียมมา) ควรจะพูดได้คล่องแคล่ว-ฉะฉาน-ชัดเจน และดูจริงจัง น่าเชื่อถือได้ดีกว่านี้ เพราะนั่งเก้าอี้หัวหน้า “คสช.-นายกฯ” มาเกือบ 10 ปีแล้ว
มีหลายช่วงที่พูดหยอกล้อและพูดแบบเล่นๆ เพื่อเรียกเสียงหัวเราะจากมวลชนที่เป็นพวกกองเชียร์ของตัวเอง
จากนั้นก็พูดชื่นชมพวกของตัวเองที่ยืนอยู่ข้างๆ “ซ้าย-ขวา” ทำให้ นายพีระพันธุ์ยกมือไหว้ด้วยความนอบน้อมอยู่หลายครั้ง
การพยายามจับมือนายพีระพันธุ์และพวกพ้องที่ยืนขนาบแบบ “ไม่มีปี่-ไม่มีขลุ่ย” ดูไม่เป็นธรรมชาติ
ทำให้คนดูที่ไม่ใช่กองเชียร์รู้สึก “ตลกขบขัน”
พล.อ.ประยุทธ์เมื่อต้องการจะไปต่อ เหมือนกับ “พิธีกร” และ “กองเชียร์” ที่ส่งเสียงเชียร์อย่างกึกก้อง “ลุงตู่ต้องไปต่อ” ซ้ำๆ กันหลายครั้ง
จะต้องพร้อมในการ “ดีเบต” กับผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯจากพรรคการเมืองอื่นๆ ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งเพื่อประชันวิสัยทัศน์
พูดง่ายๆ ก็คือ ประชัน “กึ๋น” ในการแก้ปัญหาบ้านเมืองในทุกด้าน!?
บุคลิกท่าทาง สีหน้า แววตา น้ำเสียง จังหวะจะโคนในการพูดไหวพริบ สติปัญญา จะปรากฏออกมาให้เห็นต่อหน้าสาธารณชนทั้งบ้านทั้งเมือง
เหมือนกับการดีเบตคนชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ
โดยหลักแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ต้องได้เปรียบและมี “ภาษี” ดีกว่าคนอื่นๆ เพราะเป็นนายกฯมา 8 ปีกว่า
ในขณะที่คนอื่นๆ ยังไม่เคยเป็นนายกฯ!
ให้สัญญาได้ไหม พล.อ.ประยุทธ์ต้องไม่แสดงความขลาดกลัว ถนัดแต่การพูดคนเดียว ไม่ให้ใครซักถาม
อย่าลืมว่าการดีเบต ส่งตัวแทนไม่ได้ และไม่ใช่เวทีมายืนอ่านสคริปต์ที่ทีมงานเขียนให้
ดังนั้น เมื่อลุงตู่ อยากไปต่อต้องไม่หนีดีเบต…นะจ๊ะ!?!

