เราไม่พูดถึงคำขวัญวันเด็กที่แสนจะเฉิ่มเชยไร้ความหมายเชิงวัตถุประสงค์ มุ่งเน้นแต่คุณสมบัติและกระบวนการแล้วก็ได้
ว่าตกลงแล้วเราอยากให้เด็ก “รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่ความดี” ไปเพื่ออะไร? มีเป้าหมายอะไรที่ตอบสนองต่อชีวิตเขา หรือมันเป็นแค่ความคาดหวังของผู้ใหญ่คนที่ให้คำขวัญ ก็ไม่น่าแปลกใจอะไรที่มันจะไม่มีเด็กที่ไหนสนใจรับรู้หรือจดจำคำขวัญวันเด็กแบบนั้นได้หลายปีแล้ว ยกเว้นแต่เด็กที่ท่องจำไปเพื่อจะเอารางวัลล่อใจหรือถูกครูอาจารย์ทางโรงเรียนบังคับ
หากที่มัน “แบด” และทำให้รู้สึก “แซด” ขึ้นมาเมื่อได้เห็น ก็คือ คลิปเพลง “สุขสันต์วันเด็กแห่งชาติ 2566” ของพรรครวมไทยสร้างชาติที่แสดงภาพของยามค่ำคืน ซึ่งแม้ว่าจะเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง แต่ก็เป็นความสลัวรางที่จะเรียกว่าสว่างก็ไม่ได้ มืดก็ไม่เชิง กับเพลงประกอบหลอนหูและภาพการ์ตูนอุจาดตาว่า “ในคืนพระจันทร์เต็มดวง พระจันทร์ทั้งกลมทั้งใหญ่ สว่างจ้า ชัดเจน ทั้งผี และหมาป่า ออกล่าเหยื่อ สนุกสนาน เราได้แต่แอบอยู่ ซุ่มดู อยู่ไกลไกล ลุงเห็นความเดือดร้อนใจ ลุงทนไม่ได้…” ก็เลยขอให้เด็กๆ ที่ทำท่าทางหน้าตาหวาดกลัวอยู่ในพุ่มไม้ออกไปเลือกลุงตู่
ที่น่าสนใจปนกับความเศร้าใจ คือ ประยุทธ์และทีมงานเลือกที่จะสื่อสารกับเด็กๆ ในวันเด็กด้วย “ความกลัว” โดยการบอกว่าในความ “สว่างจ้าชัดเจน” นั้น มีทั้งผีทั้งหมาป่าล่าเหยื่ออยู่ และเด็กๆ ควรจะกลัว และเลือกลุงตู่ออกไปเพื่อแก้ไขความเดือดร้อน
วิธีการของประยุทธ์และพรรคของเขาใช้ในการหาเสียงกับเด็กนี้ ก็คล้ายๆ กับการเลี้ยงดูสั่งสอนเด็กสมัยก่อนที่ใช้ความกลัวเป็นเครื่องกำราบ บอกว่าอย่าไปเล่นในที่มืดหรือนอกบ้านยามวิกาลเพราะจะมีภูตผีมาพาตัวไป เด็กๆ อย่าร้องไห้งอแงเพราะเดี๋ยวตำรวจจะมาจับตัวไป การเลี้ยงดูที่ใช้ความกลัวและสิ่งที่มองไม่เห็นกำราบข่มขู่ให้เด็กอยู่ในโอวาท
แต่นอกจากข้อเท็จจริงที่ว่า “เด็กๆ” ที่มุ่งสื่อสารด้วยนั้นยังไม่มีสิทธิเลือกตั้งในปีนี้ หากอีกส่วนหนึ่งอันเป็นข้อเท็จจริงที่ถึงเจ้าตัว “ลุงตู่” อาจจะไม่รู้ แต่ทีมกลยุทธ์หาเสียงของพรรคนั้นก็น่าจะพอทราบอยู่บ้างว่า ภาพลักษณ์ “ลุงตู่” ของพวกเขาในหมู่เด็กๆ และวัยรุ่นทั้งหลายนั้น ถ้าจะวัดกันด้วยคลิปในติ๊กต็อก จากช่อง YouTube ต่างๆ ที่มีเป้าหมายเป็นเด็กนั้น “ลุงตู่” ไม่ได้เป็นที่รักอะไรของเด็กๆ และวัยรุ่นเท่าไร คือถ้าใครติดตามช่อง YouTube ประเภทสตรีมเมอร์แคสต์เกม หรือเล่าเนื้อเรื่องย่อสปอยล์แอนิเมะญี่ปุ่น ก็จะหาวิธีหยอดมุขสร้างเสียงหัวเราะด้วยการแขวะ “ลุงตู่” กันเป็นเรื่องปกติ หรือบางทีอาจจะกลายเป็นมุขตลกเฝือๆ ไปแล้วด้วยซ้ำ
ดังนั้น กลุ่มคนผู้ที่คลิปหาเสียงวันเด็กจากพรรคที่จะชูประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้อยู่ในอำนาจเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปนั้นมุ่งสื่อสารด้วย ก็คงจะเป็นผู้ใหญ่กลุ่มที่อาจจะเป็นปู่ย่าน้าลุง หรือแม้แต่พ่อแม่ของเด็กๆ เสียมากกว่า
อย่างที่เราทราบและได้เห็นจากภาพข่าวและคลิปการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของประยุทธ์ จันทร์โอชา กับพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ชัดเจนว่ากลุ่มเป้าหมายและฐานเสียงสำคัญของพรรคนี้ส่วนใหญ่ คือบรรดาผู้สูงวัย
หากไม่ใช่เพียงแค่วัยเท่านั้น แต่คนกลุ่มนี้มีจุดยืนหรือกรอบคิดร่วมกันคือการต้องการที่จะเหนี่ยวรั้งสภาพแวดล้อมของสังคมและประเทศชาติที่เขารู้สึกคุ้นเคย พอใจและปลอดภัยอยู่แล้วเช่นในปัจจุบันนี้ หรืออาจจะย้อนไปถึงช่วงเวลาในอดีตก่อนหน้า หวงกันไม่ให้ใครมาทำให้เปลี่ยนแปลงไป แม้ว่าเวลาของเขาสำหรับประเทศและโลกนี้จะเหลือน้อยลงเพียงใดแล้วก็ตาม
จุดยืนหรือกรอบคิดนี้ยังรวมถึงบรรดาคนหนุ่มสาวหรือที่ยังสูงอายุไม่มาก ที่แม้จะมีเวลาเหลืออยู่ในชีวิตพอสมควร แต่ก็อยากจะรักษาสภาพแวดล้อมของสังคมประเทศที่ตัวเองได้เปรียบหรือเคยชินไม่เดือดร้อนนี้ไว้เช่นกัน
สิ่งที่แสดงให้เห็นอีกอย่างว่าแนวทางของพรรคและพวกของประยุทธ์นั้นยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิมๆ ในอดีต ความเกลียดชัง และความกลัว คือการปราศรัยของแกนนำที่พร่ำพูดเรื่องเดิมๆ ว่าจะมีคนโกงมาซื้อเสียง มาเลือกคนโกงเข้าไปโกง สร้างความเสียหายให้ประเทศ การเลือกพรรคของตนและประยุทธ์ให้อยู่ในอำนาจต่อไปคือหนทางที่จะป้องกันไม่ให้สิ่งที่กลัวนี้เกิดขึ้น โดยแทบไม่มีการพูดถึงความหวังและอนาคตอันใด รวมถึงการแสดงออกชัดว่าบรรดาผู้สนับสนุนของพรรคนั้นเป็นเสมือนกองทัพที่ปกป้องประเทศจากภัยคุกคามอะไรก็ไม่รู้
พวกเขาเกลียดกลัวการทุจริตคอร์รัปชั่น กลัวการบริหารประเทศโดยไร้ประสิทธิภาพจริงหรือไม่ การสนับสนุนประยุทธ์และเครือข่ายคณะรัฐประหารในทุกเรื่องอย่างที่พูดได้เต็มปากว่าไร้เหตุผลนั้น บ่งบอกว่าเขาไม่ได้กลัวในสิ่งเลวร้ายต่างๆ ประดามีที่เขายกขึ้นเอ่ยอ้าง หากเขาแค่หวาดกลัว “อนาคต”
“อนาคต” ซึ่งเป็นความหวังของเราและเด็กๆ ลูกหลาน แต่มันคือสิ่งที่น่ากลัวที่หลอกหลอนพวกเขาอยู่ ปีศาจแห่งกาลเวลาในนวนิยายของ เสนีย์ เสาวพงศ์ ยังคงคุกคามพวกเขาที่อยู่ในโลกเก่าและสังคมเก่าให้หวาดกลัว และเขาพยายามบอกลูกหลานเราว่า คลิปหาเสียงวันเด็ก จึงเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของความ “ละเมอหวาดกลัว” ซึ่งปีศาจตนนั้น
ในขณะที่สิ่งที่วง Paper Planes เจ้าของเพลง “ทรงอย่างแบด” (แซดอย่างบ่อย) มอบให้เด็กๆ ในงานวันเด็กที่ซาฟารีเวิลด์ นอกจากเสียงเพลงสะใจเต็มคาราเบล กับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเด็กๆ แล้ว เขายังมอบสิ่งสำคัญยิ่งกว่าคำขวัญให้อีก คือ “ความหวัง” ด้วยประโยคยาวๆ ที่เขาฝากไว้บนเวทีว่าขอให้เด็กๆ “หาให้เจอว่าเราชอบสิ่งไหน เราอยากทำอะไรก็ทำให้เต็มที่ ถ้าใครยังไม่เจอตัวเอง ไม่เป็นไรนะครับ ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องเปรียบเทียบกับคนอื่น ทำให้เต็มที่ ผมว่าความสำคัญคือพ่อแม่ผู้ปกครองที่ทำหน้าที่ซัพพอร์ตอยู่ด้านหลัง”
ที่จริงๆ แล้วไม่ใช่เฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครองหรอก แต่เราในฐานะผู้ใหญ่ทุกคน มีหน้าที่ต้องซัพพอร์ตอยู่ด้านหลัง ปกป้องความหวังและความฝันของพวกเขา โดยไม่เกี่ยงว่าในความเป็นจริง โลกและประเทศเรายังมีความหวังเหลืออยู่กี่มากน้อยเท่าไร
เช่นเดียวกับในภาพยนตร์ “Life is Beautiful” (La vita e bella) (1997) ที่ซาบซึ้งกินใจใครหลายคน ด้วยเรื่องราวที่เหมือนจะพยายามให้เห็นหนังตลก ด้วยการดำเนินเรื่องที่ให้คุณพ่อชาวยิวท่านหนึ่งกับลูกชายที่ถูกส่งไปที่ค่ายกักกันของนาซีในช่วงการสังหารหมู่ในสงครามโลกครั้งที่สอง พยายามบอกกับลูกชายของเขาว่า นี่คือการเล่นเกมแนวเอาชีวิตรอดเท่านั้น ทั้งหมดคือการจัดฉาก ถ้าเราอดทนได้จนวันสุดท้าย จะมีรางวัลใหญ่ให้ได้ตื่นเต้น
เรื่องราวที่ดูเหมือนตลกร้ายแต่กินใจนี้บอกเล่าความรักของพ่อคนหนึ่งที่พยายามปกป้องลูกจากความโหดร้ายด้วยการสร้างความจริงลวงผ่านเรื่องเล่าที่ต้องอาศัยความคิดบวกและจิตใจที่เข้มแข็งอย่างมหาศาล เพื่อในที่สุด ลูกของเขาจะได้รับ “รางวัลใหญ่” จริงๆ นั่นคือ “โอกาส” และ “อนาคต” ที่จะได้มีชีวิตต่อไป ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่มนุษย์คนหนึ่งพอจะมอบให้แก่คนอื่นได้ แม้ตัวเองอาจจะไม่ได้อยู่ ณ ตอนที่สิ่งนั้นจะมาถึงแล้วก็ตาม
อย่างที่รู้กันว่า การทำรัฐประหารของประยุทธ์กับพวกในปี 2014 และการปกครองบริหารประเทศของพวกเขาต่อจากนั้น ปล้นชิงเอาความหวังไปจากผู้คนโดยเฉพาะเยาวชนคนหนุ่มสาวอย่างมากมายมหาศาล คนวัยทำงานส่วนหนึ่งถอดใจกับการมองภาพชีวิตอนาคตและใช้ชีวิตในปัจจุบันแบบหาเลี้ยงชีพไปได้ในแต่ละเดือนแต่ละปี ถ้าโชคดีก็มีเงิน เวลา และโอกาสเหลือพอที่จะหาความสุขเบี้ยบ้ายรายทาง เช่น การซื้อของที่อยากได้ กินอาหารอร่อย หรือเที่ยวต่างประเทศพอชุบชูใจให้มีชีวิตต่อไปบ้าง
คนส่วนหนึ่งตัดใจเรื่องการมีบ้านเป็นของตัวเองไปนานแล้ว หรือหากมีคนที่ยังแสวงหาความมั่งคั่งอยู่ ก็ยอมรับกันว่าเราอยู่ในยุคสมัยที่จำเป็นจะต้องมีงานที่สอง งานที่สาม หรือมากกว่านั้น บ้างก็เพื่อรายได้ บ้างก็เพื่อหล่อเลี้ยงความฝันจากงานประจำที่หาความหมายหรือความสุขไม่ได้ แต่จำต้องทำเพียงเพราะเหตุผลเดียว คือรายได้ที่จะเอามาต่อชีวิต
ท่ามกลางความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ภาพจากสื่อต่างๆ ทั้งสื่อหลักและโซเชียลมีเดียแสดงภาพให้เห็นว่าคนที่ร่ำรวยในประเทศนี้ต่างร่ำรวยกันโดยไม่มีเหตุผลเท่าไร ถ้าไม่ใช่เพราะเกิดมาถูกครรภ์มารดาในครอบครัวที่มีฐานะ ก็อาจจะมาจากธุรกิจสีเทา ประเภทการพนันออนไลน์หรือแชร์ลูกโซ่ จนกลายเป็นสังคมที่คนถือเอารายได้เป็นเครื่องชี้ความสำเร็จโดยไม่เลือกวิธีการและความยั่งยืน ที่เราจะได้เห็นการสร้างตัวตนของบรรดาผู้ที่แสดงตัวว่าร่ำรวยรายได้ดีโดยไม่ต้องเรียนหนังสือให้สูงมากนัก แต่ก็ไม่ยอมบอกตรงๆ ว่าร่ำรวยเช่นนั้นมาได้อย่างไร และส่วนใหญ่เมื่อเปิดโปงมาแล้วก็ปรากฏว่าเป็นมิจฉาชีพหรือตัวล่อผู้คนเข้าเป็นเหยื่อธุรกิจสีเทาทั้งนั้น
แม้จะเคยเขียนถึงประเด็นนี้ไปแล้ว แต่ก็จะขอกล่าวอย่างชัดเจนอีกครั้งว่า ในประเทศที่นายหน้าคนกลางขายลอตเตอรี่กลายเป็นนักธุรกิจระดับไอดอล โฆษณาในพื้นที่สาธารณะก็มีแต่เรื่องลอตเตอรี่ออนไลน์ การออกสลากกินแบ่งแต่ละครั้งเป็นวาระแห่งชาติ ประเทศที่คนทำธุรกิจสีเทาสามารถเชิดหน้าชูตาได้ในสังคม มันเป็นประเทศที่จวนเจียนจะสิ้นหวังเต็มทีแล้ว
กระนั้นไม่ว่าจะสิ้นหวังอย่างไร เราก็จำเป็นต้องบอกเด็กๆ ของเราว่าประเทศนี้และโลกนี้ยังมีความหวัง มันยังสวยงาม และจะสวยงามอยู่อย่างน้อยก็เมื่อเวลาที่เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่
เพราะมันเป็นพันธกิจของผู้ใหญ่ที่จะต้องส่งต่อโลกที่ยังมีความหวังให้กับพวกเขา หรืออย่างน้อยที่สุด ก็ต้องส่งต่อความเชื่อว่าโลกนี้ยังมีความหวังและอนาคตที่คนรุ่นต่อไปจะได้อยู่ในประเทศและสังคมที่ดีกว่านี้ แม้ว่าในที่สุดเราอาจจะไม่ได้อยู่ได้เห็นแล้วเมื่อวันนั้นมาถึงก็ตาม
แล้วก็ต้องไม่ลืมว่า ผู้ใหญ่อย่างเราก็ยังมีภารกิจเฉพาะหน้าในการหยุดยั้งความสิ้นหวังทั้งมวลที่กล่าวไปข้างต้น ผ่านวิธีการต่อสู้ที่สันติและชอบธรรมที่สุด ด้วยบัตรเลือกตั้งที่รอเราอยู่ในกลางปีนี้
กล้า สมุทวณิช

